อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 7 มีนาคม 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 7 มีนาคม 2564

อาหารเสริม เรื่องน่าเบื่อหน่ายในสังคมไทย เชือดให้จริงจังเสียทีดีไหม

เรื่องหนึ่งที่น่ารำคาญมากในสังคมไทยว่า “เราไม่มีการจัดการอะไรกันเด็ดขาด” จะให้สื่อมวลชนเข้าตรวจสอบมันก็ดูเหมือนมีอะไรขวางๆ อยู่ เพราะของที่โฆษณาเกินจริงพวกนี้บางตัวถือเป็นสปอนเซอร์ที่นับว่าเงินดีอยู่ พฤหัสบดีที่ 21 มกราคม 2564 เวลา 08.00 น.


เรื่องการโฆษณาชวนเชื่อที่ “มันเกินจริง” เป็นเรื่องหนึ่งที่น่ารำคาญมากในสังคมไทยว่า “เราไม่มีการจัดการอะไรกันเด็ดขาด” จะให้สื่อมวลชนเข้าตรวจสอบมันก็ดูเหมือนมีอะไรขวางๆ อยู่ เพราะของที่โฆษณาเกินจริงพวกนี้บางตัวถือเป็นสปอนเซอร์ที่นับว่าเงินดีอยู่ ซึ่งสื่อมวลชนโดยเฉพาะโทรทัศน์นี่เขาก็ต้องการสปอนเซอร์เข้าเยอะๆ เพราะนโยบายในการแบ่งช่องของ กสทช.มีปัญหาให้เกิดการขาดทุนมาก

จะโทษนโยบายแบ่งช่องก็เรื่องหนึ่ง ก็มีอย่างเหรอที่ กสทช.เปิดให้ประมูลทีวีดิจิตอลรวดเดียวหลายสิบช่อง “แมงเม่า” ก็กรูกันเข้าไปประมูลหวังเฉลี่ยเม็ดเงินจากโฆษณาทีวีในช่วงที่ยังเป็นอนาล็อก กลายเป็นว่ามันก็เปรียบเหมือนเค้กก้อนขนาดเท่าเดิม ที่ผู้ประกอบการอนาล็อกเดิมเขาก็ยังกินส่วนแบ่งได้มากอยู่ แล้วผู้ประกอบการใหม่ก็ได้ชิ้นเค้กกลับคืนมาเล็กประติ๋วไม่พอยาไส้ ก็เลยต้องเอาโฆษณาแบบ “ไม่ค่อยได้มาตรฐาน” มาลงบ้าง

อีกเรื่องคือ เม็ดเงินค่าโฆษณาก็หายไปอีก ถ้าเปรียบเป็นเค้กก็คือเค้กก้อนที่เคยเป็นค่าโฆษณาทางทีวีมันก็เล็กลงๆ เพราะปัจจุบันคือเม็ดเงินโฆษณาก็เอาไปลงสื่อใหม่อย่างอินเทอร์เน็ตที่มีคุณสมบัติคือความรวดเร็ว เปิดดูช่วงไหนก็ได้ ไม่ต้องไปไล่ซื้อเวลาพวกไพรม์ไทม์ ..ไม่รู้ว่าเรียกถูกไหม แต่กลายเป็นว่า โฆษณาพวกสินค้าระดับมวลชนที่มีมาตรฐานน้อยลง โฆษณาพวก “ทีวีไดเร็ค” โทรฯ ตอนนี้รับสิทธิแถมฟรี ก็ไปอยู่กับช่องดิจิตอลเยอะมากขึ้น

ไพรม์ไทม์มักจะเป็นเวลาละครหรือข่าว อินเทอร์เน็ตก็ทำให้การรับรู้ข่าวเร็วขึ้น แม้ว่าโทรทัศน์จะยังเป็นสื่อที่ได้รับความเชื่อถือมากในเรื่องของข่าว แต่ความเร็วสู้อินเทอร์เน็ตไม่ได้ ยิ่งเดี๋ยวนี้ยิ่งถ่ายทอดสดข่าวทางอินเทอร์เน็ตกันได้เลย และแถมให้คนแสดงความเห็นได้อีก ไพรม์ไทม์อีกช่วงคือละคร ก็มีละครที่ไปอยู่บนแพลตฟอร์มใหม่เยอะ ที่สร้างกระแสคนติดตามจนพูดถึงมาก อย่างบางเรื่องก็ไปดังในไลน์ทีวี



