อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 3 ธันวาคม 2563

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 3 ธันวาคม 2563

ป้องกันโควิดแล้วต้องไม่ลืมเรื่อง HIV

เราก็ต้องสู้กับโควิดไปอีก...ได้แต่ภาวนาว่าขออย่าให้มันยาวนานมากนัก แต่ขณะเดียวกัน สิ่งที่เรายังลืมไม่ได้ก็คือเรื่องของการติดเชื้อ HIV พฤหัสบดีที่ 19 พฤศจิกายน 2563 เวลา 08.00 น.


ในปี 2560 นี้น่าจะเป็นปี “หนูไฟ” ที่เรียกว่าดุที่สุดเพราะเกิดการระบาดของไวรัสโควิด-19 จนคนตายทั่วโลกร่วมล้านแล้ว และในสหรัฐอเมริกาเป็นแชมป์ติดเชื้อที่อัตราผู้ติดเชื้อวันนึงพุ่งพรวดๆ จนน่าตกใจ ความหวังของมนุษยชาติอยู่ที่วัคซีนซึ่งไม่รู้ว่าจะพร้อมผลิตและแจกจ่ายได้ทั่วโลกเมื่อไร แต่การป้องกันโดยรักษาระยะห่างก็ทำลายกิจกรรมทางสังคมหลายๆ อย่างของมนุษย์ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างรุนแรง

หันมามองเศรษฐกิจไทย เราพึ่งพาขาท่องเที่ยวต่างประเทศมาก ก็เกิดมีการแชร์ภาพแชร์เนื้อหาในอินเทอร์เนตเป็นที่น่าสงสารว่าเมืองท่องเที่ยวอย่างภูเก็ต กระบี่ พังงา สมุย พัทยา เชียงใหม่ หรือกระทั่งกรุงเทพมหานครเองก็แทบจะกลายเป็นเมืองร้างอยู่รอมร่อ นักท่องเที่ยวแทบจะไม่เข้ามา ข่าวว่าประชาชนที่ขาดรายได้หลายๆ ครอบครัวแทบจะต้องให้ลูกออกจากโรงเรียน เพราะไม่มีแรงจะส่งเสียแล้วในภาวะเช่นนี้



รัฐบาลเองก็พยายามกระตุ้นการท่องเที่ยวโดยระบบ travel bubble คือเลือกประเทศที่อัตราการแพร่ระบาดลดต่ำลงให้สามารถเดินทางมาเที่ยวไทยได้โดยลดระยะเวลากักตัว ซึ่งทางแพทย์บางคนก็ยังมีความเป็นห่วงว่าการลดระยะเวลากลับตัวมีโอกาสที่จะทำให้เกิดเชื้อแพร่ระบาดในไทยรอบสองได้อีก แล้วคราวนี้รัฐบาลเองแหละจะตายหยังเขียดเพราะต้องกู้เงินมาให้เปล่ากับประชาชนที่ถูกกักตัวอีกรอบ จากที่จ่ายเดือนละห้าพันไปสามเดือนแล้ว

แต่..รู้ว่าเสี่ยงก็คงต้องขอลอง เพราะเศรษฐกิจมันง่อนแง่นเต็มทีถ้าไม่ได้ภาคการท่องเที่ยวจากต่างประเทศมาช่วย โดยเฉพาะจากจีน ซึ่งเป็นลูกค้าการท่องเที่ยวรายใหญ่ของไทย เขาก็พยายามที่จะคิดเทคนิค travel bubble อะไรต่างๆ ที่ทำให้นักท่องเที่ยวไม่เบื่อ เช่น ช่วงกักตัวจะให้ไปอยู่ในพื้นที่อย่างสนามกอล์ฟที่มีอะไรให้ทำ หรือทดลองเรื่องการตรวจคัดกรองแล้วถ้าไม่พบว่าติดเชื้อก็ให้เที่ยวได้ ทั้งนี้ก็ประกอบกับส่งเสริมไทยเที่ยวไทยไปด้วย

เราก็ต้องสู้กับโควิดไปอีก...ได้แต่ภาวนาว่าขออย่าให้มันยาวนานมากนัก แต่ขณะเดียวกัน สิ่งที่เรายังลืมไม่ได้ก็คือเรื่องของการติดเชื้อ HIV ซึ่งในปี 2563 นี้ยังไม่รู้แน่ว่าอัตราผู้ติดเชื้อหน้าใหม่เพิ่มขึ้นจำนวนเท่าไร น่าจะเพราะการที่สถานพยาบาลมัวแต่ยุ่งอยู่กับเรื่องของโควิดส่วนหนึ่ง ทำให้ไม่มีการตรวจลงบันทึกที่ชัดเจน ซึ่งลองนึกไปถึงเมื่อปี 2562 ที่ผ่านมา ยอดผู้ติดเชื้อรายใหม่เขาก็คำนวณออกมาในช่วงกลางปี และพบว่าเยาวชนติดเพิ่มขึ้นมาก



