อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 27 มกราคม 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 27 มกราคม 2564

เมืองไทยวันนี้ กับการพายเรือวนในอ่างดราม่า

โควิด-19 มาระบาดรอบสองเป็นเรื่องน่างงมาก ตอนแรกเริ่มจากกลุ่มผู้ลักลอบเข้ามาจากทางชายแดน จนเศรษฐกิจเชียงใหม่กับเชียงรายฟุบไปพักนึงตอนปลายปี 63 พฤหัสบดีที่ 14 มกราคม 2564 เวลา 08.00 น.


ตั้งแต่ช่วงปี 2563 จนมาถึงวันนี้ ประเทศไทยเกิดเรื่องขึ้นมากมาย ที่เรียกได้ว่าเป็นกระแสดราม่ารายวัน เอาเรื่องแรกก่อนก็เรื่องโควิด-19 ซึ่งการระบาดรอบแรกเราก็ต้องให้เครดิตรัฐบาลว่า สามารถป้องกันแก้ปัญหาได้ดี ผู้ติดเชื้อตกหลักไม่กี่พัน ทั้งที่เมืองนอกระบาดกันโครม ๆ ปิดเมืองกันสองรอบสามรอบ แต่โควิดระบาดรอบแรก “ไทยเอาอยู่” ซึ่งก็น่าสนใจว่า กลุ่มระบาดมาจากสนามมวยและกลุ่มกลับจากไปเที่ยวเมืองนอก

พอมา ระบาดรอบสอง เป็นเรื่องน่างงมาก ตอนแรกเริ่มจากกลุ่มผู้ลักลอบเข้ามาจากทางชายแดน จนเศรษฐกิจเชียงใหม่กับเชียงรายฟุบไปพักนึงตอนปลายปี 63 แล้วก็กลับมาระบาดใหญ่เมื่อพบคลัสเตอร์มหึมาในกลุ่มแรงงานเมียนมา ที่ จ.สมุทรสาคร จนกระทั่งต้องปิดเมือง จนมีบางคนตั้งข้อสังเกตว่า แรงงานเหล่านี้เข้ามาโดยตรวจโรคถูกต้องหรือไม่ หรือลัดเลาะแอบเข้ามาด้วยข้าราชการทุจริต ประกอบกับนโยบาย ผบ.ตร.ให้ยกเลิกด่านก็ยิ่งเอื้อ



แล้วก็เกิดการผีซ้ำด้ำพลอยขึ้นมาอีก เพราะเกิดระบาดใหญ่ใน จ.ระยอง จากนักเล่นการพนันที่เวียนเข้าเวียนออกในบ่อนภาคตะวันออก ทั้ง ระยอง จันทบุรี ตราด ชลบุรี แต่มันก็มีเรื่องน่าขำที่ขำไม่ค่อยจะออกตรงที่บิ๊กสีกากีเขาไม่ยอมรับว่ามีบ่อน แต่เลี่ยงวาทกรรมเป็น “ลักลอบเล่นการพนัน” ก็เอาที่สบายใจ แต่สุดท้ายมันก็บ่อนไหมก็เขาไม่ได้เล่นกันออนไลน์ สุดท้าย พล.ต.ท.วีระ จิรวีระ ผบช.ภ.2 ก็ถูกเด้งสังเวยบ่อนไปตามระเบียบ

แต่ก็มีคนขวางโลกที่ไม่เชื่อน้ำยาตำรวจ เขาก็บอกว่า บ่อนนี่ “รายได้” หลักนะคะ นะคะ ดังนั้นไอ้ที่ว่าเด้งๆ นี่เผลอๆ แค่เอาไปแขวนไว้รอเรื่องเงียบแล้วก็กลับมาได้เหมือนเดิมแหละ หรือบางบ่อนถ้าเขาจะจับเอาผลงานก็ “คุยกัน” ให้เรียบร้อยว่าขอจับ เอาผู้ต้องหาจำนวนเท่านี้ๆ นายบ่อนก็เซตติ้งฉากขึ้น กำหนดคน ออกค่าปรับให้เองแล้วก็ยังแอบเปิดกันต่อ ซึ่งตรงนี้อยากให้ตำรวจออกมาแก้ข้อครหาเพราะไม่เป็นผลดีต่อภาพลักษณ์องค์กร

ถ้าแก้ปัญหาเจ้าหน้าที่กังฉิน ปล่อยให้เปิดบ่อน หรือปล่อยให้ลักลอบนำแรงงานเมียนมา (ซึ่งเรารู้ๆ กันว่าในเมียนมาผู้ติดเชื้อโควิดมากกว่าประเทศไทยเยอะ) เกิดขึ้นมาเรื่อยๆ อีก เห็นทีว่าการแก้ไขปัญหาโควิดของรัฐบาลก็เหมือนไล่จับกันไม่จบไม่สิ้นนั่นแหละ ตรงนี้ ผบ.ตร.มอบให้ พล.ต.อ.วิสนุ ปราสาททองโอสถ จเรตำรวจแห่งชาติดูเรื่องบ่อน และมอบให้ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์  รอง ผบ.ตร.ดูเรื่องการลักลอบเข้าเมือง



