อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 1 มีนาคม 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 1 มีนาคม 2564

ศก.-โควิด!กระทบถอนขนห่าน ทำเกษตร "เลี่ยงภาษี" ไม่หมู!

คนไทยที่มีทรัพย์สินเป็นที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พอมีโอกาสหายใจหายคอกันออกไปได้อีกเฮือก! เนื่องจากนายฉัตรชัย พรหมเลิศ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ส่งหนังสือแจ้งไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด เมื่อวันที่ 21 ม.ค. 64 เรื่องการขยายเวลาดำเนินการตาม พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 พุธที่ 27 มกราคม 2564 เวลา 07.00 น.


โดยให้ทางจังหวัด แจ้งกำชับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งมีหน้าที่โดยตรงในการจัดเก็บภาษี ให้ขยายกำหนดเวลาดำเนินการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ประจำปี 64 เป็นการทั่วไป ออกไปอีก 2 เดือน เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพความจำเป็นทางเศรษฐกิจ เพื่อบรรเทาผลกระทบของประชาชนในช่วงสถานการณ์ระบาดไวรัสโควิด-19 ประกอบกับกระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการดำเนินการเสนอร่างพ.ร.ก.ลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในปี 64 ดังนั้นรมว.มหาดไทย จึงเห็นควรให้ขยายกำหนดเวลาดำเนินการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ประจำปี 64 ออกไปอีก 2 เดือน



นิติกรรม-ภาษี “กรมที่ดินลดฮวบ!

จากข้อมูล “กรมที่ดิน” เกี่ยวกับปริมาณงานและรายได้จากค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมประเภทต่าง ๆ ประกอบด้วยการขาย-ขายฝาก-แลกเปลี่ยน-ให้-มรดก-จำนอง-เช่า-มีทุนทรัพย์อื่น ๆ-ไม่มีทุนทรัพย์ ของสำนักงานที่ดินทั่วประเทศ เปรียบเทียบ 2 ปี (ปีงบประมาณ 62-63) สะท้อนภาพความเคลื่อนไหวเรื่องที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง

โดยปี 62 มีปริมาณงานทุกประเภท 5,274,105 ราย เก็บค่าธรรมเนียมได้ 40,775,840,651 บาท ขณะที่ปี 63 มีปริมาณงานทุกประเภท 5,008,284 ราย ลดลงจากปี 62 จำนวน 5.04% และเก็บค่าธรรมเนียมได้ 31,147,991,844 บาท ลดลง 23.61% หรือลดลง 9,627,848,807 บาท

ทั้งนี้ในปี 62 กรมที่ดินมีรายได้จากค่าธรรมเนียมและภาษีอากรจากการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมประเภทต่าง ๆ ข้างต้นทั่วประเทศ จำนวน 108,658 ล้านบาท ในขณะที่ปี 63 ตัวเลขลดลงมาเหลือ 91,325 ล้านบาท

ขณะที่ความเคลื่อนไหวในปีงบประมาณ 64 (ต.ค.63-พ.ย.64) พบว่าเดือน ต.ค. 63 มีประชาชนมาติดต่อใช้บริการต่าง ๆ ในสำนักงานที่ดินทั่วประเทศ จำนวน 1,016,695 ราย เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีงบประมาณ 63 มีผู้ใช้บริการลดลง 111,461 ราย หรือลดลง 9.88% กระทบถึงการจัดเก็บรายได้ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ-ภาษีเงินได้-ภาษีธุรกิจเฉพาะและอากรแสตมป์ จัดเก็บได้ 7,170.23 ล้านบาท ลดลง 561.59 ล้านบาท หรือลดลง-7.26%