ในช่วงที่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด ก็มีผลกระทบต่อผู้ติดเชื้ออีก เพราะการเข้าถึงสถานพยาบาลทำได้ยากขึ้น จากการตรวจคัดกรองที่เข้มข้น บางคนเลือกใช้สิทธิในการรับยาที่อื่นที่ไม่ใช่ใกล้บ้าน (เพราะการติดเชื้อ HIV ยังเป็นเรื่องที่ถูกตีตราในเชิงศีลธรรมอยู่) ก็มีปัญหา อย่างเช่น บ้านอยู่สุราษฎร์ธานี แต่โอนสิทธิบัตรทองไปรับยาที่กรุงเทพฯ มันก็มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ห้ามการเดินทางข้ามจังหวัด เขาก็ไม่รู้จะไปรับยาหรือตรวจร่างกายอย่างไร

มันมีกลุ่มต่างด้าวที่ต้องตกงาน และหลุดจากสิทธิ์ประกันสังคม ทำให้ต่างด้าวที่ติดเชื้อ HIV บางส่วนไม่สามารถรับยาต้านได้อย่างต่อเนื่อง ด้วยตรรกะง่ายๆ ตกงาน เงินจะไปซื้อยาต้านก็ไม่มีแล้ว  ต่อมามีข่าวเรื่องการโกงงบบัตรทองอีก ทำให้สถานพยาบาลจำนวนมากถูกตัดสิทธิ์รับผู้ป่วยบัตรทอง ผู้ป่วยที่ขึ้นกับสถานพยาบาลนั้นก็ซวยไป เรียกได้ว่าทุจริตทีไม่ใช่แค่พาชาติล่มจมแต่จะพาคนอื่นตายเอาเสียด้วย ต้องจัดการให้เด็ดขาด

โรงพยาบาลหลายโรงก็สต๊อกยาไม่พอ ทำให้การจ่ายยาต้านให้ผู้ติดเชื้อ HIV เดิมลดลง อย่างเคยจ่ายได้ทีละสามเดือนหรือหกเดือน ก็ต้องลดจำนวนลง หรือไม่ใช้ยาสูตรคอกเทล ยาบางสูตรที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศก็นำเข้าได้ยากขึ้นหรือแทบไม่ได้เลย กลายเป็นปัญหาต่อชีวิตผู้ติดเชื้อ จนไม่รู้ว่า เมื่อต้องไปตรวจรับยาอีกครั้งจำเป็นจะต้องใช้ยาต้านสูตรดื้อยาที่มีราคาแพงขึ้นหรือไม่ รัฐก็ต้องรับภาระด้านสาธารณสุขเพิ่มขึ้นอีก

นี่ยังไม่รู้ว่า องค์กรด้าน HIV ระดับโลกที่ช่วยเหลือไทยจะได้รับผลกระทบจนต้องตัดโควตาความช่วยเหลือลงแค่ไหน เผลอๆ เราต้องสังเกตนโยบายใหม่ของสหรัฐอเมริกาด้วยเกี่ยวกับการที่เอ็นจีโอเหล่านั้นจ่ายเงินอุดหนุนไทยเรื่องการป้องกันรักษาการติดเชื้อ HIV ตอนนี้ก็ได้แต่ภาวนาว่าอย่าให้อะไรๆ มันเลวร้ายลงไปกว่านี้เลย แบบว่าเปิดจำนวนผู้ติดเชื้อหน้าใหม่ในไทยปี 63 ขึ้นมายอดผู้ติดเชื้อดันพุ่งขึ้นกว่าปี 62 แบบนั้นไม่เอา

สิ่งที่ต้องคิดถึงในเรื่องของ HIV ในภาวะที่มีโควิดระบาดคือ “การตรวจคัดกรองน้อยลงหรือไม่” เนื่องจากการเข้าตรวจในสถานพยาบาลยุ่งยากขึ้น หลายคนก็ท่องคาถาไม่รู้คือไม่เป็นเอาซะอย่างนั้น และที่สำคัญที่รัฐไทยควรหันมาให้ความสนใจคือ อัตราการติดเชื้อจากการใช้ยาเสพติดแบบเข็มร่วมระหว่างมีเพศสัมพันธ์ ( chem sex ) ในไทยนั้นเพิ่มมากขึ้น ปัญหายาเสพติดในไทยเขาก็รู้กันว่ามันรุนแรง มีบางกลุ่มที่ใช้ยาเสพติดแบบเข็มเพื่อเพิ่มอารมณ์ทางเพศด้วย