พูดก็พูดเถอะ นี่เห็นด้วยกับนโยบายของ “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และ รมว.สาธารณสุข ที่ใครติดโควิดจากบ่อนมาก็ให้รักษาเอง อย่าให้ค่ารักษาเป็นภาระของรัฐ ซึ่งเสี่ยหนูเขาก็อ้างตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ.2558 มาตรา 41 และ 42 ที่ใจความทำนองว่า ใครเป็นคนนำโรคเข้ามาก็ให้ออกค่ารักษาเอง ซึ่งอยากให้เพิ่มมากๆ ว่า เจ้าหน้าที่ที่ปล่อยปละละเลยให้เกิดทั้งบ่อน ทั้งลักลอบเข้าเมือง นั่นแหละที่ควรจะต้องควักเนื้อตัวเอง (ยิ่งถ้ารับส่วยมาแล้วนะ)

แค่เรื่องโควิด ก็ดราม่าตำรวจกันไม่จบ แล้วคราวนี้จะให้ดราม่าไปถึงนายทุนอีก เมื่อนายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทยที่เขาเป็น “นักร้อง” มืออาชีพ ก็จะไปร้องผู้ตรวจการแผ่นดินอีกว่ามาตรการกักกันโรคอะไรนี่ไม่ค่อยเป็นธรรม ให้ปิดตลาดสดแต่ไม่ให้ปิดร้านสะดวกซื้อของนายทุน แล้วยังทวงถามอีกว่า ที่นายทุนบอกจะเปิดโรงงานผลิตหน้ากากอนามัยนี่ตอนนี้ได้ถึงไหนแล้ว จะแจกจ่ายคนไทยได้กี่ชิ้น

อีกเรื่องหนึ่งที่อยากเอามาเล่าสู่กันฟังวันนี้ ...ตอนเด็กๆ ใครเคยถูกคุณครูให้เขียนเนื้อเพลงชาติบ้าง มันมีอยู่วรรคนึงที่ว่า “ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด” เด็กบางคนก็เขียนผิดเป็น “ถึงรบไม่ขาด” คือศึกนอกยังไม่เท่าไรหรอก แต่ศึกในนี่ชอบก่อดราม่ากันจัง แม้กระทั่งเรื่องการทำบุญทำกุศลก็ยังเอามาเป็นประเด็นให้เถียงกันไม่ยอมจบ ตั้งแต่ดราม่าการใช้เงินของตูน บอดี้สแลม หรือบิณฑ์ บันลือฤทธิ์ ล่าสุดแม่ค้าออนไลน์ พิมรี่พาย โดน



เรื่องของเรื่องมันก็มีแค่ว่า พิมรี่พาย นี่เดินทางไปยังบ้านแม่เกิบ อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ แล้วพบว่าเด็กที่นั่นอยู่ในสถานะยากจน ขาดแคลนสาธารณูปโภค ไม่ค่อยมีอาหารดีๆ กิน นางก็เลยควักเงินออกมาห้าแสนกว่าเพื่อให้มีการติดตั้งโซลาร์เซลล์ให้ในหมู่บ้านใช้ แล้วเอาพันธุ์ผักไปให้เขาปลูก ซื้อรองเท้านักเรียนให้เด็ก ซื้อทีวีให้เด็ก แล้วนางก็สะท้อนออกมาจากมุมตัวเองว่า เด็กที่นั่นยังมีความยากลำบาก บางคนยังไม่มีความฝันด้วยซ้ำว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร

ปรากฏว่า ไอ้เรื่องง่ายๆ แค่การอนุโมทนาสาธุกันก็ไม่ทำ!! โอ้โห คนไทยอยู่ในยุคแห่งการรื้อสร้างชุดความคิดอะไรใหม่ๆ ตลอด ขนาดมีนักวิชาการ หรือนักวิชาเกินที่วันๆ ไม่ทำอะไรนอกจากแสดงความเห็นออกมาหยามว่า พิมรี่พาย ก็แค่ “โปรดสัตว์” เพื่อสนองตัณหาของชนชั้นกลาง คือ ไปแสดงความเป็นห่วงเป็นใยผู้ที่มีฐานะทางสังคมด้อยกว่าด้วยการให้ แล้วจากนั้นก็กลับมา “ฟิน” กับตัวเองว่าได้ทำความดี แต่ไม่ช่วยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง

“ปัญหาเชิงโครงสร้าง” คืออะไร ในยุคโพสต์โมเดิร์นแบบไทยๆ นี้เราคงได้ยินกันจนเบื่อ ปัญหาเชิงโครงสร้างถ้าให้อธิบายแบบเอาง่ายๆ ก็คือความเหลื่อมล้ำไม่เท่าเทียมกันในสังคม ที่เกิดการรวยกระจุก จนกระจาย เพราะนโยบายแห่งรัฐไม่เปิดช่องให้จัดสรรทรัพยากรอย่างเป็นธรรม อย่างเจ้าสัวบางรายก็ถือครองที่ดินมากกว่าคนอีก 60 ล้านคนของประเทศได้ หรือเจ้าสัวบางรายก็ทำกิจการผูกขาดได้ ไม่ก่อให้เกิดการแข่งขันและผู้ประกอบการรายย่อยตายไปเงียบๆ

