อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 11 เมษายน 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 11 เมษายน 2564

"ภาวะจิต"...ของนักเรียนแพทย์

“อนุพันธ์” ป่วยด้วยภาวะซึมเศร้า จนเคยพยายามทำร้ายตนเองมากกว่าหนึ่งครั้งแม้รักษาด้วยยา จนในที่สุดต้องรักษาด้วยการช็อกไฟฟ้า อนุพันธ์จึงใช้เวลาสิบปีกว่าจะสำเร็จแพทยศาสตร์บัณฑิตแทนที่จะเป็นหกปีตามปกติ พุธที่ 17 กุมภาพันธ์ 2564 เวลา 08.00 น.


“อนุพันธ์” (นามสมมติ) ก้าวเข้าสู่รั้วโรงเรียนแพทย์พร้อมด้วยภาวะทางจิตที่ไม่ปกติ....โอ้ว เป็นไปได้ไง??
 
เป็นไปแล้ว และเป็นมานานแล้วล่ะครับ ผมยังจำได้สมัยเรียนมีเพื่อนที่ชอบแอบย่องเอารองเท้าเพื่อนในหอพักมาทำลายเป็นประจำ  ที่น่าทึ่งคือเธอสอบได้เกรดเอ วิชาจิตเวช ซะด้วย และจบแพทย์เหมือนคนอื่น


 
การกลั่นกรองภาวะทางจิตของนักเรียนก่อนเข้าเรียนแพทย์ไม่ได้สมบูรณ์แบบ ทุกๆ ปีจึงมีนักเรียนจำนวนหนึ่งมาเรียนแพทย์ด้วยภาวะจิตไม่ปกติ มองในแง่ดี นี่เป็นการไม่แบ่งแยกคนด้วยความแตกต่างทางสุขภาพจิตที่อยู่ในวิสัยที่จะเยียวยาให้เป็นปกติหรือใกล้ปกติจนสามารถเรียนแพทย์ได้ มองด้านสุขภาพกาย ภาวะภูมิแพ้ซึ่งพบบ่อยกว่าภาวะจิตไม่ปกติก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการเรียนแพทย์ เพราะอยู่ในวิสัยเยียวยาได้เช่นเดียวกัน
 
อนุพันธ์ป่วยด้วยภาวะซึมเศร้า จนเคยพยายามทำร้ายตนเองมากกว่าหนึ่งครั้งแม้รักษาด้วยยา จนในที่สุดต้องรักษาด้วยการช็อกไฟฟ้า อนุพันธ์จึงใช้เวลาสิบปีกว่าจะสำเร็จแพทยศาสตร์บัณฑิตแทนที่จะเป็นหกปีตามปกติ ถ้าคูณด้วยปีละสามแสนบาทอันเป็นตัวเลขต้นทุนการผลิตแพทย์ต่อคนต่อปีที่ผมได้ยินในแวดวงการอภิปรายเชิงนโยบาย อนุพันธ์ก็ใช้ต้นทุนไป 3 ล้านบาท
 
การประคับประคองให้ อนุพันธ์สามารถเรียนจนจบแพทย์ หาใช่ความรับผิดชอบของจิตแพทย์ผู้ดูแลเท่านั้น แต่เป็นความรับผิดชอบของครูแพทย์ทุกคนที่มีโอกาสได้ดูแลอนุพันธ์  แล้วครูแพทย์ปฏิบัติต่ออนุพันธ์แตกต่างจากนักเรียนแพทย์ทั่วไปหรือไม่
 
ผมไม่เคยเจออนุพันธ์ตลอดเวลากว่าสามสิบปีของการเป็นครูแพทย์  แต่มีประสบการณ์ตรงกับนักเรียนแพทย์สองคนที่รู้จากเจ้าตัวว่า เธอและเขา ป่วยทางจิต คนแรกเป็น Bipolar disorder   อีกคนเป็น Major Depressive Disorder


 

โรคอารมณ์แปรปรวนสองขั้ว หรือ โรคไบโพลาร์ (Bipolar disorder) เป็นความผิดปกติทางอารมณ์อย่างหนึ่ง ซึ่งผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้จะมีลักษณะอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปมา ระหว่างอารมณ์ซึมเศร้า (major depressive episode) สลับกับช่วงที่อารมณ์ดีมากกว่าปกติ (mania หรือ hypomania) โดยอาการในแต่ละช่วงอาจเป็นอยู่นานเป็นสัปดาห์ หรือหลาย ๆ เดือนก็ได้  ซึ่งอาการเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของผู้ป่วยทั้งในด้านการงาน การประกอบอาชีพ ความสัมพันธ์กับบุคคลอื่น และการดูแลตนเองอย่างมาก ทำให้ไม่สามารถดำเนินชีวิตประจำวันได้อย่างเป็นปกติ
 
“นิธรา” (นามสมมติ) เป็นนักเรียนแพทย์หญิงผู้มีสีหน้าท่าทีต่างจากนักเรียนแพทย์ทั่วไปโดยเฉพาะผู้หญิงด้วยกันในแง่ที่เธอพยายามแสดงออกมากกว่าปกติ...show off (ในสังคมตะวันตกอาจถือเป็นปกติก็ได้)  ระหว่างฝึกงานในพื้นที่ เธอมักแยกตัวจากเพื่อน โดยทั่วไปเมื่อจบการบรรยายของวิทยากร นักเรียนแพทย์ส่วนใหญ่มักสงวนท่าทีเมื่อได้โอกาสให้แสดงความเห็นหรือซักถาม แต่นิธราต่างออกไป เธอมักมีคำถาม แต่เป็นคำถามประเภทวิทยากรฟังแล้วต้องรู้สึกสะอึก
 
