อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 1 มีนาคม 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 1 มีนาคม 2564

ผีซ้ำด้ามพลอยมรสุมการเมือง

การเมืองปี 2563 มีหลายเรื่องราวสร้างแรงสั่นสะเทือนไปยังรัฐนาวา “บิ๊กตู่” จนตกอยู่ในอาการเจียนอยู่เจียนไปหลายครั้ง  ถึงแม้ว่าพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะประคับประคองเรือเหล็กลำนี้ไปได้อย่างหวุดหวิด แต่ก็อยู่ในสถานะสาหัสสากรรจ์ มีปัญหาถาโถมไม่หยุดหย่อน ทีมการเมืองขอย้อนเหตุการณ์เด่นทางการเมืองมาให้ดูกัน โดยเริ่มจาก... พฤหัสบดีที่ 31 ธันวาคม 2563 เวลา 07.00 น.


ม็อบราษฎร 2563



ปฏิเสธไม่ได้ว่าจุดเริ่มต้นของม็อบในปี พ.ศ.2563 มีจุดเริ่มต้นจากการยุบ “พรรคอนาคตใหม่” เมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา จนเกิดการชุมนุมรูปแบบใหม่คือ “แฟลชม็อบ” เคลื่อนที่เร็วไม่ปักหลักยืดเยื้อ ของคนหนุ่มสาว นักเรียน นิสิต นักศึกษาในมหาวิทยาลัยและสถานศึกษาต่างๆ ที่เป็นฐานเสียงส่วนใหญ่ของพรรค

กระแสแฟลชม็อบต่อต้านรัฐบาล “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แผ่วลงไปในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ต้องมีการล็อกดาวน์  และกลับมาอย่างเบิ้มๆทะลุเพดานกับ 10 ข้อเรียกร้องปฏิรูปสถาบันในการชุมนุมของ กลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เมื่อวันที่ 10 ส.ค. 2563

ต่อมาได้ผนึกกำลังกับกลุ่มเยาวชนปลดแอก เป็นกลุ่ม “คณะราษฎร 2563” จัดการชุมนุมใหญ่ในวันที่ 14 ต.ค. 2563 ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ก่อนเคลื่อนขบวนหวังปักหลักล้อมทำเนียบรัฐบาล พร้อม 3 ข้อเรียกร้อง คือ 1.“บิ๊กตู่” ลาออก 2.ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ และ 3.ปฏิรูปสถาบัน

แต่ถูกสลายชุมนุมจับกุมแกนนำ ก่อนจะพัฒนามาเป็นกลุ่ม “ราษฎร”ที่ทุกคนคือแกนนำ มีสัญลักษณ์สุดฮิตคือ “เป็ดเหลือง” ที่มวลชนใช้เป็นโล่ป้องกันรถฉีดน้ำความดันสูง โดยยังคงมีอีเวนท์ชุมนุมต่อเนื่อง ดังนั้นปี 2564 ต้องจับตาว่าม็อบราษฎรจะอ่อนแรงไปเองตามที่รัฐบาลคาดหวัง หรือยังคงมีพลังในการเขย่ารัฐบาลต่อไป.

มหากาพย์แก้ รธน.ปี60



หากย้อนกลับไปจะพบว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เป็น 1 ใน 3 เงื่อนไขของพรรคประชาธิปัตย์ในการเข้าร่วมรัฐบาล “ประยุทธ์ 2” และก็ถูกบรรจุไว้ในข้อ 12 ของ นโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล ซึ่งตลอดทั้งปี63 จะพบว่ามีกระบวนการเตะถ่วงการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 63 ที่ได้ชื่อว่าเป็น ฉบับปราบโกง อย่างเห็นได้ชัด เริ่มตั้งแต่การตั้งนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ที่ปรึกษานายกฯเป็นประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญพิจารณาศึกษา ปัญหา หลักเกณฑ์ และแนวทางแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ซึ่งการศึกษาที่ออกมาก็เป็นเพียงแค่การนำเสนอเนื้อหาเชิงวิชาการเท่านั้น

