อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 11 เมษายน 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 11 เมษายน 2564

การเรียนรู้กับการประเมินผลแบบ360องศา

ถ้าคุณมีลูกศิษย์ (นศ.แพทย์ปีสาม) ยี่สิบเอ็ดคน ในฐานะที่ปรึกษาผู้ได้รับมอบหมายให้ทำงานร่วมกับพวกเขานานห้าสัปดาห์โดยต้องประเมินพฤติกรรมและเจตคติ คุณมีทางเลือกอะไรบ้าง  จะเลือกด้วยหลักเกณฑ์อะไร พุธที่ 3 กุมภาพันธ์ 2564 เวลา 08.00 น.


ทางเลือกแรก คุณคือผู้ตัดสินแต่ผู้เดียว เพราะเชื่อว่าครูคือผู้รู้ดี รู้มากกว่าศิษย์ด้วยวัยวุฒิ และระดับการศึกษาตลอดจนประสบการณ์แพทยศาสตร์ศึกษา

ทางเลือกที่สอง ให้ศิษย์แต่ละคนตัดสินตัวเอง ตามเกณฑ์ที่ครูกำหนด เพราะเชื่อว่า พวกเขาแต่ละคนมีวุฒิภาวะมากพอที่จะรับผิดชอบต่อตนเองอย่างซื่อสัตย์ และครูมีประสบการณ์มากกว่าในแง่มิติของการวัดผลด้านพฤติกรรมและเจตคติ

ทางเลือกที่สาม ใช้ระบบประเมิน 360 องศา ระหว่างศิษย์ด้วยกัน ตามเกณฑ์ที่ครูกำหนด เพราะเชื่อว่า การทำเช่นนี้จะส่งเสริมสนับสนุนการทำงานเป็นทีม และครูมีประสบการณ์มากกว่าในแง่มิติของการวัดผลด้านพฤติกรรมและเจตคติ



ผมและเพื่อนครูสิบกว่าท่านเลือกทางที่สาม ครับ  แล้วผลเป็นเช่นไร
สิ้นสุดห้าสัปดาห์ ผมได้เห็นผลการประเมิน 360 องศาเฉพาะกลุ่มลูกศิษย์ที่ผมได้รับมอบหมาย  ปรากฏว่า คะแนนรวบยอดแปดมิติแตกต่างกัน 135 แต้ม คนที่เพื่อนประเมินด้วยคะแนนสูงสุดได้ 97 แต้ม ต่ำสุดได้ลบ 38แต้ม (ดูตาราง)  แปดมิติของการประเมินประกอบด้วย

1. การสื่อสารและมนุษยสัมพันธ์ 2. ภาวะผู้นำและการทำงานเป็นทีม 3. การมีส่วนร่วมในกิจกรรม_การแสดงความเห็นในชั้นเรียน 4. การมีส่วนร่วมในกิจกรรม_การออกความเห็นในการทำงานกลุ่ม 5. การมีส่วนร่วมในกิจกรรม_การมีส่วนร่วมในการทำงานกลุ่ม 6. เจตคติ_ความตรงต่อเวลา 7. เจตคติ_ความรับผิดชอบในงานกลุ่ม  8. เจตคติ_การช่วยเหลือผู้อื่น

แต่ละมิติลูกศิษย์แต่ละคนจะประเมินเพื่อนเทียบกับตนเองดังนี้ N/A ไม่สามารถประเมินได้(ไม่คิดคะแนน)  มากกว่าตน(1คะแนน) เท่ากับตน(0คะแนน) หรือ น้อยกว่าตน(-1คะแนน)

โปรดสังเกตจากตารางว่า ห้ามิติแรกผลต่างมากกว่าสามมิติที่เหลือซึ่งเป็นเจตคติ แปลความได้สองแบบ แบบแรกห้ามิติแรกเป็นรูปธรรมมากกว่าเลยประเมินได้ง่ายกว่าจากการสังเกตพฤติกรรมค่อนข้างตรงไปตรงมา เลยให้คะแนนได้ชัดเจนกว่า สามมิติที่เหลือ  การแปลความแบบที่สอง การตัดสินในห้ามิติแรกไม่ทำให้ผู้ตัดสินรู้สึกว่ากำลังชี้ถูกชี้ผิดเพื่อน แต่สามมิติหลังการตัดสินใจให้ความรู้สึกว่ากำลังชี้ว่าเพื่อนดีหรือไม่  จึงลำบากใจ ศิษย์ส่วนใหญ่จึงตัดสินให้เท่ากับตนเอง ทำให้ผลต่างและคะแนนในสามมิติหลังน้อยกว่าห้ามิติแรก กล่าวโดยสรุป เครื่องมือประเมิน 360 องศานี้ลงเอยด้วยน้ำหนักคะแนนมากสำหรับห้ามิติที่วัดเป็นรูปธรรมมากกว่า  อาศัยการตัดสินคุณค่าน้อยกว่า