สื่อเก่าก็หาโฆษณา ประกอบกับสื่อใหม่ก็มากขึ้น ก็ทำให้มีโฆษณาอะไรประหลาดๆ ออกมาถึงขนาด “ชวนเชื่อ” คือมีการอวดอ้างสรรพคุณเกินจริง  ไม่ใช่แค่ “จูงใจให้อยากบริโภค” เหมือนโฆษณาสมัยยุคทีวีอนาล็อก การชวนเชื่อนี้มีกลยุทธ์เทคนิคในการผลิตเนื้อหาออกมาหลายรูปแบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรูปแบบสำคัญคือให้ดาราประเภทตัวสองตัวสามมาช่วยโฆษณาในลักษณะรีวิวสินค้า เล่าประสบการณ์ผู้ใช้ คนดูก็รู้สึกว่าตานี่หรือยัยนี่ใช้จริงน่าเชื่อถือ

แต่ถ้าเล่นโฆษณากันเว่อร์มากๆ ก็จะถูกตรวจสอบเอาเหมือนกัน จากคนที่ไม่ต้องการให้สังคมงมงายหรือจะเป็นพวกขาหมั่นไส้ก็ตามแต่ อย่างไม่กี่ปีก่อน มีกระทะวิเศษวิโสเจ้าหนึ่งที่ว่ากันว่าเคลือบสารมหัศจรรย์อะไรไม่รู้กี่ชั้นก็ว่าไปนี่จำไม่ค่อยจะได้ ทอดอะไรก็ไม่ติดกระทะไม่ต้องใส่น้ำมันดีต่อสุขภาพนัก จนกระทั่งมีนักวิชาการเอากระทะมาผ่าพิสูจน์กันเลยทีเดียวว่าเป็นจริงไหม แล้วโฆษณากระทะนั้นก็ค่อยๆ หายไปจากสังคม

โฆษณาชวนเชื่อที่อันตรายคือโฆษณาพวกผลิตภัณฑ์อาหารเสริมต่างๆ หรือเครื่องสำอาง ซึ่งปัจจุบันมันก็มีออกมามาก จ้างพวกดาราเกรดสองเกรดสามหรือไม่ก็เน็ตไอดอลมาทำเป็นรีวิวใช้สินค้า ทั้งๆ ที่บางทีก็ไม่ได้ใช้จริง อย่างเรื่องครีมกวนเองเอามาใส่กระปุกขายของพวกเน็ตไอดอลนี่ตามจับกันไม่หวาดไม่ไหวสักที พอเป็นกระแสขึ้นมาก็จับทีแบบสินค้าแบรนด์ “ผิวมหัศจรรย์” (ลองคิดชื่อภาษาอังกฤษมันดู) แต่ที่หลงหูหลงตา อย.ไปก็เยอะ

คือของเหล่านี้ไม่ทราบว่า จด อย.ได้ง่ายได้ขนาดไหน และพอจดด้วยสูตรนั้นแล้ว ปรากฏว่าพอไปขายจริงเปลี่ยนสูตรหรือเปล่า อย่างเช่นพวกเร่งความขาวอ้างว่าใส่กวาวเครือ เอาเข้าจริงถล่มปรอทลงไปเถอะให้ขาวไวๆ ซึ่งมันมีผลต่อสุขภาพในระยะยาวอย่างมาก..หรือระยะสั้นพอเลิกใช้ครีมพวกนี้ผิวก็กลับมากระดำกระด่าง แล้วสินค้าพวกนี้คือไม่ใช่แค่ขายของ แต่ทำเป็นพวกแชร์ลูกโซ่ให้หาลูกข่ายด้วยในสินค้าบางตัว เพื่อเร่งระบายของ

พวกอาหารเสริมที่กินเข้าไปก็ไม่รู้ว่าใช้สูตรไหนกันบ้าง โฆษณาเสียวิเศษวิโส ซึ่งลูกหลานก็ต้องผู้สูงอายุที่เพิ่งเล่นอินเทอร์เน็ต หรือดูทีวีบ่อยๆ ให้ระวังอย่าให้เผลอไปกดซื้อเอาง่ายๆ เพราะสูงอายุหลายคนก็มีโรคทั้งความดัน หัวใจ เบาหวาน อยู่ก่อนแล้ว แล้วไปเชื่อคำโฆษณาชวนเชื่อคิดว่า “ดีกว่ายาหมอสั่งเยอะ” บางทีมันทำให้เกิดผลค้างเคียงที่อันตรายถึงชีวิตได้ แล้วจะเอาผิดอะไรก็ยาก คนผลิตก็จะอ้างว่าให้พิสูจน์ว่าเหตุมันเกิดเพราะผลิตภัณฑ์ของเราเหรอ?



