อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 3 ธันวาคม 2563

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 3 ธันวาคม 2563

การเมืองไทยเอาไงต่อ หรืออยู่ภาวะติดเดดล็อก

ถ้าจะนับช่วงเวลากันจริงๆ ก็น่าจะหลายเดือนแล้วที่กลุ่มผู้ชุมนุมซึ่งเปลี่ยนชื่อไปเรื่อยๆ สุดท้ายกลายเป็นกลุ่มราษฎร ออกมาเคลื่อนไหวเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง โดยยื่นเงื่อนไข 3 ข้อ คือ 1. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และ รมว.กลาโหม ต้องลาออกและยุบสภาเลือกตั้งใหม่ 2.ต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และ 3. ต้องมีการปฏิรูปสถาบันฯ ซึ่งเป็นเรื่องที่ “เข็ดเขี้ยวเสียวฟัน”กับหลายกลุ่มอยู่ที่มีการพาดพิงสถาบัน พฤหัสบดีที่ 12 พฤศจิกายน 2563 เวลา 08.00 น.


อย่างที่เคยเล่าสู่กันฟังไปว่า ทางกลุ่มผู้ชุมนุมเอง ยื่นข้อเสนอ 10 ข้อโดยอ้างว่า “เพื่อความโปร่งใสตรวจสอบได้” และไม่มีการอ้างสถาบันในการใช้ “อำนาจนอกระบบ” อีก พูดง่ายๆ ภาษาบ้านๆ คือ “ไม่ต้องการให้สถาบันมีส่วนในการเซ็นรับรัฐประหารที่จะเกิดอีกในอนาคต” ซึ่งประเทศไทยนี่รัฐประหารถี่จนบางประเทศในแอฟริกาอายเอาแล้ว และข้ออ้างในการรัฐประหารก็มักจะมีประเด็นเรื่องการละเมิดสถาบันมาอ้าง

แต่มันเป็นสิ่งที่ต้องปะทะสังสรรค์ทางความคิดค่อนข้างมากกับกลุ่มอนุรักษนิยม ที่เห็นว่า สถาบันเป็นส่วนหนึ่งขององค์ประกอบความเป็นรัฐชาติของไทย และถือเป็นของสูงหรือสมมุติเทพ ( ตามคติเขมรที่เรายึดมา ) จึงถือว่า “สถาบันอยู่เหนือการเมืองแต่ไม่ได้อยู่เหนือรัฐธรรมนูญ” จากข้อเสนอบางข้อใน 10 ข้อ ทางไอลอว์ก็บอกว่า “สามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญในหมวด 2 ได้” แต่หลายๆ ข้อเช่นการรับเงินถวายฯ นี่เป็นประเพณีปฏิบัติที่ไปยุ่งไม่ได้

ซึ่งการถกเถียงเรื่องสิ่งที่เป็นจารีตนี้ต้องใช้การสื่อสารโน้มน้าวใจที่ละมุนละม่อม และชี้ให้เห็นถึงความจำเป็น เพราะเอาแต่ความรุนแรง ความหยาบคายเข้ามาพูดกัน จะทำให้ขั้วอนุรักษนิยมยิ่งไม่ยอม และพาลคิดไปอีกว่า “ต่อไปพวกเรียกร้องจะต้องทำตัวได้คืบเอาศอกอีก” แต่การเรียกร้องที่หลายคนปรามาสว่ามีแต่ความหยาบคาย ก็เป็นเพียงแค่วิธีที่กลุ่มที่ไม่มีกำลังกองทัพในมือ ไม่มีอาวุธ สามารถ “แสดงพลังหรือท่าที” ของตัวเองได้มากที่สุด

เรื่องสถาบันยังต้องเถียงกันอีกยาว เคยได้ยินนักวิชาการบอกว่า “คำว่าให้มันจบที่รุ่นเราไม่ได้แปลว่ามันจะเสร็จในปีเดียว” ซึ่งก็แน่นอนว่า ข้อเรียกร้องอะไรเหล่านี้มันไม่ได้จบลงในเวลาอันสั้นแน่ๆ แต่ปัญหาคือการสื่อสารกันอย่างไรที่จะไม่ทำให้เกิดความเกลียดชังระหว่างสองขั้ว คือเสรีนิยมกับอนุรักษนิยม แล้วมีการประดิษฐ์วาทกรรมสร้างความเกลียดชังใส่กัน เพราะสุดท้ายแล้วจะนำไปสู่ความรุนแรง ซึ่งไม่มีใครอยากให้เกิด



