อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 24 มกราคม 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 24 มกราคม 2564

คนจนเพิ่ม..ไม่ใช่เรื่องเล่น ลางร้ายของเศรษฐกิจไทย

สัปดาห์ที่แล้ว “สภาพัฒน์” ได้ออกมาแสดงความเป็นห่วงเรื่องของ “คนจน” เพราะพบว่า ไวรัสร้ายอย่าง “โควิด-19” ส่งผลกระทบกันไปถ้วนหน้า ไม่ใช่เพียงแค่ว่า ทำให้คนตกงานเป็นแพเท่านั้น จันทร์ที่ 23 พฤศจิกายน 2563 เวลา 10.00 น.


แต่...ไวรัสโควิด ยังส่งผลให้ประชาชนคนไทย มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอีกด้วย ถึง 33% สวนทางกับรายได้ที่ลดลงมากถึง 54% เมื่อรายได้ลด ค่าใช้จ่ายเพิ่ม ก็ไม่ต้องแปลกใจกันเลยว่าภาระหนี้สินต่าง ๆ ย่อมมีเพิ่มมากขึ้นด้วยไปโดยปริยาย

หนี้สิน” ที่เพิ่มขึ้น ก็มีทั้ง หนี้ในระบบ ประเภท กู้ยืม จากแบงก์ นอนแบงก์ ทั้งหลาย ที่มีอัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 28% ซึ่งหนี้ในระบบที่เพิ่มขึ้นก็มีสัดส่วนอยู่ประมาณ 14% ขณะที่ หนี้สินที่กู้ยืมมาจากนอกระบบ ยอมเสียดอกแพง แถมเสี่ยงสูงถ้าไม่มีเงินใช้หนี้ มีสัดส่วนประมาณ 9%

ไม่เพียงเท่านี้พิษของโควิด ยังทำให้คนที่มีฐานะยากจนอยู่แล้ว ยิ่งจนลงไปอีก โดยเฉพาะบรรดาคนจนเมืองที่พบว่า 60.24% มีรายได้ลดลงเกือบทั้งหมด และอีก 31.21% มีรายได้ลดลงครึ่งหนึ่ง

ด้วยสถานการณ์เช่นนี้ทำให้บรรดาคนจนเมืองทั้งหลาย ต้องหันหน้าพึ่งความช่วยเหลือจากรัฐบาลและเอกชน ที่ช่วยกันแจกจ่ายอาหาร ของอุปโภค บริโภค ต่างๆ อย่างที่คุณ ๆ ท่าน ๆ เห็นกันอยู่ตามหน้าสื่อทุกประเภทอยู่แล้ว



แต่ที่น่าเป็นห่วงมากกว่า คือ บรรดาคนจนเหล่านี้ ต่างต้องขนสินทรัพย์ ทั้งที่มีมูลค่ามาก ไปจนถึงมูลค่าน้อย ไปจำนำ ไปขาย เพื่อแลกเป็นเงินมาประทังชีวิตและครอบครัว นอกเหนือไปจากการกู้หนี้ยืมสิน

ข้อมูลของสภาพัฒน์ ยังระบุไว้อย่างน่าสนใจและต้องจัดลำดับความสำคัญไว้อันดับต้น ๆ คือ เรื่องของครัวเรือนที่มีความเปราะบาง มีความเสี่ยงก่อการเป็นครัวเรือนยากจน ประมาณ 1.14 ล้านครัวเรือน ที่ต้องมีมาตรการเข้าไปรองรับอย่างเร่งด่วน

อย่าลืมว่า... ผลกระทบของโควิด-19 นั้นร้ายแรง ทำให้เศรษฐกิจไทยที่ย่ำแย่อยู่แล้วกลับโงหัวไม่ขึ้นมากไปอีก เรื่องนี้!! คงจำกันได้ไม่ลืม และถ้าหากทั้ง 1.14 ล้านครัวเรือน นี้ไม่ได้รับความสนใจที่ดีพอ ก็ยิ่งทำให้ปัญหาความยากจนลุกลามมากยิ่งขึ้น