เก็บภาษีที่ดิน-สิ่งปลูกสร้างมีแต่เสียงบ่น-ด่า

ทางด้าน “ผู้อำนวยการกองคลัง” สำนักงานเทศบาลแห่งหนึ่งในภาคกลาง เปิดเผยกับทีมข่าว “1/4 Special Report” ว่าเป็นเรื่องดีที่กระทรวงมหาดไทย แจ้งให้ขยายกำหนดเวลาดำเนินการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ประจำปี 64 ออกไปอีก 2 เดือน เนื่องจากปัจจุบันเศรษฐกิจไม่ดี ประชาชนได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ดังนั้นช่วงก่อนหน้านี้เมื่อเจ้าหน้าที่เทศบาลลงไปดูเรื่องการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่ง     ปลูกสร้าง มักจะเจอแต่เสียง “บ่น” และเสียง “ด่า” มาเป็นส่วนใหญ่ บางพื้นที่เคยทำตลาดนัด เจ้าของก็ต้องนำที่ดินไปปลูกมะม่วง

เนื่องจากประชาชนไม่มีเงิน ทำมาหากินและทำธุรกิจกันไม่ได้ แม้ว่าอัตราภาษีจะไม่มากก็ตาม แต่เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่ขาดสภาพคล่อง โดยมาตรา 37 ของพ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 ให้จัดเก็บภาษีตามอัตราดังต่อไปนี้ 1. ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประโยชน์ในการประกอบเกษตรกรรม ให้มีอัตราภาษีไม่เกินร้อยละ 0.15 ของฐานภาษี 2. ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประโยชน์เป็นที่อยู่อาศัย ให้มีอัตราภาษีไม่เกินร้อยละ 0.3 ของฐานภาษี

3. ที่ดิน-สิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประโยชน์อื่นนอกจาก (1) หรือ (2) ให้มีอัตราภาษีไม่เกินร้อยละ 1.2 ของฐานภาษี 4. ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ทิ้งไว้ว่างเปล่าหรือไม่ได้ทำประโยชน์ตามควรแก่สภาพ ให้มีอัตรา ภาษีไม่เกินร้อยละ 1.2 ของฐานภาษี

การใช้ประโยชน์ในการประกอบเกษตรกรรมตาม (1) ต้องเป็นการทำนา ทำไร่ ทำสวน เลี้ยงสัตว์ เลี้ยงสัตว์น้ำ และกิจการอื่นตามหลักเกณฑ์ที่ รมว.คลัง และรมว.มหาดไทย ร่วมกันประกาศกำหนด ทั้งนี้ในการจัดทำประกาศดังกล่าวให้นำความเห็นของ รมว.เกษตร มาประกอบการพิจารณาด้วย

การใช้ประโยชน์เป็นที่อยู่อาศัยตาม (2) ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่รมว.คลัง และรมว.มหาดไทย ร่วมกันประกาศ กำหนดที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ทิ้งไว้ว่างเปล่าหรือไม่ได้ทำประโยชน์ตามควรแก่สภาพตาม (4) ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในกฎกระทรวง



เศรษฐกิจไม่ดี-หมุนมาทำสวนเกษตร

เมื่อถูกถามถึงกรณีมีข่าวช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ว่าเศรษฐีที่ดินทำเลทองมีการเล่นแร่แปรธาตุนำที่ดินแปลงใหญ่ ๆ มูลค่าเป็นพันล้านบาท หมื่นล้านบาท มาทำสวนมะนาว-มะม่วง เพื่อหนีจากปัญหาที่ดิน “รกร้างว่างเปล่า” มาเป็นที่เดินสวนเกษตร เพื่อให้เสียภาษีน้อยลง นั้น

ผู้อำนวยการกอง  คลังเทศบาลฯ กล่าวว่าภาพรวมของประเทศคือปัญหาเศรษฐกิจ ไม่ค่อยมีการลงทุน หรือการลงทุนหยุดชะงัก จึงมีที่ดินผืนงามริมถนนใหญ่อยู่ในสภาพรกร้างว่างเปล่า รวมทั้งตึกรามบ้านช่อง อาคารพาณิชย์ คอนโดฯว่างจำนวนมากก็ต้องเสียภาษีในอัตราที่แพง เพราะไม่รู้ว่าจะนำที่ดินและสิ่งปลูกสร้างไปทำธุรกิจอะไร นอกเหนือไปจากปั๊มน้ำมัน ร้านสะดวกซื้อ และร้านกาแฟ ที่เราเห็น ๆ กันอยู่