พอมันใช้เข็ม เลือดสัมผัสเลือดโอกาสติดมันก็ยิ่งมีสูงมากขึ้น ตรงนี้หน่วยงานด้านสาธารณสุข ด้านการปราบปรามยาเสพติด หรือเอ็นจีโอต้องมีกุศโลบายในการจัดการแก้ไขปัญหา ที่สำคัญคือคนใช้เข็มพวกนี้หลายคนกลัวความผิดทางกฎหมาย ก็ต้องทำให้คนพวกนี้สมัครใจเข้าเลิกยาและสมัครใจจะป้องกันตัวเอง โดยไม่ต้องกลัวความผิดทางกฎหมายตามมา กลุ่ม chem sex นี่เป็นเป้าสำคัญที่ควรรณรงค์ เพราะเห็นนัดกันทางโซเชี่ยลฯ ง่ายเหลือเกิน

ส่วนเรื่องการตรวจรักษานั้น เรายึดหลักตามองค์กรอนามัยโลกคือสูตร 90 90 90 คือกลุ่มที่ตรวจพบติดเชื้อเป็น 90 แรก กลุ่มที่เข้ารับยาต้าน เป็น 90 ที่สอง และกลุ่มที่รับยาต้านจนอยู่ในภาวะไม่แสดงอาการและไม่แพร่เชื้อ (undetectable= untransmittable U=U ) เป็น 90 ที่สาม แต่จากการประชุมองค์กรเอ็นจีโอ M-CAB ครั้งที่ผ่านมา พบยอดรายงานของไทย เป็น 92 78 76 เท่ากับว่า มีกลุ่มที่พบว่าติดเชื้อแต่ไม่ได้รับยาต้านอยู่เป็นจำนวนมาก (ไม่รู้ว่าเพราะโควิดหรือไม่)

การเปิดโอกาสให้สามารถรับยาได้สะดวกจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ และต้องประชาสัมพันธ์จูงใจเรื่องสุขภาพให้เชื่อว่าการติดเชื้อ HIV ไม่ทำให้ตัวเน่าตาย ไม่ทำให้ถูกตีตราถ้ารับยาต้านสม่ำเสมอจน U=U นอกจากนี้ เรื่องการตรวจก็มีนวัตกรรมใหม่เข้ามา จากเดิมที่มีการตรวจ HIV โดยการเจาะเลือดเท่านั้น ขณะนี้มีอุปกรณ์ตรวจชนิดที่ใช้เนื้อเยื่อจากกระพุ้งแก้มและจากคอฟันตรวจได้ โดยเอาเนื้อเยื่อตรงนั้นแหละมาทาบริเวณตัวเทสต์ และจะปรากฏผลตรวจ

ตัวนี้ยังคงเป็นผลิตภัณฑ์ในการทดลองอยู่ ต้องเสี่ยงมา 3 เดือนจะตรวจพบ โดยจะเริ่มแจกจ่ายไปยังร้านสะดวกซื้ออย่างร้าน Boots ที่มีเภสัชกรคอยให้คำแนะนำกับผู้ตรวจเชื้อได้ ซึ่งเหมือนผลการทดลองรอบแรกจะยังไม่เป็นที่พอใจนักเนื่องจากเภสัชกรที่มีความรู้ในการอธิบายยังมีน้อย และกลุ่มตัวอย่างที่รับเครื่องไปใช้และรายงานผลกลับมาก็ยังมีน้อยอยู่ อีกทั้งมีโอกาสเป็นดาบสองคมที่ถ้าตรวจพบแล้วเกิดความกลัว ความอาย ไม่เข้าระบบรักษาก็จะเป็นปัญหาอีก

1 ธ.ค.นี้เป็นวันเอดส์โลก ก็หวังให้สถานการณ์ผู้ติดเชื้อหน้าใหม่น้อยลงจนบรรลุเป้าหมายไม่มีผู้ติดเชื้อใหม่ได้เร็วที่สุด ซึ่งขึ้นอยู่กับแต่ละคนด้วยว่าจะเอาตัวเองไปเสี่ยงแค่ไหน. 
..........................................
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย "บุหงาตันหยง"

ขอบคุณภาพจาก : Pixabay

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%