ล่าสุด เมื่อวันที่ 18 ม.ค. ภญ.สุภัทรา บุญเสริม รองเลขาธิการ อย. ได้ออกมาเปิดเผยว่า พิธีกรชื่อดัง กาละแมร์- พัชรศรี เบญจมาศ ทำคลิปวิดีโอบรรยายสรรพคุณผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร “กรอบหน้าชัด เหนียงหาย หน้ายก ตาที่เคยหนังตาตกก็เป็นตา 2 ชั้น รอยขมวดคิ้วหาย ร่องแก้มตื้น จมูกเข้ารูป ย้ำอีกครั้งว่า ไม่เคยทำจมูกอะไรใด ๆ ตอนนี้กินแต่ผลิตภัณฑ์ตัวเองเท่านั้น” เป็นการโฆษณาเครื่องดื่มชนิดชงที่เล่นเอาศัลยแพทย์ความงามอายม้วนทีเดียว

อย. ได้ตรวจสอบพบว่า คลิปดังกล่าวเป็นการโฆษณาผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร โบเทรา ดริ้งค์ เลขสารบบอาหาร 10-1-03958-5-0229 และ โบเทรา ชอต เครื่องดื่มชนิดผง เลขสารบบอาหาร 10-1-03958-5-0233 โอ้อวดสรรพคุณขนาดเปรียบเทียบว่า สามารถทดแทนการศัลยกรรมได้ ซึ่ง อย. ขอยืนยันว่าไม่เป็นความจริง ไม่มีผลิตภัณฑ์อาหารตัวใดที่สามารถเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง หรือการทำงานของร่างกายได้ตามที่กล่าวอ้าง

การโฆษณาดังกล่าวเป็นการโฆษณาโดยไม่ได้รับอนุญาต และโฆษณาคุณประโยชน์ คุณภาพ หรือสรรพคุณอันเป็นเท็จ หลอกลวงให้หลงเชื่อโดยไม่สมควร มีโทษตาม พ.ร.บ.อาหาร พ.ศ. 2522 จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 30,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ทั้งนี้ อย. ได้สั่งระงับการโฆษณา และมีหนังสือถึงตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทําความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายแล้ว



“ซึ่งไม่ใช่ครั้งแรก ก่อนหน้านี้ อย.ได้ดำเนินคดีโฆษณากับ บริษัท พาวเวอร์ชอต จำกัด และพิธีกรรายดังกล่าว ซึ่งเป็นหนึ่งในกรรมการผู้จัดการบริษัท  ฐานโฆษณาโดยไม่ได้รับอนุญาต และโฆษณาสรรพคุณอาหารอันเป็นเท็จมาแล้ว 7 คดี  หลอกลวงให้หลงเชื่อโดยไม่สมควร ทางเว็บไซต์ เฟซบุ๊ก และอินสตาแกรม มาแล้ว 7 คดี” สุภัทรา กล่าว ก็ฟังแล้วอึ้งๆ ไปเหมือนกันว่า ดำเนินคดีมา 7 ครั้งแล้วก็ยังมีการทำผิดซ้ำซาก

แล้วล่าสุดก็มีการแชร์คลิปขายอาหารเสริมวิเศษวิโสคุณสมบัติขนาดรักษาโควิดได้ ฟังแล้วก็ได้แต่อุทานแม่เจ้าโว้ย!! คือวัคซีนคนไทยไม่ต้องรอแล้วอย่างนั้นเหรอ น่าส่งให้เล่นงานอีกสักคลิป ปัญหาคือพ่อค้าแม่ค้าสายรีวิวพวกนี้ขายของได้มากจากการทำให้คนหลงเชื่อ ให้ปรับไม่เกินสามหมื่นก็ไม่ระคายอะไรเขาหรอก ความจริงควรเล่นโทษให้ติดตะรางให้หลาบจำบ้าง เพราะตาม พ.ร.บ.อาหารก็มีโทษอยู่ เชื่อสิว่าเขากลัวมากกว่าเสียค่าปรับ

นอกจากเรื่องเครื่องดื่มชนิดผงวิเศษวิโสแล้ว ต้องมาดูเรื่องการโฆษณาถั่งเช่ากันบ้าง กลับมาฮิตกันอีกแล้วว่าส่งเสริมสุขภาพดีอย่างโน้นอย่างนี้ ตัวนี้แหละ อย.ไม่ควรปล่อยผ่าน ซึ่งเราๆ ก็ไม่ควรปล่อยผ่าน ไม่ซื้อกินและก็ต้องบอกผู้ใหญ่ คนแก่ที่มีโอกาสหลงเชื่อด้วย การบริโภคผลิตภัณฑ์สุขภาพ สามารถร้องเรียนได้ที่ สายด่วน อย.1556 หรือผ่านทาง Oryor Smart Application หรือที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ

ดำเนินการกันให้เด็ดขาดเสียทีเถอะอย่าให้เป็นปัญหาสุขภาพคนไทยระยะยาว.
.....................................
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย "บุหงาตันหยง" 

ขอบคุณภาพบางส่วนจาก : Pixabay

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น