เจ้าของที่ดินหลายแปลง ทำเลดี ๆ มูลค่าเป็นร้อย ๆ พัน ๆ ล้านบาท อยากจะขาย แต่ไม่มีใครซื้อ หรือจะซื้อแบบกดราคา จึงไม่ขาย สุดท้ายก็นำที่ดินเหล่านี้มาปลูกมะนาว มะม่วง กล้วย เพื่อเลี่ยงภาษีที่ดินรกร้างว่างเปล่า มาเป็นที่ดินสวนเกษตร ซึ่งตอนนี้ภาษีที่ดินเพื่อการเกษตรได้รับการยกเว้นภาษี 3 ปี (ปี 63-65) แต่เจ้าของโฉนดที่ดินต้องไม่ใช่นิติบุคคล! ดังนั้นเราจึงเห็นที่ดินผืนงาม ๆ ติดถนนใหญ่ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ถูกนำมาพัฒนาเป็นที่ดินการเกษตร ด้วยการปลูกพืชชนิดต่าง ๆ เพื่อต้องการได้รับการยกเว้น ไม่ถูกเก็บภาษี 3 ปี

ทำเกษตร “เลี่ยงภาษีไม่ใช่เรื่องง่าย!

แต่การนำที่ดินมาทำการเกษตรก็ไม่ง่ายนัก เพราะถ้าเป็นแปลงใหญ่ 5-10-20 ไร่ หรือมากกว่านี้ มีภาระต้องดูแล จะปลูกพืช หรือเลี้ยงสัตว์ต้องมีคนดูแล รดน้ำ ถ้าปลูกพืชยืนต้นแล้วไม่ดูแล ไม่รดน้ำ ตัดหญ้า ประเดี๋ยวพืชหรือไม้ยืนต้น เช่น มะม่วง มะนาวก็ตายหมด ถ้าจะทำสวนเกษตรขนาด 5-10 ไร่ หรือมากกว่านี้ แต่หากไม่มีทุนคงทำไม่ได้ ถ้าคิดค่าใช้จ่ายในการดูแล/ไร่/ปี ในกรณีนำที่ดินไปปลูกมะม่วง มะนาว อาจจะแพงกว่าการเสียภาษีเข้ารัฐ หรือเปล่า?

ที่สำคัญไม่ใช่ใครนึกจะปลูกพืช หรือปลูกไม้ยืนต้นแค่ไหนก็ได้ เพราะรัฐกำหนดอัตราการใช้ประโยชน์ในการประกอบที่ดินเพื่อเกษตรกรรม สำหรับการปลูกพืชไว้หลายชนิด เช่น กล้วยต้องปลูก 200 ต้น/ ไร่ มะนาว 50 ต้น/ไร่ มะม่วง 20 ต้น/ไร่ ลำไย 20 ต้น/ไร่ มะละกอ 100 ต้น/ไร่ เลี้ยงวัว-ควาย 1 ตัว/5 ไร่ แพะ-แกะ 1 ตัว/ไร่ สัตว์ปีก 4 ตารางเมตร/1 ตัว เป็นต้น ตามเกณฑ์ประกาศของกระทรวงเกษตรฯ

สรุปคือการนำที่ดินทำเลทองมาทำเป็นสวนเกษตร จึงไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องทำจริง ๆ จัง ๆ เหมือนกัน บางพื้นที่ห่างไกลแหล่งน้ำ ต้องวางท่อ-สายยาง เพื่อส่งน้ำเข้ามา ต้องทำระบบน้ำสปริงเกลอร์ และจ้างคนดูแล ดังนั้นจึงต้องมีเงินทุน ซึ่งเศรษฐีที่ดินเหล่านี้ไม่ได้คาดหวังเก็บผลผลิตขาย เพียงแต่อาศัยช่องว่างของกฎหมาย เพื่อรอจังหวะนำที่ดินกลับมาพัฒนาในเชิงพาณิชย์ หรือรอขายที่ดินเมื่อได้ราคาดี เนื่องจากตอนนี้ยังไม่รู้จะนำไปพัฒนาอะไรให้สอดคล้องกับมูลค่าที่ดิน.



คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น