อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 7 มีนาคม 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 7 มีนาคม 2564

อันดับการทุจริตคอร์รัปชั่นไทย ยังแรงไม่หยุดฉุดไม่อยู่

ประเทศที่มีคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริตคอร์รัปชั่นน้อยที่สุด จากคะแนนเต็ม 100 คะแนน เดนมาร์กและนิวซีแลนด์ได้ 88 คะแนนเท่ากัน อันดับ 3 ฟินแลนด์ สิงคโปร์ สวีเดน และสวิตเซอร์แลนด์ พฤหัสบดีที่ 4 กุมภาพันธ์ 2564 เวลา 10.00 น.


องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International–TI) ซึ่งเป็นองค์กรทำหน้าที่ จัดทำดัชนีการรับรู้การทุจริตคอร์รัปชั่น (Corruption Perceptions Index - CPI) ของประเทศต่างๆ ทั่วโลกเป็นประจำทุกปี ซึ่งมีผู้เชี่ยวชาญและนักธุรกิจทำการสำรวจจากระดับการรับรู้เรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่นของภาครัฐในประเทศต่าง ๆ ได้ประกาศคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริตคอร์รัปชั่นประจำปี 2563 จากจำนวน 180 ประเทศทั่วโลก เพื่อเป็นเครื่องบ่งชี้ให้ประชาชนและหน่วยงานทุกภาคส่วนของแต่ละประเทศ ได้ตระหนักถึงความสำคัญในการแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่น ซึ่งมีผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศชาติ

ประเทศที่มีคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริตคอร์รัปชั่นน้อยที่สุด จากคะแนนเต็ม 100 คะแนน เดนมาร์กและนิวซีแลนด์ได้ 88 คะแนนเท่ากัน อันดับ 3 ฟินแลนด์ สิงคโปร์ สวีเดน และสวิตเซอร์แลนด์ได้ 85 คะแนนเท่ากัน อันดับ 7 นอร์เวย์ ได้ 84 คะแนน อันดับ 8 เนเธอร์แลนด์ได้ 82 คะแนน อันดับ 9 เยอรมนี และลักเซมเบิร์กได้ 80 คะแนนเท่ากัน



การจัดอันดับในปี 2563 ไทยอยู่ในอันดับ 104 ลดต่ำกว่าปี 2562 3 อันดับ ซึ่งเดิมอยู่อันดับ 101 เมื่อเปรียบเทียบอันดับ และคะแนนกับประเทศในประชาคมอาเซียน โดยมีสิงคโปร์อยู่ในอันดับ 1 ได้ 85 คะแนน (ซึ่งเป็นอันดับ 3 ของโลก) บรูไนอยู่อันดับ 2 ได้ 60 คะแนน มาเลเซียอยู่อันดับ 3 ได้ 51 คะแนน ติมอร์-เลสเต อยู่อันดับ 4 ได้ 40 คะแนน อินโดนีเซียอยู่อันดับ 5 ได้ 37 คะแนน ไทยอยู่อันดับ 6 เท่ากับเวียดนามได้ 36 คะแนนเท่ากัน

สถิติการจัดอันดับดัชนีการรับรู้การทุจริตคอร์รัปชั่นของไทยย้อนหลังตั้งแต่ปี 2555-2563 เป็นดังนี้
ปี 2555 อันดับ 88 ได้ 37 คะแนน
ปี 2556 อันดับ 102 ได้ 35 คะแนน
ปี 2557 อันดับ 85 ได้ 38 คะแนน
ปี 2558 อันดับ 76 ได้ 38 คะแนน
ปี 2559 อันดับ 101 ได้ 35 คะแนน
ปี 2560 อันดับ 96 ได้ 37 คะแนน
ปี 2561 อันดับ 99 ได้ 36 คะแนน
ปี 2562 อันดับ 101 ได้ 36 คะแนน
ปี 2563 อันดับ 104 ได้ 36 คะแนน

นายนิวัติไชย เกษมมงคล รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. เปิดเผยว่า แม้ค่าคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริตของประเทศไทย ในปี 2563 เท่ากับปี 2562 แต่พบว่าจากแหล่งข้อมูลทั้ง 9 แหล่ง ประเทศไทยได้คะแนนลดลง 1 แหล่ง และได้คะแนนคงที่ 8 แหล่ง ดังนี้

1. แหล่งข้อมูล World Competitiveness Yearbook (IMD) ปี 2563 ได้ 41 คะแนน ลดลง 4 คะแนนเมื่อเปรียบเทียบกับปี 2562 ซึ่งได้ 45 คะแนน
2. แหล่งข้อมูลจาก 8 แหล่ง คะแนนปี 2563 เท่ากับคะแนนปี 2562 ดังนี้
2.1 แหล่งข้อมูล Bertelsmann Stiftung Transformation Index (BFTI) ปี 2563 ได้ 37 คะแนน
2.2 แหล่งข้อมูล Economist Intelligence Unit Country Risk Ratings (EIU) ปี 2563 ได้ 37 คะแนน
2.3 แหล่งข้อมูล Global Insight Country Risk Ratings (GI) ปี 2563 ได้ 35 คะแนน
2.4 แหล่งข้อมูล The Political and Economic Risk Consultancy (PERC) ปี 2563ได้ 38 คะแนน
2.5 แหล่งข้อมูล PRS International Country Risk Guide (PRS) ปี 2563ได้ 32 คะแนน
2.6 แหล่งข้อมูล World Economic Forum (WEF) ปี 2563ได้ 43 คะแนน
2.7 แหล่งข้อมูล World Justice Project (WJP) ปี 2563ได้ 38 คะแนน
2.8 แหล่งข้อมูล Varieties of Democracy Institute (VDEM) ปี 2563ได้ 20 คะแนน