ในจำนวนทั้งหมด 21 คน สี่คนได้คะแนนรวมติดลบ แสดงว่าเพื่อนอีก 17คน (80.9%) เห็นว่าด้อยสมรรถนะและมุ่งมั่นน้อยกว่าคนอื่น กล่าวอีกนัย ผลงานของกลุ่มน่าจะมาจากศิษย์ร้อยละแปดสิบ ถ้าเทียบกับหลักการพาเรโต้ (Pareto principle) ที่กล่าวว่าผลงานของกลุ่มมักมาจากสมาชิกร้อยละยี่สิบ ก็อาจอนุมานได้ว่า การเรียนรู้ผ่านการทำงานกลุ่มและกระตุ้นด้วยการประเมิน360องศาเช่นนี้น่าจะปลดปล่อยพลังสร้างสรรค์ของกลุ่มได้ดีกว่ากรณีทั่วไปตามมุมมองแบบพาเรโต้ และเป็นรูปแบบที่น่าจะเหมาะสมกับเด็กเก่ง(คะแนนสอบเข้าเรียนแพทย์สูงกว่าคณะวิชาอื่นโดยทั่วไป)  ว่าแต่ยังอาจมีตัวแปรอะไรอีกที่อธิบายปรากฏการณ์นี้
 

 
นอกจากมุมมองเชิงวิเคราะห์ด้วยตัวเลขที่กล่าวมา การประเมิน 360 องศาตามแปดมิตินี้อาจเหมาะสมกับการส่งเสริมการเรียนรู้ด้วยตนเองมากกว่าการที่ครูป้อนความรู้ให้เป็นหลัก

“ครั้งแรกที่ได้ประชุมกับอาจารย์ ผมนึกภาพไม่ออกว่างานจะออกมาเป็นยังไง เพราะอาจารย์จะไม่ spoil นักศึกษาจนกว่านักศึกษาจะถามเอง และส่วนมากอาจารย์จะให้ hint หรือคำถาม เอากลับไปคิดต่อ น้อยครั้งมากที่จะบอกเป็นคําตอบว่า ควรจะทํายังไง ดังนั้น ผมรู้สึกไม่ชินกับการเรียนรูปแบบนี้ในช่วงแรกๆ แต่พอตอนนี้ ลองมองย้อนกลับไป ผมกลับรู้สึกว่า งานของนักศึกษากลุ่มผม เอกลักษณ์ บางอย่าง ซึ่งมาจากการคิดหัวของเราเอง ทําให้ผมได้เห็นมิติใหม่ในการทํางาน ซึ่งทําให้นักศึกษาได้เรียนรู้ด้วยตนเองมากที่สุด” 



การเรียนรู้เป็นทีมด้วยการพึ่งตนเองเป็นหลักทำให้ศิษย์ได้ทำงานใกล้ชิดกัน พึ่งพาอาศัยกัน ด้วยการถกแถลงด้วยมุมมองหลากหลาย เพื่อนำไปสู่ฉันทานุมัติร่วมกัน อาศัยการกระจายงานและตรวจสอบผลงานซึ่งกันและกัน ศิษย์จึงรู้จักฝีมือและความมุ่งมั่นของเพื่อนๆ แม่นตรง (valid & reliable) กว่าอาจารย์  ด้วยความเชื่อและหลักฐานสนับสนุนเหล่านี้ผมจึงให้น้ำหนักการประเมินสมรรถนะของศิษย์มากกว่าของตนเอง (เก้าต่อหนึ่ง)  การให้อิสระทางความคิดแก่ศิษย์ย่อมทำให้ความรู้สึกเคารพตนเองและมุ่งมั่นด้วยตนเองของศิษย์มากกว่าการที่ครูใช้ท่าที”คุณพ่อรู้ดี”คอยชี้ถูกผิดไปซะเรื่อง คอยจ้ำจี้จ้ำไชเคี่ยวเข็ญให้ศิษย์เรียนรู้อย่างที่นิยมปฏิบัติกันทั่วไปในระบบการศึกษาไทย.

คอลัมน์ : เวทีชวนคิด
โดย : ชวนคิด


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 191