ที่ผ่านมา “บิ๊กตู่” ต้องการผลักดันให้คนไทยพ้นจากความยากจน ภายใน 20 ปี จึงกลายเป็นที่มาของการทำยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี แต่จนถึงเวลานี้ ยุทธศาสตร์ต่าง ๆ ที่ได้ทำไว้ ต้องเปลี่ยนแปลงไปใหม่ เพราะมีปัจจัยเสี่ยงจากโควิดที่เข้ามาทำให้ทุกอย่าง “รวน”

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของรายได้ เรื่องของความเป็นอยู่ของคนไทย ที่สำคัญ...ทำให้คนไทยตกงานนับล้าน ๆ คน ด้วยเหตุปัจจัยเหล่านี้ ก็ทำให้ความเสี่ยงของครัวเรือนที่ยากจนอยู่แล้ว หรือครัวเรือนที่อ่อนไหวหากมีเหตุปัจจัยมากระทบ จนอาจตกเป็นครัวเรือนที่ยากจนเพิ่มขึ้นไปอีก

ต่อให้ความเป็นจริงที่สภาพัฒน์ ย้ำว่า สถานการณ์ความยากจนและความเหลื่อมล้ำในปี 62 มีแนวโน้มดีขึ้น เพราะสัดส่วนคนยากจนลดลงจาก 9.85% ในปี 2561 มาอยู่ที่ 6.24% ในปี 2562 หรือมีคนจนจำนวน 4.3 ล้านคน ลดลงจาก 6.7 ล้านคนในปีก่อนหน้า

แต่ ณ เวลานี้ นาทีนี้ อย่างที่ทุกคนเห็นกันอยู่ว่าความเดือดร้อนจากโควิดนั้นเป็นอย่างไร โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยว ที่ต้องอาศัยรายได้จากนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวต่างชาติ ขณะที่แรงงานที่เกี่ยวข้องกับภาคท่องเที่ยวนั้นมีไม่ต่ำกว่า 2 ล้านคน



ต้องยอมรับว่าทุกวิกฤติที่เกิดขึ้น ทำให้คนยากจนเพิ่มมากขึ้น อย่างที่เห็นจาก “วิกฤติต้มยำกุ้ง” ที่ทำให้คนจนเพิ่มขึ้น จาก 20.3 ล้านคน เมื่อปี 2539 เป็น 22.7 ล้านคน ในปี 2541 และเพิ่มเป็น 25.8 ล้านคน ในปี 2543

หรือแม้แต่ในช่วงของ “วิกฤติซับไพร์ม” ที่มีต้นเหตุจากสหรัฐ จนส่งผลกระทบไปทั่วโลก ก็ทำให้คนไทยยากจนเพิ่มขึ้นจาก 12.7 ล้านคนในปี 2551 เป็น 13.1 ล้านคน ในปี 2552

ขณะที่ในวิกฤติไวรัสโควิด-19 ก็กำลังจะทำให้ครัวเรือที่เปราะบาง 1.14 ล้านครัวเรือน กำลังตกที่นั่งลำบากและอาจตกมาอยู่ในระดับของความยากจนได้เช่นกัน

ในยามที่ประเทศชาติกำลังยากลำบาก รัฐบาลถูกสารพัดสารพันพายุโหมกระหน่ำซ้ำเติม แค่...เพียงความแข็งแกร่งในเรื่องของการจัดการโควิด ได้ดี คงไม่พอที่จะประคับประคองให้  “คนจน” ไม่เพิ่มขึ้น

แต่อยู่ที่ “ความร่วมมือ” ของคนในชาติ ที่ต้องช่วยกันประคับประคองและพาให้ชาติไทย “ไปต่อ” ให้ได้ ไม่ใช่ปล่อยให้  “มือที่มองไม่เห็น” มาสร้างความแตกแยกให้เกิดขึ้นอย่างที่เห็น!! 

.............................................
คอลัมน์ : เศรษฐกิจจานร้อน
โดย “ช่อชมพู” 


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    83%
  • ไม่เห็นด้วย
    17%

ความคิดเห็น