การทุจริตคอร์รัปชั่นหรือการฉ้อราษฎร์บังหลวงเป็นการโกงบ้านกินเมือง ซึ่งเป็นงบประมาณแผ่นดินที่รัฐจัดเก็บภาษีอากรจากประชาชนไปใช้ในการบริหารประเทศการทุจริตคอร์รัปชั่นเป็นมะเร็งร้ายที่กัดกร่อนชาติบ้านเมืองจนอ่อนแอในทุกมิติไม่สามารถพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมให้มีความเข้มแข็งและเจริญก้าวหน้าได้รัฐบาลจึงต้องมีความจริงจังและกล้าหาญในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศให้เป็นไปตามเป้าหมายที่แท้จริงตามกรอบระยะเวลาที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัดโดยเฉพาะอย่างยิ่งปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดินปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรมและปฏิรูปประเทศด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ จะต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วนรัฐบาลจะต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในความเป็นนิติรัฐที่มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพและเฉียบขาด ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการการเมือง ข้าราชการประจำส่วนกลางส่วนภูมิภาคและท้องถิ่นจะต้องถูกลงโทษตามฐานความผิดของกฎหมาย เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง มิเช่นนั้นแล้วชาติบ้านเมืองจะไม่หลงเหลือสภาพที่ดีตกถึงมืออนุชนคนรุ่นหลังในอนาคต

มีกรณีศึกษาที่ควรนำมาพิจารณาเกี่ยวกับการเลือกตั้งนายกสมาคมนิสิตเก่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในพระบรมราชูปถัมภ์ เมื่อวันที่ 2 ก.พ. 64 มีนิสิตเก่ามาใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้งประมาณ 1,500 คนนับเป็นจำนวนน้อยนิดหรือเพียงหยิบมือเดียวเมื่อเทียบกับจำนวนนิสิตเก่าทั้งหมดที่มีอยู่กว่า 300,000 คน โดยข้อเท็จจริงแล้วการเลือกตั้งเป็นวิธีการที่ดีที่สุดเพื่อให้ได้มาซึ่งตัวแทนของนิสิตเก่าซึ่งยึดถือมติเสียงส่วนใหญ่ของนิสิตเก่าผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งเป็นสำคัญ แต่ทว่าการเลือกตั้งในห้วงเวลากว่า 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ปรากฏว่าผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งเป็นนายกสมาคมฯ เป็นกลุ่มก้อนที่มาจากเจ้าของธุรกิจด้านการเกษตรเป็นส่วนใหญ่มีข้อสังเกตว่าผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งมีความเชื่อมโยงกันอย่างเป็นขบวนการส่งผลให้นิสิตเก่าที่มีคุณสมบัติเหมาะสมและศักยภาพซึ่งมีความรู้ ความสามารถประสบความสำเร็จในการทำงานจนเป็นที่ประจักษ์แก่สาธารณชนในวงกว้างซึ่งมีอุดมการณ์และปณิธาณในการเสียสละเข้ามาทำงานให้กับสมาคมฯ เพื่อรับใช้ประชาคมชาวเกษตรศาสตร์ ตลอดจนสังคมและประเทศชาติไม่อยากเปลืองตัวลงสมัครรับเลือกตั้งเพราะมีการอาศัยฐานคะแนนเสียงแบบจัดตั้งไม่ต่างไปจากการเมืองระดับชาติ จึงขอส่งความปรารถนาดีมายังนิสิตเก่าทั้งหลาย อย่าได้ทอดทิ้งสมาคมฯ ที่มีเกียรติภูมิและศักดิ์ศรีมายาวนานกว่า 68 ปี นับตั้งแต่การก่อตั้งสมาคมฯ เมื่อปี 2496

ทางออกที่ดีสำหรับสมาคมฯ นิสิตเก่าควรร่วมกันเข้าชื่อขอเปิดประชุมวิสามัญเพื่อแก้ไขข้อบังคับสมาคมฯ เปลี่ยนแปลงวิธีการจากการเลือกตั้งไปเป็นการสรรหานายกสมาคมฯ ซึ่งจะเป็นผลดีต่อสมาคมฯ ที่จะได้นายกสมาคมฯ ที่มีวิสัยทัศน์มีความรู้และความสามารถอย่างรอบด้านในการทำงานใหญ่ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อขับเคลื่อน “ศาสตร์แห่งแผ่นดิน” และ “ศาสตร์พระราชา” ในการสร้างความเข้มแข็งแก่เศรษฐกิจไทยและสังคมไทย โดยมีพลังของนิสิตเก่ากว่า 300,000 คน ร่วมมือร่วมใจ คนละไม้คนละมือ เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติอย่างแท้จริง
.......................................
คอลัมน์ : ว่ายทวนน้ำ
โดย “ทวีศักดิ์ อุ่นจิตติกุล”


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น