อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 7 มีนาคม 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 7 มีนาคม 2564

ตราตำรวจเด็ก นักข่าว และชีวิต

จ้อยไม่มีโอกาสได้เรียนสูง ๆ เหมือนใครเขา ยายบอกให้ออกมาทำงาน เขาทำงานรับจ้างหนักและหน่วง 2-3 วันแรกร่างกายแทบล้า จนเพื่อนแนะนำยาให้กิน ตั้งแต่นั้นจ้อยก็ทำงานหนักเอาเบาสู้ตลอด กินไปเรื่อย ๆ ก็ติด ขาดมันไม่ได้ งานที่ทำมา เงินก็ไม่พอจ่าย พุธที่ 3 กุมภาพันธ์ 2564 เวลา 12.00 น.


นี่หนู ๆ ดู อุปกรณ์การเสพยาไอซ์ ยาบ้า ไม่ดี อันตรายมาก” ตำรวจสายสืบคนหนึ่งพาเด็ก ๆ ทัวร์ห้องสืบสวนใหม่เอี่ยมที่ผู้กำกับการสร้างให้แยกจากตัวโรงพักแบบสวยงาม เด็ก ๆ ต่างตื่นตะลึงกับอุปกรณ์เสพยากันมาก

ผู้กำกับการคนใหม่ยังจัดกิจกรรมโครงการตำรวจเด็ก ชวนนักข่าวมาทำข่าวแจกซองให้อิ่มหมีพีมันกันเข้าไปใหญ่ สื่อก็ยกยกปอปั้น ด้านตำรวจที่มาสอนเด็ก ๆ ก็คิดกิจกรรมจัดเป็นฐานให้ได้เรียนรู้ ทั้งเรื่องยาเสพติด โจรผู้ร้าย ข้อหา การรับแจ้งความ ความรู้ทางกฎหมายเล็ก ๆ น้อย ๆ ปรากฏว่าเด็กสนุกกันมาก



หลังจบกิจกรรมก็มีการมอบตราตำรวจเด็กให้กับเยาวชนที่มาประกวดกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา

จ้อย จำเหตุการณ์นั้นไม่ลืม ตอนที่นักข่าวผู้หญิงมาถามว่าเขารู้สึกอย่างไรกับกิจกรรมนี้ หญิงสาวโน้มตัวลงมาเผยเนินขาวอันอวบอิ่ม ดีที่จ้อยยังเด็กไม่ประสีประสาอะไร แต่นักข่าวชายบางคนหายใจไม่ออก กลืนน้ำลายไม่ลงจ้องเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยความร้อนรุ่มอย่างยิ่ง

ผมอยากเป็นตำรวจ อยากช่วยงานตำรวจครับ” นั่นคือคำพูดของจ้อยอันแสนประทับใจ ตอนไปห้องสืบ ตำรวจพาเข้าทุกห้อง ยกเว้นห้องสอบปากคำผู้ต้องหา ตำรวจบอกว่าอย่าเข้าไปเลย มันไม่ดีหรอก อึดอัด จ้อยไม่เคยรู้ความจริงว่า ที่ตำรวจไม่พาเข้าไปก็เพราะมีผู้ต้องหาติดยาอยู่ข้างใน นั่งเอาหัวโขกกับกำแพงจนเลือดอาบ ต้องกล่อมให้มันสลบอยู่นาน เลยไม่อยากไปปลุกขี้ยารายนี้

เด็กคนอื่น ๆ ได้ตราตำรวจเด็กมาแล้วก็หลงลืมกันไป ปล่อยทิ้ง ๆ ขว้าง ๆ แต่จ้อยไม่ลืม เขาจะเก็บตรานี้ไว้กับตัวเสมอ ด้วยความรู้สึกเหมือนตำรวจในหนังฝรั่ง บางครั้งเขาจะควักออกมาโชว์เพื่อน ๆ ซึ่งก็ไม่มีใครสนใจเท่าไหร่นัก



แต่จ้อยผ่านการอบรมมาแล้ว เขาจึงเดินตรวจตราชุมชน แม้จะไม่มีใครสนใจเพราะเห็นเป็นเด็ก แต่จ้อยมันเอาจริงเอาจังกว่าที่ใครคิด

ไม่นานโรงพักได้รับแจ้งวงไพ่ส่งเสียงดัง เล่นกันหลายคน ทางรองสารวัตรสืบสวนเห็นว่าไม่มีอะไรทำ เช็กแล้วไม่ใช่คนรู้จัก จึงนำกำลังลูกน้องไปจับ ผลคือวงพนันใหญ่โตแอบเล่นกัน ได้กันมาหลายคนกลายเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงของโรงพักไปด้วย

จ้อยยิ้มอย่างดีใจ นี่คือผลงานการแจ้งของเขา โดยการปลอมเสียงเป็นผู้ใหญ่ แต่สิ่งที่จ้อยไม่รู้คือ พ่อกับแม่ของจ้อยก็โดนไปด้วย แต่ปกติพ่อกับแม่ของจ้อยก็ไม่ค่อยได้อยู่ด้วยอยู่แล้ว จ้อยอยู่กับยายเสมอมา

ไม่ธรรมดาจริง ๆ รองสารวัตร ว่าแต่ใครแจ้งมานะ”

ผมสืบเองครับนาย สายข่าวเราต้องสำคัญ จะละทิ้งไม่ได้ ถ้าคิดจะเอาดีทางอาชีพนักสืบ”