ความรุนแรงก็ไม่รู้จะจบลงตรงไหน จะให้เหมือนฮ่องกงมันก็ไม่ใช่สิ่งที่พึงประสงค์นักหรอก เพราะที่สุดแล้วนักกิจกรรมอะไรต่างๆ ก็ถูกไล่ล่าจับกุมเด็ดขาดจากทางการจีน แต่ประเทศไทยคงเทียบกับจีนซึ่งเป็นมหาอำนาจไม่ได้ เพราะในภาวะ “โลกล้อมประเทศ” แบบนี้ถ้าเกิดอะไรละเมิดสิทธิมนุษยชนขึ้นมา มีโอกาสที่ต่างชาติจะบอยคอตหรือแทรกแซงไทย โดยเฉพาะมีคนให้จับตาการเปลี่ยนผู้นำอเมริกันไว้เลยว่า เดโมแครตนี่มีโอกาสแทรกแซงได้มาก

ทุกวันนี้เวลาเจอใครถาม หลายเสียงมักจะถามง่าย ๆ ว่า “มันจะจบอย่างไร” ซึ่งเป็นคำถามง่ายแต่ให้คำตอบยากเอามากๆ เหมือนกันเพราะว่าการเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ชุมนุมสายเสรีนิยมหรือกลุ่มราษฎรเที่ยวนี้มันไม่ได้เหมือนการเคลื่อนไหวของม็อบในอดีตที่มีแกนนำชัดเจน และที่สำคัญคือ ม็อบในอดีตตั้งแต่ประมาณปี 48 ( ม็อบพันธมิตรฯ ) ก็ไม่ได้มีการเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงจารีตประเพณีเรื่องสถาบัน

จากข้อเรียกร้องของกลุ่มราษฎร ข้อที่ดูจะทำได้ง่ายที่สุดคือข้อสอง การแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยให้แก้ไขในมาตรา 256 ที่มีการยื่นเรียกร้องให้ “ยกร่างใหม่ทั้งฉบับ”เลยด้วยซ้ำโดยการแก้ให้มีการตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ มีการยื่นเสนอให้แก้ไขมาตรานี้ทั้งสิ้น 3 ญัตติ คือของรัฐบาล ( ซึ่งมีโมเดล ส.ส.ร.จากการเลือกตั้งและสรรหา ) ของฝ่ายค้าน และของภาคประชาชนที่ผ่านการเข้าชื่อจากกลุ่มไอลอว์เป็นผู้รวบรวม

ทีนี้ การแก้รัฐธรรมนูญก็ “งอแง” กันตั้งแต่สมัยประชุมสภาที่ผ่านมา ที่ไม่มีการลงมติรับหลักการในวาระแรกก่อนปิดสภา แต่ให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาว่าสามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญได้หรือไม่ ซึ่ง..ฟังดีๆ..ข้อเสนอของกรรมาธิการก็ไม่ถือเป็นข้อผูกมัดและเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ยืนยันรับรองการแก้ไขมาตรา 256 ได้ เป็นแค่ความเห็นจากภาคส่วนต่างๆ เห็นนายวิรัช รัตนเศรษฐ ประธาน กมธ.วิสามัญบอกรวมมาได้ตั้ง 400 หน้า



พอเปิดสภา คราวนี้วาระแก้ไขรัฐธรรมนูญเตรียมจะเข้าสู่การพิจารณา “วาระแรก” อีกรอบ หลังจากลงมติไม่ได้ แต่คาดว่าคงไม่อภิปรายกันยาวแล้ว ยกเว้นอภิปรายร่างของไอลอว์ซึ่งเป็นร่างใหม่ แล้วจะลงมติทุกร่างให้แล้วเสร็จ ซึ่งคาดว่าจะมีการอภิปรายและลงมติได้ในวันที่ 17-18 พฤศจิกายนนี้ จากนั้นก็มีการตั้งกรรมาธิการศึกษาราว 30-45 วันก่อนแล้วจึงนำเข้าสู่สภา วาระสองและสามตามลำดับ แล้วทีนี้ก็เถียงกันอีกว่า “ต้องทำประชามติไหม”