บางคนไปมองปัญหาในเชิงโรแมนติก (romanticize) ว่าสิ่งที่พิมรี่พายทำ คือการเอานวัตกรรมไปเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสังคมที่เขาเคยอยู่มา แล้วให้เขาเสพ “ความศิวิไลซ์” แบบก้าวกระโดด ทำให้สังคมนั้นเสียอัตลักษณ์เดิมอันงดงามและไปสนใจยึดถืออัตลักษณ์ของความเป็นคนเมือง ทำให้ไม่เกิดความหลากหลายทางวัฒนธรรม ..อันนี้ต้องบอกว่า เอาเข้าไป..คือคนเรานี่จะใช้ชีวิตสะดวกสบายหน่อยก็กระเทือนวิถีชุมชนขนาดนั้นเชียว

มีความเห็นถึงกระทั่งว่า พิมรี่พายนี่ไม่ควรเอาอะไรไปแจกแต่ควรทดลองใช้ชีวิตอยู่ในชุมชนที่ขาดไร้ความเจริญนั้นสักพัก เพื่อดูว่าสิ่งที่พื้นที่ตรงนั้นต้องการคืออะไรกันแน่ก่อนที่จะตอบสนองความต้องการให้ได้ อันนี้ก็ดูเหมือนจะคิดกันแบบสุดโต่งเหลือเกิน คือต่อไปใครจะบริจาคอะไรก็ต้องเรียนรู้วิถีชีวิตผู้รับบริจาคก่อน เห็นทีว่าบ้านนี้เมืองนี้จะเหลือแค่การบริจาคโลงศพให้ศพไม่มีญาติหรือบริจาคให้หมาแมวเท่านั้นแหละเพราะไม่มีปากเสียง

เรื่องการบริจาคนั้น ถ้าไม่คิดให้เยี่ยวเหลือง (แปลว่าคิดมาก) ก็ยึดหลักสามข้อ คนบริจาคมีใจเป็นกุศล วัตถุบริจาคเป็นกุศล (คือเป็นของที่มีประโยชน์) ผู้รับเป็นกุศล (คือควรค่าแก่การได้รับ) มันก็คงจะไม่ลำบากเกินไปนัก ถ้าจะให้มองมุมการบริจาคในด้านมืดมันก็มีอยู่ เช่น เรื่องการเปิดบัญชีเรี่ยไรเงินโดยพวกเน็ตไอดอลดังๆ ซึ่งบางทีตัวอย่างเช่นรับมาร้อย เอาไปบูสต์โพสต์เรียกคะแนนนิยมตัวเองเสีย 70 ให้จริง 30 อันนี้ก็ควรตรวจสอบ



ปัญหาของบ้านเราคือ พ.ร.บ.เรี่ยไรมันออกมาตั้งแต่ปี 2487 ซึ่งมันล้าหลังไม่ทันต่อโลกอินเทอร์เน็ตปัจจุบันนี้ โทษก็น้อย ตะรางเดือนเดียวปรับพันนึง เผลอๆ ตะรางก็รอลงอาญาอีกเพราะนักโทษล้นคุกแล้วจ้า บางทีไอ้ที่ทำกันเป็นล่ำเป็นสันทำกันบ่อยๆ นั่นแหละควรเรียกร้องให้แจกแจงบัญชี ตรงนี้ก็อยากให้รัฐบาลคิดทบทวนดู มันมีปัญหาตั้งแต่กรณี “ฌอน บูรณะหิรัญ” ซึ่งตอนนี้ก็เห็นเรื่องเงียบไปแล้ว เพราะดราม่าอื่นๆ มากลบหมด

ส่วนกรณีพิมรี่พาย เขาไม่ได้ประกาศเรี่ยไรเงินเป็นโครงการ ..แต่ถ้าจะมองกันถึงเรื่องปัญหาเชิงโครงสร้างที่เป็นความเหลื่อมล้ำ ก็หยิบประเด็นนี้มากระทุ้งให้รัฐบาลต้องมองปัญหาและหาทางแก้ไขกฎหมายหรือระเบียบอะไรที่เกี่ยวข้อง สรุปคือ ปัญหาเงินบริจาคมันก็มีอยู่จริงนั่นแหละ แต่บางทีก็ควรต้องจับเอาส่วนที่เป็นปัญหาขึ้นมาพูดให้เกิดการแก้ไขไม่ใช่ไปเที่ยวเหน็บแนมว่าเขาไป “โปรดสัตว์” หรือใช้คำพูดอะไรที่มันเชิงไม่สร้างสรรค์ ไม่ก่อให้เกิดอะไรดีขึ้น

นี่เพิ่งผ่านปีใหม่มาสิบกว่าวันดราม่ายังเยอะขนาดนี้ เพลาๆ ลงบ้างเถิด.
.....................................
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย "บุหงาตันหยง"


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    100%

ความคิดเห็น