ต่อมารัฐบาลต้องเผชิญแรงกดดันนอกสภาจากม็อบคณะราษฎร  จนทำให้วิปรัฐบาลตัดสินใจเร่งเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในการประชุมร่วมรัฐสภา วันที่ 23-24 ก.ย. แต่สุดท้ายก็เจอ ส.ว.เตะถ่วงใน 6 ญัตติแก้ไข จนต้องตั้ง กมธ.พิจารณาญัตติแก้รัฐธรรมนูญก่อนรับหลักการ และส่งเข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภาอีกครั้ง แต่ก็มีกระบวนการเตะถ่วง รอบที่ 3 ที่นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ และนายสมชาย แสวงการ ส.ว. เตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ญัตติการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในการตั้ง ส.ส.ร. ตามมาตรา 256 ว่า ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่

และท้ายที่สุดรัฐสภาก็รับหลักการในวาระ 1 โดยคว่ำญัตติของไอลอว์ จนนำมาสู่ตั้งกมธ.พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (แก้ไขเพิ่มเติม) เพื่อส่งให้รัฐสภาให้ความเห็นชอบต้นปี 64

ดังนั้นต้องจับตาว่า “มหากาพย์การแก้ รธน.”จะสำเร็จหรือไม่ เพราะยังมีอุปสรรคทั้งใน-นอกสภา ที่รอกดดันอยู่.

แหกโค้ง



1 ปี เต็มการระบาด “ไวรัสมรณะโควิด-19” ภาคแรกทำประชากรโลกติดเชื้อเกือบ 100 ล้านราย เสียชีวิตเกือบ 2 ล้านราย ส่วนไทยคุมสถานการณ์ได้ดีกับแหกโค้งเอาในช่วงปลายปี เมื่อพบยอดผู้ป่วยโควิดในพื้นที่สมุทรสาครพุ่งพรวดวันเดียว 548 ราย หลายพื้นที่ต้องถูกล็อกดาวน์แทนการ Countdown ต้องการความร่วมมือจากประชาชนอย่างมาก ในการสู้กับโควิด สวมหน้ากากอนามัย เว้นระยะห่าง ล้างมือ ช่วยกันใช้วัคซีนประจำตัวปิดเกมให้เร็ว ก่อนเดินหน้าเข้าสู่ ภาค 2 กับการมาของวัคซีนป้องกันโรคโควิด 19 ของจริงในช่วง กลางปี 2564

อย่างไรก็ตามสถานการณ์ปัจจุบันเข้าสู่ภาค 2 กับการมาถึงของ “วัคซีนป้องกันโรคโควิด-19” ที่หลายๆ ประเทศเริ่มทยอยฉีดไปแล้ว ซึ่ง “นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร” ผอ.กองโรคติดต่อทั่วไป ระบุ ในยุคที่มีวัคซีนโควิดแล้ว การเดินทางก็จะเพิ่มขึ้นอย่างมาก การบริหารความเสี่ยงของไทย ต้องมีการปรับกลยุทธ์ ให้เหมาะสมกับลักษณะของผู้เดินทางเข้าไทยเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์และข้อมูลใหม่ที่ได้จากการติดตามผู้ได้รับวัคซีนกลุ่มแรก ซึ่งอาจนำมาสู่การผ่อนคลายมาตรการกักตัวในบางเรื่อง

แต่ทั้งนี้คงไม่มีตอนจบสำหรับโควิด-19 เพราะเมื่อประชากรโลกรวมถึงคนไทยได้รับวัคซีนมากพอที่จะหยุดการระบาดได้ แต่โรคนี้จะไม่ได้หายไปไหน แค่ปรับสถานะเป็นโรคประจำถิ่น และเมื่อถึงเวลานั้นแล้วพวกเราจะเข้าสู่วิถีชีวิตแบบปกติใหม่.