“แล้วยูคิดว่า อนามัยของยู ทำอะไรเพื่อชาวบ้านบ้าง”.....นิธรา โพล่งคำถามออกไป ใส่วิทยากร (หัวหน้าสถานีอนามัย) ผู้บรรยายการทำงานของสถานีอนามัย ที่ให้การต้อนรับคณะนักเรียนแพทย์/อาจารย์

การใช้สรรพนาม ”ยู” แทน วิทยากร ซึ่งอาวุโสกว่า เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมได้ยินจากปากนักเรียนแพทย์ ทำเอาสีหน้าวิทยากรแปลกใจระคนขุ่นเคืองนิดๆ  เพื่อนๆ ของเธอในวงสนทนาก็มีสีหน้าตกใจเช่นกัน บังเอิญวิทยากรนั่งข้างๆ ผมตามธรรมเนียมที่ท่านให้เกียรติ ผมเลยถือโอกาสกระซิบว่า “ขออภัยแทนเธอด้วยครับ เธอมีปัญหาสุขภาพจิต”



เหตุการณ์จึงผ่านไปด้วยดี นิธราไม่เพียงแยกตัวจากเพื่อนในบรรยากาศการดูงาน แต่เธอยังแยกตัวจากเพื่อนเมื่อต้องทำงานด้วยกัน ผมจำได้ว่า ระหว่างที่เพื่อนแยกเป็นกลุ่มย่อยช่วยกันออกสำรวจครัวเรือนเพื่อเก็บข้อมูลตามแผนวิจัยที่ตกลงกันล่วงหน้า นิธรากลับเล่นกับเด็กเล็กสองสามคนในบริเวณที่พัก โดยให้เหตุผลว่าเดินไกลไม่ได้หลังผ่าตัดกระดูกสันหลัง (เมื่อปีกลาย) แต่เธอกลับตระเวนไปนอกที่พักเพื่อดูสถานที่น่าสนใจในหมู่บ้านตามลำพัง

พฤติกรรมของนิธราดังกล่าวบ่งชี้ว่า ช่วงที่ผมดูแลเธอ อารมณ์ของเธอแกว่งไปขั้วตรงข้ามกับภาวะซึมเศร้า นั่นคือ อารมณ์ดีกว่าปกติตามนิยามของจิตแพทย์ที่อ้างอิงข้างต้น สำหรับผม กรณีนิธราเข้าข่ายก้าวร้าวมากกว่าอารมณ์ดี ความก้าวร้าวนี้ยังรวมถึงความพยายามที่จะเรียกร้องความสนใจและยอมรับจากเพื่อนๆ หรืออาจารย์ ด้วยเหตุผลที่ออกจะแปลกประหลาด จนอาจารย์อีกท่านหนึ่งที่ไม่คุ้นเคยกับเธอมาก่อนนำพฤติกรรมของเธอมารายงานในที่ประชุมภาควิชา

รอยหลุมเล็กๆ และจุดสีแดงบนใบหน้าเธอซึ่งผมสังเกตได้ชัดเจนตั้งแต่แรกพบยืนยันคำพูดของจิตแพทย์ที่ดูแลเธอว่า ก่อนที่จะมาเรียนกับผม จิตแพทย์ลดยาควบคุมภาวะจิตสองขั้วเพื่อลดการเกิดสิวเห่อ หนึ่งในอาการข้างเคียงของยา กรณีของนิธราชวนให้คิดว่า จะรักษาสมดุลอย่างไรระหว่างการควบคุมภาวะจิตไม่ปกติของนักเรียนแพทย์คนหนึ่งกับผลกระทบทางลบต่อแพทยศาสตร์ศึกษาในขอบเขตของการเรียนรู้เฉพาะตัวของนักเรียนแพทย์ผู้ป่วยทางจิต และในขอบเขตของการเรียนเป็นทีม

นอกจากนี้ในกรณีที่นักเรียนแพทย์อย่างนิธราได้รับมอบหมายให้เรียนรู้จากคนไข้แต่ละราย (ซักประวัติ ตรวจร่างกาย ทบทวนบันทึกการเจ็บป่วยของคนไข้) จะป้องกันผลกระทบทางลบต่อประโยชน์ของคนไข้อย่างไรในสภาพที่จิตแพทย์เห็นว่าจำเป็นต้องลดยาโดยจะควบคุมอาการทางจิตได้น้อยลง ทางเลือกหนี่งคือตามดูอย่างใกล้ชิดเพื่อจะได้ป้องกันหรือลดทอนผลกระทบให้ทันการณ์ ดังตัวอย่างเหตุการณ์ที่สถานีอนามัยแห่งนั้น จะทำเช่นนี้ได้ อาจารย์แพทย์ทุกคนที่จะดูแลนักเรียนแพทย์ผู้ป่วยทางจิต ควรรับรู้และเข้าใจการเจ็บป่วยของนักเรียนแพทย์เหล่านี้แต่เนิ่นๆ

ลูกบอลจึงกลับไปอยู่ที่จิตแพทย์ว่าจะเริ่มแชร์ข้อมูลแก่ผู้เกี่ยวข้องเมื่อใด โรงเรียนแพทย์ได้วางแนวปฏิบัติหรือไม่ อย่างไรให้จิตแพทย์ผู้ดูแลนักเรียนแพทย์ลักษณะนี้
 
คอลัมน์ : ชวนคิด
โดย : ชวนคิด


 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    100%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 138