อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 24 มกราคม 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 24 มกราคม 2564

"ม.112" เรื่องร้อนๆ ทางการเมืองที่จะยาวไปถึงปีหน้า

เผลอ ๆ การแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ยกร่างใหม่ อาจจะมีการเข้าชื่อภาคประชาชนอีกนับแสนเพื่อเสนอให้แก้ไข ม.112 ขึ้นมาอีกข้อก็ได้ ซึ่งเห็นว่า การมีกฎหมายปกป้องคุ้มครองประมุขแห่งรัฐเป็นสิ่งที่จำเป็น เพราะไม่ทรงสามารถแก้ต่างข้อครหาด้วยตัวเองได้ พฤหัสบดีที่ 24 ธันวาคม 2563 เวลา 08.00 น.


ปีนี้คงจะเรียกได้ว่าเป็นปี “หนูไฟ” ของจริง เพราะเดือดร้อนกันไปทุกหย่อมหญ้า และเป็นภาวะที่เดือดร้อนกันทั่วโลกจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า หรือโควิด -19 ที่ไม่กี่วันก่อน พบกลุ่มระบาดใหม่ครึ่งพันที่สมุทรสาคร ก็ใจแป้วตุ้มๆ ต่อมๆ กันไปทั้งประเทศ กลัวกันว่ามันจะกระทบยาวนานไปถึงปีใหม่ ซึ่งเป็นช่วงที่มีการกระตุ้นเศรษฐกิจให้จับจ่ายใช้สอยเยอะจากการที่สงกรานต์เราเจ๊งกันไปแล้ว จากการต้องปิดเมือง

พวกผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวดูจะเจ็บหนักที่สุด ตั้งแต่สถานบันเทิงไปถึงโรงแรม เพราะไม่มีต่างชาติเข้ามาใช้จ่ายในเมืองไทยเท่าไรนัก พูดง่ายๆ คือไฟลท์บินที่เปิดให้เข้ามาก็เป็นพวกมาตามความจำเป็น หลายแห่งเตรียมจัดกิจกรรมเคาท์ดาวน์หวังดูดเม็ดเงินจากคนเที่ยวในประเทศก็คงอยากจะร้องไห้อยู่ณ ขณะนี้เพราะไม่รู้นโยบายของรัฐบาลจะสั่งยุติการเคาท์ดาวน์ป้องกันการแพร่ระบาดรอบใหม่อีกหรือเปล่า



ในทางการเมืองก็เกิดเรื่องร้อนๆ ขึ้นมาเพราะเกิด “ม็อบชนิดใหม่” ที่เป็นม็อบออกเป็นลักษณะแฟลชม็อบ ดาวกระจายทั่วเมือง นัดวันรวมตัวกันเป็นรอบๆ ไม่ค้างคืน เป้าหมายของม็อบเราก็คงจะทราบกันดีอยู่แล้วคือ 1.เรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และ รมว.กลาโหมลาออก 2.แก้รัฐธรรมนูญ ยุบสภาฯ เลือกตั้งใหม่ และข้อสามที่ไม่เคยมีใครกล้าพูดออกมาเต็มปากเต็มคำมาก่อนคือการปฏิรูปสถาบัน

ทำไมต้องมีการปฏิรูปสถาบัน ? อันนี้จากที่ฟังมาหลายๆ ปากก็มีเหตุผลต่างๆ นานากันไป แต่ส่วนหนึ่งคือเขาอ้างว่า “เพื่อไม่ให้สถาบันตกเป็นเครื่องมือของฝ่ายการเมืองในการสร้างความกลัว หรือมีการนำสถาบันเบื้องสูงไปแอบอ้างในการเคลื่อนไหวใดๆ โดยไม่ชอบธรรม” เช่นการทำรัฐประหารที่มักจะมีข้ออ้างว่ามีการละเมิดสถาบันเกิดขึ้น ซึ่งเครื่องมือหนึ่งที่ถูกนำมาใช้มากในการสร้างความกลัวคือ ป.อาญา ม.112 ที่มีโทษถึงจำคุก 3-15 ปี



การที่เรียกร้องให้มีการแก้ไข ม. 112 เพราะมาตรานี้มันเหมือนเป็นการ “ควบคุมอย่างไร้วินัย” คือที่ผ่านมามีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่ามันไม่มีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนในการใช้ แต่มีกฎหมายไว้ก่อนทำให้คนกลัวว่า แจ๊คพอตแตกหวยออกตัวเองได้ด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่องได้ ถ้าเทียบง่ายๆ เหมือนที่นักวิชาการฝรั่งมิเชล ฟูโกต์เขายกตัวอย่างการควบคุมในคุก คือทำนองว่าจะตรวจขึ้นมาตอนไหนก็ไม่รู้ แต่รู้ว่ามันมีกฎอยู่ทำให้นักโทษในนั้นต้องระวัง

