อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 24 มกราคม 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 24 มกราคม 2564

รัฐพร้อมรับมือแค่ไหน? โควิด-19ระบาดรอบสอง

เคราะห์ร้าย… กรรมซัด!! จริง ๆ สำหรับประเทศไทย หลังจากการแพร่ระบาดรอบใหม่ของไวรัสโควิด-19 โจมตีอย่างหนักเมื่อกลางเดือนธันวาคม ที่ผ่านมา บรรยากาศแห่งการจับจ่ายใช้สอยในช่วงปลายปีต้องหดตัวเงียบเหงาจนน่าใจหาย จันทร์ที่ 4 มกราคม 2564 เวลา 10.00 น.


เคราะห์ร้าย… กรรมซัด!! จริง ๆ สำหรับประเทศไทย หลังจากการแพร่ระบาดรอบใหม่ของไวรัสโควิด-19 โจมตีอย่างหนักเมื่อกลางเดือนธันวาคม ที่ผ่านมา จนทำให้บรรยากาศสนุกสนาน บรรยากาศแห่งการจับจ่ายใช้สอยในช่วงปลายปีต้องหดตัวเงียบเหงาจนน่าใจหาย

ทุกอย่างเป็นไปอย่างที่บรรดากูรู บรรดาผู้รู้ ต่างทำนายทายทัก และย้ำเตือนให้คนไทยทั้งประเทศต้อง “ตระหนัก” แต่!สุดท้ายดูเหมือนว่าคำเตือนของกูรูของผู้รู้ ไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร

ด้วยเหตุนี้!! ประเทศไทย จึงต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนี้…ว่ากันตามข้อเท็จจริง ก็ไม่มีใครรู้ได้หรอกว่าใครจะติดเชื้อ ใครไม่ติดเชื้อ ใครเป็นผู้แพร่ระบาด หรือใครไม่ใช่ผู้แพร่ระบาด เพราะไม่มีใครสามารถมองเห็นเชื้อไวรัสร้ายนี้ได้

แต่การระมัดระวังตัวเอง ก็เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องกระทำอย่างต่อเนื่องตามที่ฝ่ายสาธารณสุขได้ออกมาบอกกล่าวอย่างสม่ำเสมอว่า “การ์ดอย่าตก”



ในเมื่อทุกอย่างเป็นไปแล้ว จะเรียกร้องเสกสรรปั้นแต่งให้กลับมาเป็นเหมือนเดิม ก็คงทำไม่ได้ จากนี้ไปการดำเนินการจึงได้แต่ “เข้มงวด” และ “เข้มข้น” เพิ่มมากขึ้น ด้วยคาดหมายว่าต้อง “หยุดยั้ง” การแพร่ระบาดรอบใหม่ให้ได้โดยเร็วที่สุด ก่อนที่ทุกอย่างจะพังพินาศ

การรอความหวังเพียงแค่ “วัคซีน” คงเป็นไปไม่ได้ เพราะกว่าวัคซีนจะมาถึงเมืองไทยก็ปาเข้าไปเกือบครึ่งปีแล้ว ดังนั้นระหว่างนี้ หนทางที่ดีที่สุดคือต้องใช้วิธี “ล็อกดาวน์” ในพื้นที่ที่เสี่ยง ที่ เวลานี้ก็กำลังกระจายไปทั่วประเทศกว่า 50 จังหวัดเข้าไปแล้วเช่นกัน

เป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า “การล็อกดาวน์” ย่อมทำให้เกิดผลกระทบกับธุรกิจ ผู้ประกอบการ และพนักงานที่เกี่ยวข้อง เกี่ยวเนื่อง อีกเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะธุรกิจด้านการบริการ

อย่าลืมว่าการระบาดครั้งแรกในช่วงเดือนที่สองเดือนที่สามของปี ผลกระทบที่เกิดขึ้นยังบรรเทากันไม่จบ ยังมีผู้คนที่ได้รับความเดือดร้อนอยู่เป็นจำนวนไม่น้อย

แม้!!เวลานั้นรัฐบาลได้ออกมาตรการมาเยียวยา มาดูแลสารพัด แต่ผลกระทบยังไม่จางหาย หลายคนกลายเป็นคนเคยมี… คนเคยรวย… และเมื่อเกิดการระบาดรอบใหม่เช่นนี้ ผลกระทบที่ตามมาจะหนักหนาสาหัสเพียงใด?