“เบรกเรือดำน้ำ”



คณะกรรมาธิการงบประมาณปี 2564 เรียกว่าเจอชุดใหญ่ไฟกระพริบ เพราะท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 รวมถึงเศรษฐกิจของประเทศกำลังย่ำแย่ โดยเฉพาะปัญหาปากท้องของประชาชน ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลมักจะอ้างเสมอว่า ไม่มีงบประมาณเพียงพอที่จะเยียวยา แต่กลับปล่อยให้กองทัพเรือเสนอของบจัดซื้อเรือดำน้ำ 2 ลำ มูลค่า 22,500 ล้านบาท ด้วยข้ออ้างที่ว่า เป็นเรื่องของความมั่นคง

งานนี้ “โจ้” ยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ออกมาท้วงติง ปลุกกระแสเชิญชวนประชาชนให้ออกมาร่วมชุมนุมกับนิสิตนักศึกษาเพื่อขับไล่รัฐบาล ผูกโยงไปเติมเชื้อสถานการณ์การเมืองให้แรงยิ่งขึ้น จนดึงกระแสนิยมของรัฐบาลตกฮวบ กลายเป็นคำถามที่ถูกถามขึ้นทั่วบ้านทั่วเมืองถึงความคุ้มค่าในการใช้งบประมาณก้อนโตนี้ เพราะขณะที่สภาวะเศรษฐกิจโลกไม่ดี การใช้งบประมาณไปกับเรื่องของความมั่นคงควรจะลดลง ไม่ใช่เพิ่มขึ้นหรือซื้อตามเดิมเหมือนปกติ แล้วหันไปใช้จ่ายเฉพาะเรื่องที่จำเป็นจริงๆ

ที่ผ่านมารัฐบาลมักจะขอร้องประชาชนให้ร่วมมือกันสู้กับโควิด-19 งานนี้จึงถึงคราวที่ประชาชนออกมาขอความร่วมมือจากรัฐบาลบ้างว่า ต้องถอยเพื่อชาติ สุดท้ายกองทัพเรือต้องยอมกลืนเลือด ขอถอนออกไป ส่งผลให้กระแสของ “เพื่อไทย” ในฐานะที่ออกมาเปิดโปงเรื้องนี้ดีขึ้นทันตา หลังขัดแย้งกันเองในพรรคมาโดยตลอด.

ไอ้โม่ง?ตบทรัพย์



ที่ผ่านมาจะมีข่าวออกมาตลอดในการแย่งเก้าอี้ของส.ส. เพื่อเข้ามาเป็นหนึ่งใน กรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณฯ พ.ศ... ถือเป็นตำแหน่งไฮไลท์ที่ใครๆก็อยากมานั่ง เพราะสามารถ ปรับ ลดและจัดสรรงบประมาณในแต่ละกระทรวง กรม มาลงในพื้นที่ได้อย่างสบายๆ

และก็เกิดเรื่องฉาวโฉ่ขึ้น เมื่อวันที่ 5 ส.ค.ที่ผ่านมา นายศักดา วิเชียรศิลป์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล แฉกลางวงประชุมอนุกมธ.แผนบูรณาการ 2 ฯ ว่า เวลา 19.10 น.วันที่ 4 ส.ค. “มีคนโทรศัพท์มาหา พร้อมแนะนำตัวว่าเป็นกมธ. ได้ของาน ขอเงิน 5 ล้านบาทแลกกับการผ่านงบ 1,200 ล้านบาท”  โยนระเบิดกันตรงๆ และถือเป็นการตบหน้ากลางสภา

โดยนายศักดา ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงต่อนายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทส. พร้อมทั้งบอกชื่อ-เบอร์โทรศัพท์ของ “ไอ้โม่ง” และสุดท้ายก็มาถึงมือนายชวน หลีกภัย ประธานสภาฯเพื่อให้ดำเนินการต่อ  นอกจากนี้บรรดา กมธ.สามัญของสภาฯ ก็เด้งรับทั้ง กมธ.ป.ป.ช.  กมธ.กฎหมายฯ แต่ก็ไร้เงาส.ส.ที่คาดว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้มาชี้แจงข้อเท็จจริง

และที่จับตาคือ เรื่องการเรียกเงิน 5 ล้านบาท ทาง ป.ป.ช.ได้เรียกนายศักดา มาชี้แจงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ตอนนี้รอสภาส่งข้อมูลต่างๆมาให้เพิ่มเติมก่อนจะสรุปผลว่าจะลงเอยเรื่องนี้อย่างไร

ซึ่งงานนี้หลักฐานครบถ้วนมีทั้ง “ตัวบุคคล – คลิปเสียง –เบอร์โทรศัพท์”ระบุชัดเจน  ก็หวังว่าจะไม่เป็น “มวยล้มต้มคนดู”เหมือนที่ผ่านๆมา.
 
 
 

 
 
 
 
 
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น