เพราะการแก้ไขมาตรา 256 มันอยู่ในหมวดที่จำเป็นต้องทำประชามติ ซึ่งการแก้ไขมาตรา 256 นี้มันมีทั้งในร่างของรัฐบาล ฝ่ายค้าน และภาคประชาชน ก็เกิดปัญหาขึ้นมาอีก เพราะฝั่ง ส.ว.โดย นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ ออกมาให้ข่าวว่า “อาจต้องยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความก่อน ว่า มาตรา 256 นี่คือการให้แก้รัฐธรรมนูญได้รายมาตรา หรืออนุญาตให้มีการยกร่างใหม่ทั้งฉบับ” เหตุผลคือเขากลัวว่าถ้าต่อไปมีคนร้องศาลรัฐธรรมนูญแล้วยกร่างใหม่ไม่ได้ คนโหวตจะซวย

ทำให้ล่าสุดมี 47 ส.ว. ร่วมกับ ส.ส.พลังประชารัฐอีก 25 คน “ดึงเช็ง” อีกว่าเตรียมจะเข้าชื่อยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญให้ตีความตรงนี้ให้เรียบร้อย ซึ่งความยุ่งยากที่เกิดขึ้นนี่ทำให้รู้สึกหมั่นไส้ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ ( กรธ.) ขึ้นมาตงิดๆ ที่บอกง่ายๆ ว่า “มีหน้าที่เขียน ไม่ได้มีหน้าที่ตีความ” ทำอะไรมันก็คงจะเรียกว่า เหมือน “กินน้ำเห็นปลิง” อยู่อย่างนี้แหละ คือมันมีความอางขนางใจกันว่าจะทำได้หรือไม่

ก็เลยมีข้อเสนอออกมาก่อนหน้านี้อีก แต่เงียบๆ ไปแล้วว่า คณะรัฐมนตรี ( ครม.) มีอำนาจในการทำประชามติได้ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 166 ที่ว่า ในกรณีที่มีเหตุอันสมควร คณะรัฐมนตรีจะขอให้มีการออกเสียงประชามติในเรื่องใดอันมิใช่เรื่องที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือเรื่องที่เกี่ยวกับตัวบุคคลหรือคณะบุคคลใดก็ได้ ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ ...เช่นนี้แล้วก็ให้ ครม.ตั้งคำถามประชามติเอาก็ได้ว่า “ต้องการให้ยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่”



แล้วก็คงจะต้องเสียงบประมาณในการทำประชามติทั้งตามมาตรา 166 และทำประชามติในการแก้ไขมาตรา 256 ส่วนกฎหมายประชามตินั้นยังไม่ออก แต่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ บอกว่า ออกเป็นพระราชกำหนดก่อนได้ แล้วต่อมาค่อยออกเป็นพระราชบัญญัติ ซึ่งทางฝั่งฝ่ายค้านเขาก็เกรงว่า กฎหมายประชามติจะมีการกลั่นแกล้งกันอีกว่า ถ้ารณรงค์เห็นต่าง ( ซึ่งเป็นสิทธิตามระบอบประชาธิปไตย ) ไม่ได้ ก็จะไม่เป็นธรรม.. เลยจะเสนอร่างประกบ

ที่เขียนมาคงพอเห็นภาพคร่าวๆ ถึงความ “เยอะ” ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ถ้าไม่แก้ไขก่อนก็เห็นจะให้เลือกตั้งยาก เพราะกติกาเดิมก็ไม่ได้รับการยอมรับ ที่สำคัญคือ ส.ว.นี่อยู่ตามบทเฉพาะกาล 5 ปี ถ้าจะให้นายกฯ ลาออกและยุบสภา สุดท้ายเลือกเข้ามาได้คนเดิม พวกกลุ่มราษฎรคงไม่อยู่เฉยอีก ทางออกอะไรมันต้องใช้เวลา ในเรื่องการทำประชามตินี่ก็เหมือนกันที่ดูท่าทีเหมือนกับว่า ต้องการให้คณะกรรมการปรองดองชุดใหม่ที่จะตั้งเป็นคนสรุปคำถาม

แต่ละข้อที่เป็นข้อเสนอมันก็มีปัญหาทั้งนั้น ก็ขอให้มีความหวังกันและทำอะไรโดยผ่านระบบรัฐสภาแล้วกัน.

คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย "บุหงาตันหยง"

 
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    100%