การใช้ ม.112 ไม่ชัดเจนอย่างไร ข้อแรกคือ “ใครจะเป็นผู้ร้องก็ได้” ทำให้กฎหมายตัวนี้เป็นการใช้กลั่นแกล้งได้ตั้งแต่ระดับบุคคลถึงระดับการเมืองเลยทีเดียว และไม่ต้องประกาศออกสื่อด้วยว่าพูดอะไรที่มันผิด 112 ตัวอย่างคลาสสิคคือกรณีนายอำพล ตั้งนพกุล หรืออากง ที่ยอมรับสารภาพในศาลว่าส่งข้อความหมิ่นเหม่เข้ามือถือนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ( หรือคนติดตาม ) ก็โดนฟ้อง ม.112 และเรื่องนี้ทำให้คนตื่นตัวกันมาก เพราะมันสะเทือนใจที่อากงตายคาคุก



หรือกรณีนางพัฒน์นรี ชาญกิจ มารดานายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือจ่านิว นักเคลื่อนไหวทางการเมือง ก็โดนหมายเรียก ม.112 โดยอ้างว่า มีแชทข้อความหลักฐานว่า มีผู้วิพากษ์วิจารณ์สถาบันในเชิงไม่บังควรกับนางพัฒน์นรีในแชทไลน์ นางพัฒน์นรีไม่ห้ามปราม แต่ดันไปตอบว่า “จ้า” คำเดียว ก็โดนเลย ถึงแม้ที่สุดก็ยกฟ้อง แต่กระบวนการขึ้นโรงขึ้นศาลนี่มันก็บั่นทอนสุขภาพจิตคนโดนฟ้อง และถ้าฟ้องต่างจังหวัดก็ต้องไปรายงานตัว สภ.อีก

กระทั่งสื่อมวลชนก็โดนได้ อย่างกรณีของสำนักข่าวประชาไท ที่โดนหมายเรียก ม.112 เพราะปล่อยให้มีการแสดงความเห็นที่ไม่สมควรและไม่ได้ลบ ทำให้สื่อมวลชนเวลาเสนอข่าวต้องระวังตัวแจ เวลาเสนอข่าวในโซเชี่ยลมีเดียก็ต้องมานั่งไล่ดูคอมเมนท์แต่ละอันว่า มีใครโพสต์อะไรบ้าๆ บอๆ พา บก.ติดคุกไปด้วยหรือเปล่า จนกระทั่งบางข่าวสื่อใช้วิธีแก้ปัญหาเซตติ้งระบบไม่ให้มีการแสดงความเห็นได้ซะเลย สิ้นเรื่อง



และมีกรณี “ถ้าเขาจะเล่นเขาก็ขุด” อย่างทราย อินทิรา เจริญปุระ ที่ไม่เคยขึ้นพูดบนเวทีม็อบสักประโยค มีแต่ขนข้าวขนน้ำไปเลี้ยงม็อบ ปรากฏว่าถูกแจ้ง ม.112 หน้าตาเฉย ซึ่งมีรายงานข่าวว่า เจ้าหน้าที่ได้ตรวจค้นการโพสต์ทวิตเตอร์เก่าๆ ของทราย เรียกว่า internet footprint หรือเคยทิ้งร่องรอยอะไรเอาไว้ในอินเทอร์เนต ถ้าพวกจะเล่นงัดมาใช้เรียบ และก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่า ข้อความที่ถูกนำมาใช้เล่นงานกันนั้น “ควรจะเข้าข่ายผิด 112 หรือไม่”

เพราะการพิจารณาคดี ม.112 มักจะเป็นการพิจารณาคดีในทางลับ และไม่มีการนำเสนอซ้ำสิ่งที่อ้างว่าผิด ม.112  ให้สังคมร่วมแสดงความเห็น ตัวอย่างเช่น ละครเวทีเรื่อง “เจ้าสาวหมาป่า” ที่ทำคนแสดงติดตะรางไปแล้ว ปัจจุบันนี้ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่า เนื้อหามีความผิดตาม ม.112 อย่างไร เขาไม่ให้มีการทำซ้ำให้สังคมรู้ ขนาดคนอย่างนายสนธิ ลิ้มทองกุล ก็ยังโดน ม.112 ที่นำเอาข้อความหมิ่นของ “ดา ตอร์ปิโด” มาพูดซ้ำที่เวทีพันธมิตรฯ

