อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 24 มกราคม 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 24 มกราคม 2564

ตุลาการภิวัตน์หรือรัฐประหาร

รัฐประหารทำให้แรงเสียดทานมหาศาลจะตกอยู่กับสถาบันเอง จึงได้แต่ขอให้สิ่งที่แกนนำม็อบปูดข่าวนั้นไม่จริง และถ้าจะใช้กระบวนการ ตุลาการภิวัตน์ก็เป็นวิธีที่เร็วที่สุดในการบรรลุเงื่อนไขของกลุ่มผู้ชุมนุมแล้ว พุธที่ 25 พฤศจิกายน 2563 เวลา 07.00 น.


รัฐบาลทุกวันนี้พยายามประคองสถานการณ์การเมือง โดยดำเนินการตามข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุมกลุ่มราษฎรในการยอมรับให้มีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่โดยการตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ( ส.ส.ร.) ซึ่งกระบวนการต่อจากนี้ก็รอให้กรรมาธิการ ( กมธ.) ประชุมให้เสร็จแล้วนำเข้าวาระสองและสามต่อไป

คราวนี้การแก้มาตรา 256 มันก็มีปัญหาตรงที่ว่า ต้องทำประชามติ แค่คิดถึงงบประมาณที่ประเทศต้องใช้ก็เสียวฟันแล้ว เพราะอันดับแรกต้องประชามติก่อนว่า คนเห็นด้วยหรือไม่กับร่างแก้ไขมาตรา 256 ที่ผ่านวาระสาม แล้วจากนนั้นก็ต้องควักเงินในการจัดเลือกตั้ง ส.ส.ร.อีก เสร็จแล้วก็ควักเงินให้ทำประชามติทั้งฉบับอีก

ประเทศนี้วนเวียนอยู่แค่การแก้ไขกฎ กติกา ปรองดอง สมานฉันท์จนน่าเบื่อ แต่ก็ได้แต่ทนก้มหน้าอยู่ไป  ถ้าเกิดว่า เที่ยวนี้เขาบอกว่า เราจะได้สังคมดีขึ้น ไม่ใช่แบบ “เราจะทำตามสัญญา ขอเวลาอีกไม่นาน..”ที่ร้องประโลมโลกย์ไปเรื่อย ผ่านมาตั้งแต่ปี 57 กลายเป็นว่าแผ่นดินมันไม่งามขึ้นแถมยังจะวุ่นวายขึ้นไปอีก

การออกแบบรัฐธรรมนูญเที่ยวนี้ก็พยายามเขียนมาตราอะไรก็ได้ที่เอื้อต่อการออกกฎหมายโดยภาคประชาชน เช่นมีภาคบังคับในบทเฉพาะกาลว่ากฎหมายลูกในการรับรองสิทธิเรื่องนี้ต้องออกเมื่อไร และอาจคิดไปถึงรัฐธรรมนูญที่ป้องกันทั้งการเลือกปฏิบัติและป้องกันการใช้ความรุนแรงต่อทุกกลุ่มอัตลักษณ์ได้ด้วย

อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขข้อแรกของกลุ่มผู้ชุมนุมก็น่าสนใจว่า “จะเกิดได้หรือไม่ และเกิดในลักษณะไหน” เงื่อนไขที่ว่านั้นคือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และ รมว.กลาโหม ต้องพ้นจากตำแหน่งจากการยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความเรื่องเกษียณแล้วยังอาศัยบ้านหลวง ออกแนวข้าราชการการเมืองรับผลประโยชน์จากรัฐ
ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญจะอ่านคำวินิจฉัยวันที่ 2 ธ.ค.นี้แล้ว แต่ท่าทีของนายกฯ ก็ยังนิ่งอยู่  น่าจะเป็นเพราะทราบว่ามีระเบียบรองรับเกี่ยวกับการเป็นอดีตผู้บัญชาการระดับสูงและยังทำงานให้ราชการก็ยังอยู่ได้ แต่ก็ไม่รู้ว่า หวยจะออกอย่างที่คิดหรือเปล่า เพราะกรณีนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกฯ ก็ถึงขนาดเปิดพจนานุกรมตีความลูกจ้างกันเลย

การใช้กลไกศาลรัฐธรรมนูญมาจัดการ คงจะเรียกได้ว่าเป็นกระบวนการ “ตุลาการภิวัตน์” หรือกระบวนการที่ตุลาการเข้ามาแก้ไขความขัดแย้งในบ้านเมือง ซึ่งมันถูกเอามาใช้เมื่อไม่กี่ปีก่อนนี้เอง  ซึ่งถ้า “บิ๊กตู่”ต้องพ้นจากตำแหน่ง นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ก็บอกยังรักษาการได้ แต่จะให้อยู่นานคงแปลกๆ

หากมีการโหวตเลือกนายกฯ ใหม่ จากบัญชีของพรรคการเมือง ชื่อที่ดูมี “ภาษีดีที่สุด” คือชื่อของนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เพราะดูเหมือนเป็นพรรคที่ประสานได้รอบทิศมากกว่าพลังประชารัฐ และแสดงท่าที เจตนารมณ์ชัดเจนว่าเป็นพรรคที่ปกป้องสถาบัน โดยการไม่ต้องการให้แก้ไขรัฐธรรมนูญแบบแตะหมวด 2
แต่ก็ไม่รู้ว่า ภาพ“กราบสะท้านแผ่นดิน”ของคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ ภริยานายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ จะเป็นตัวแปรหากเกิดตุลาการภิวัตน์หรือไม่ ...และใน

ขณะเดียวกันที่คนรอดูผลวันที่ 2 ธ.ค.แกนนำม็อบก็ปูดข่าวออกมาแล้วว่าได้กลิ่นรัฐประหาร โดย “อดีตบิ๊กทหาร”รายหนึ่งเดินสายหยั่งเสียงแล้วว่าควรทำหรือไม่
รัฐประหารไม่ใช่ตัวเลือก และในภาวะโลกล้อมประเทศเช่นนี้จะส่งผลกระทบต่อประเทศไทยมากมาย และแรงเสียดทานมหาศาลจะตกอยู่กับสถาบันเอง จึงได้แต่ขอให้สิ่งที่แกนนำม็อบปูดข่าวนั้นไม่จริง และถ้าจะใช้กระบวนการ ตุลาการภิวัตน์ก็เป็นวิธีที่เร็วที่สุดในการบรรลุเงื่อนไขของกลุ่มผู้ชุมนุมแล้ว
วันที่ 2 ธ.ค.จึงเป็นวันที่ห้ามกะพริบตา.


 
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    100%

ความคิดเห็น