รองสารวัตรสืบสวนตอบผู้กำกับการ ผลก็คือไปไว ได้เป็นผู้กำกับการสมใจ เพราะมีวิสัยทัศน์พูดจาได้อย่างยอดเยี่ยมแบบนี้นี่เอง ใครเห็นก็ต้องหลงรัก

จ้อยมองโทรทัศน์เห็นนักข่าวผู้หญิงที่เคยสัมภาษณ์จ้อยเมื่อหลายปีก่อน ก็ดีใจ เธอยังทำงานในวงการนี้ได้ เขาก็ต้องมุ่งมั่นเป็นตำรวจให้ได้

น่าเสียดายที่ความจริงไม่เป็นดังที่คิด



จ้อยไม่มีโอกาสได้เรียนสูง ๆ เหมือนใครเขา ยายบอกให้ออกมาทำงาน เขาทำงานรับจ้างหนักและหน่วง 2-3 วันแรกร่างกายแทบล้า จนเพื่อนแนะนำยาให้กิน ตั้งแต่นั้นจ้อยก็ทำงานหนักเอาเบาสู้ตลอด กินไปเรื่อย ๆ ก็ติด ขาดมันไม่ได้ งานที่ทำมา เงินก็ไม่พอจ่าย

แถมตอนนี้จ้อยก็ไม่ได้ตัวคนเดียวแล้ว หลังไปได้เมียที่ดูดยากันในวง แล้วก็ไปดูดอย่างอื่นกันต่ออย่างสะท้าน ผลก็คือมีไอ้ตัวเล็กเกิดมาคน ยายเอ็นดูหลานคนนี้มาก ส่วนพ่อกับแม่จ้อยนั้นไม่ค่อยมีเวลาแล้ว พ่อติดคุกหลังไปขนยาบ้าแล้วโดนตำรวจจับ แม่ไปอยู่กันกับฝรั่งแถวพัทยา เงียบหายจนไม่รู้ว่าเป็นอย่างไรบ้าง

เวลาลูกยิ้ม จ้อยจะสงสารลูก ยาแม้ยังไม่เลิกขาด แต่ก็ต้องทำงานเพื่อเด็กคนนี้ เมื่อไม่พอกิน คำแนะนำของเพื่อนก็บอกว่า “มึงลองวิ่งราวมือถือดู”

จ้อยคัดค้าน มันผิดกฎหมาย แต่ลูกร้องไห้อยากได้ของเล่น จ้อยเลยต้องทำ ก็แค่ขี่จยย.ไปกับเพื่อน ใครคุยมือถือเพลินเหม่อลอย ก็ลักมาเลย ทำได้ 4-5 ครั้งมีเงินเสพยา และเลี้ยงลูก



แต่กินเวลาไม่นาน ตำรวจก็ตามแกะรอยเจอ จ้อยโดนจับโดยตำรวจที่เคยพาทัวร์โรงพักเมื่อหลายปีก่อน นักสืบนายนี้จำจ้อยไม่ได้ และจ้อยก็ไม่อยากรื้อฟื้นความทรงจำ เพราะทีนี้จ้อยได้เข้าไปนั่งในห้องสอบปากคำผู้ต้องหาอย่างแท้จริง เรื่องตลกก็คือตอนทำห้องนี้ ผู้รับเหมาทำพลาด กระจกดำที่ควรให้คนนอกเห็นในห้อง แล้วคนในห้องไม่เห็นคนข้างนอกกลับสลับกัน จ้อยเลยได้เห็นเหตุการณ์ข้างนอกอย่างเพลิดเพลิน ในห้องสอบปากคำเปิดแอร์เย็นฉ่ำดีกว่าบ้านของจ้อยอีก

เด็กหนุ่มมองนักข่าวผู้หญิงคนนั้นเดินทางมาที่โรงพัก ผ่านไปกี่ปีเธอก็ไม่เปลี่ยน จ้อยครุ่นคิดอยากจะบอกกับพี่เขาเหลือเกินว่า เมื่อก่อนเคยสัมภาษณ์ผมไปเรื่องตำรวจเด็ก แม้ผมไม่ได้ทำตามความฝันเป็นตำรวจ แต่ก็หวังว่าออกจากคุกมา คงจะทำงานกลับตัวกลับใจได้ ตราตำรวจเด็กที่เคยติดหน้าอกตอนเด็ก จ้อยยังเก็บไว้ในกระเป๋าเป็นอย่างดี รองสารวัตรสืบสวนค้นเจอแล้วมองมันงง ๆ เพราะแกมาไม่ทันโครงการนี้ จึงเอายัดที่เดิมให้

ทำไงได้ล่ะครับพี่ ชีวิตมันไม่เป็นดังฝัน แต่ผมมุ่งหวังจะเป็นคนดีให้ได้ครับ”

จ้อยซ้อมคำพูดอย่างนี้

น่าเสียดายหัวใจเศร้า จ้อยไม่รู้เลยว่าสมัยนี้เขาไม่เอาผู้ต้องหามาคุยกับนักข่าวอีกแล้ว จ้อยจึงหมดโอกาสที่จะได้พูดกับนักข่าวหญิงคนนี้อีกครั้ง...
..........................
คอลัมน์ : หนอนโรงพัก
โดย "ณัฐกมล ไชยสุวรรณ"
ขอบคุณภาพจาก : Pixabay


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น