ยกตัวอย่างแค่นี้ก็พอจะเห็นว่า ไม่จำเป็นต้องพูดจาไขข่าวต่อสาธารณชน แค่พูดกันเองให้มีหลักฐานแบบนักแคปแคปทัน ก็โดนแจ้ง ม.112 ได้ มีอะไรก็ถูกขุดมาเล่นได้ โดยเฉพาะพวกนักเคลื่อนไหวทางการเมืองมีโอกาสถูกขุดมาเล่นบ่อยที่สุด แบบว่าเหมือนกรณีจับเจ้าพ่อ อัล คาโปน ในอเมริกา ที่ตอนนั้นหาข้อหาไหนมาเล่นไม่ได้ ก็เล่นงานเรื่องภาษี ม.112 นี่ก็น่าจะเหมือนกันคือถ้าหาข้อหาไหนมาเล่นนักเคลื่อนไหวทางการเมืองไม่ได้ ก็ล่อ 112

ล่าสุดที่กลายเป็นที่ฮือฮา คือในระดับนานาชาติก็เริ่มเห็นปัญหาว่ากฎหมายถูกใช้ไม่เป็นธรรม โดย ราวินา ชามดาสนี โฆษกสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งองค์การสหประชาชาติ หรือ UNOHCHR แถลงการณ์แสดงความกังวลต่อกรณีที่ทางการไทยตั้งข้อหาผู้ชุมนุมอย่างน้อย 35 คนในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา รวมถึงผู้ชุมนุมที่เป็นนักเรียนวัยเพียง 16 ปี ด้วย ม.112 จากการไปแสดงออกในงานสตรีทวอล์คของม็อบแถวสีลม

ซึ่งเรื่องการใช้เพื่อผลทางการเมืองเช่นนี้ไม่เป็นผลดีต่อสถาบัน แม้รัฐบาลจะอ้างว่าถ้าไม่ทำเจ้าหน้าที่ก็จะถูกฟ้องตาม ม.157 ปล่อยปละละเลย แต่ทำไมไม่จำคำพูดของ พล.อ.ประยุทธ์ที่เคยกล่าวอ้างขึ้นมาเองว่า “ไม่ทรงโปรดให้ใช้ ม.112” ดังนั้น จากประเด็นข้อเรียกร้อง 3 ข้อของม็อบ เมื่อมีการไล่จับกุมคนด้วย ม.112 กลายเป็นว่าสถาบันยิ่งบอบช้ำเพราะกฎหมายตัวนี้ถูกเอามาใช้ และแรงสะท้อนกลับไม่ได้ส่งผลถึงแต่รัฐบาลฝ่ายเดียวเท่านั้น



เผลอ ๆ การแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ยกร่างใหม่ อาจจะมีการเข้าชื่อภาคประชาชนอีกนับแสนเพื่อเสนอให้แก้ไข ม.112 ขึ้นมาอีกข้อก็ได้ ซึ่งเห็นว่า การมีกฎหมายปกป้องคุ้มครองประมุขแห่งรัฐเป็นสิ่งที่จำเป็น เพราะไม่ทรงสามารถแก้ต่างข้อครหาด้วยตัวเองได้ แต่ควรจะพิจารณาว่าทำอย่างไรที่กฎหมายตัวนี้ไม่ใช้ในการกลั่นแกล้งกันระหว่างบุคคลและทางการเมือง อันดับแรกที่ต้องพิจารณาคือ ไม่ใช่ว่าใครจะฟ้องก็ฟ้องได้ ต้องมีหน่วยงานกลางทำหน้าที่

ต่อมาที่สำคัญที่อยากให้เกิดขึ้น (แต่ไม่รู้จะเป็นไปได้หรือไม่ ) คือการนำรูปการณ์ความผิดแห่งคดีให้สังคมได้รับทราบและวิพากษ์วิจารณ์ได้ว่า นี่คือการหมิ่นที่สมควรรับโทษ หรือเป็นการกลั่นแกล้งทางการเมือง เพื่อเป็นการคานอำนาจของพนักงานสอบสวนหรืออัยการที่จะสั่งฟ้องอีกทางหนึ่ง ส่วนเรื่องการหมิ่นประมาทคนเห็นว่าควรเป็นคดีแพ่งที่ยอมความได้ แต่ในฐานะประมุขแห่งรัฐจะให้เป็นคดีอาญาก็พอยอมรับได้ แต่ต้องทำอย่างไม่กลั่นแกล้งใคร

อย่าให้เรื่อง 112 กลายเป็นประเด็นใหญ่ในปีหน้า ให้สถาบันยิ่งบอบช้ำไปอีก.
..........................................
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย "บุหงาตันหยง"

ขอบคุณภาพบางส่วนจาก : Wikipedia

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    20%
  • ไม่เห็นด้วย
    80%

ความคิดเห็น