คำถาม? คือ …รัฐบาลเตรียมการรับมือผลกระทบที่จะเกิดขึ้นไว้มากน้อยเพียงใด การสั่งปิดสถานบริการในหลาย ๆ แห่งหลาย ๆ จังหวัด แม้เป็นเพียง 7 วัน 10 วันแต่นั่นก็หมายถึง…การขาดรายได้!!

ต่อให้วงเงินกู้ตาม พ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท และงบประมาณรายจ่ายประจำปี 64 ที่กำลังนำออกมาใช้นั้น เพียงพอกับการรับมือรับสถานการณ์ก็จริง



แต่ปัญหา? อยู่ที่ว่าการดำเนินมาตรการของรัฐมักออกมาตามหลังปัญหาที่เกิดขึ้นไปแล้ว เวลานี้เชื่อได้ว่าทุกคนคงต้องการความ “เชื่อมั่น” ในทุกด้าน จากผู้บริหารประเทศ หากมาช้า!! ก็เท่ากับว่าเป็นการซ้ำเติมความบอบช้ำของประชาชนคนไทยมากยิ่งขึ้น

ที่สำคัญ “ความเชื่อมั่น” ก็ต้องถ่ายทอดออกมาให้เห็นเป็นรูปธรรม ที่คนทั้งประเทศเข้าใจได้โดยไม่ต้องแปลความแปลความหมาย เช่นเดียวกับมาตรการช่วยเหลือก็ต้องครอบคลุม ไม่ “โกลาหล” เหมือนที่ผ่านมาอีก

หลายคนคาดเดากันว่า ในปีนี้ ในปี “วัวทอง” ที่กว่าจะมาถึงต้องใช้เวลานานถึง 60 ปี ตามโหราศาสตร์ของแดนมังกร จะเป็นปีที่ดีขึ้น เศรษฐกิจดีขึ้น สังคม การเมืองดีขึ้น

แต่สัญญาณที่เกิดขึ้น อาจกลายเป็นการทำลายความหวัง จนคำพูดที่ว่า “เผาจริง” กลับมาอีกระลอก การคาดการณ์ที่เศรษฐกิจจะกลับมาเป็นบวก 3.5-4.5% ในปีนี้ อาจต้องแปรเปลี่ยน

รัฐบาลได้ตั้งงบประมาณแบบขาดดุลมานานเป็นสิบปี เพราะรายได้ที่เข้ามามีไม่เพียงพอกับรายจ่ายที่ต้องจ่ายออกไป ในภาวะที่เศรษฐกิจโลกแทบจะหยุดนิ่ง การหวังให้ต่างประเทศเข้ามาลงทุนในไทยจำนวนมหาศาล คงเป็นเรื่องยากที่เกิดขึ้นได้

การหวังรายได้จากการส่งออก แม้เริ่มมีทิศทางมีสัญญาณดีขึ้น แต่นั่น…ยังไม่สามารถกลับมาเป็นเหมือนเดิม หรือรายได้จากการท่องเที่ยวต่างประเทศ ที่ตราบใดที่การระบาดของไวรัสโควิด ยังไม่หมดไปจากโลกใบนี้ ก็ไม่มีทางกลับมาเหมือนเดิมเช่นกัน

ส่วนการปลุกปั้นปั่นเศรษฐกิจในประเทศ ตราบใดที่เศรษฐกิจโลกยังไม่กลับเข้าสู่ปกติ ก็เป็นไปได้ยากลำบากเช่นกัน เพราะต้องใช้เงินงบประมาณจำนวนมหาศาล ต่อให้พื้นฐานเศรษฐกิจไทยยังแข็งแกร่งก็ตาม

เอาเป็นว่า…ต่อจากนี้คงต้องจับตาดูกันต่อไปว่ารัฐบาลจะออกมาตรการรับมือการระบาดรอบสองทันการณ์หรือไม่?
.............................................
คอลัมน์ : เศรษฐกิจจานร้อน
โดย “ช่อชมพู”

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น