อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 30 ตุลาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 30 ตุลาคม 2563

ตอบคำถามนางงามอย่างไรให้ "งามรูป งามวิชา วาจาหาญ"

เวทีนางงาม หรือที่เขาเรียกล้อเล่นกันว่า “เวทีขาอ่อน”นั้น พยายามพัฒนาจากภาพลักษณ์ของการเป็นเวทีวัตถุทางเพศ มาเป็นเวทีที่ประกาศศักยภาพของผู้หญิง ให้กำลังใจและสร้างพลัง ( empower ) ผู้หญิงด้วยกันเองมากขึ้น ซึ่งการแสดงออกถึงศักยภาพ เขาไม่ได้ดูแค่มาดนางงามว่าสวยเฉี่ยว เป็นตัวของตัวเอง แต่การแข่งรอบสำคัญที่กลายเป็นที่พูดถึงทั้งประเทศหลังประกวดคือรอบตอบคำถาม ห้าคนสามคนสุดท้ายว่าไป พฤหัสบดีที่ 15 ตุลาคม 2563 เวลา 08.00 น.


เวทีนางงามที่พยายามชูประเด็นศักยภาพหญิงตรงนี้ และเป็นเวทีดังก็เห็นอยู่สามเวทีหลักๆ คือ มิสยูนิเวิร์ส , มิสเวิลด์, มิสแกรนด์ ก็มีผู้จัดกันไปคนละเจ้า ปีนี้มิสเวิลด์งดจัดเพราะภาวะโควิด ของไทยเลยเหลือสองเวที ความที่สื่อสมัยนี้มีแพลทฟอร์มอย่างอินเตอร์เนต ดูยาว ดูย้อนหลังได้ ทำให้การประกาศศักยภาพว่า “คนไหนคือนางงามมีของ” ก็ประกาศกันชัดๆ ออกสื่อตั้งแต่รอบคัดตัว บางคนเกิดตั้งแต่รอบคัดตัวอย่างปีนี้ที่เวที MU เขาฮือฮา “เฌอเอม ชญาธนุส” มาก

นางงามเดี๋ยวนี้ก็เหมือนนักกีฬา คือถูกฝากความหวังเรื่องการเป็น “ตัวแทนของรัฐชาติ” ไว้สูง ของชาติไทยนั้นเป็นกรณีพิเศษ คือ ถูกจับตาเรื่องขั้วความเห็นทางการเมืองเป็นฝ่ายซ้ายฝ่ายขวาด้วย ในช่วงที่มีความขัดแย้งทางการเมืองเช่นนี้ เราถึงได้เห็นการ “เอาใจแฟนคลับคนรุ่นใหม่” โดยการที่นางงามเวทีมิสแกรนด์ดจมตีนายกรัฐมนตรีออกทีวีระหว่างประกวด ซึ่งก็ไม่รู้ว่าต่อไปเวทีจะรับงานอีเวนท์ที่ต้องไปโชว์ตัวที่ทำเนียบรัฐบาลได้หรือเปล่า

การเป็นตัวแทนของรัฐชาติในมิติของนางงาม คือความสวยและสมอง ให้รู้ว่า “หญิงไทยไม่ได้ด้อยกว่าชาติอื่นในโลก” ถ้าเกิดดันมง ( เป็นสแลงมาจากคำว่าได้มงกุฎ ) ขึ้นมาในเวทีโลก ก็สามารถทำงานหรือโชว์ศักยภาพ ไปถึงสร้างภาพลักษณ์อันเป็นที่จดจำไปอีกนานแสนนานได้ เหมือน “ปุ๋ย ภรณ์ทิพย์ นาคหิรัญกนก” ที่ปัจจุบันเด็กรุ่นหลังๆ แม้เกิดไม่ทันเธอก็ยังทราบว่า บุคลิกของปุ๋ยคือนางงามรักเด็ก ทำโครงการสำหรับเด็ก



เมื่อวันเสาร์ที่ 10 ต.ค.ที่ผ่านมา ก็มีการประกวดมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ ( MU )  คอนางงามก็ตั้งใจดูคนของตัวเองขึ้นเวทีตอบคำถามต่างๆ ว่าจะ “สมมง” หรือ “บ้ง”( แปลว่าตอบพลาด ) ก็เห็นว่า ปีนี้คำถามเวที MU ค่อนข้างที่จะหลีกเลี่ยงประเด็นให้นางงามแสดงความเห็นทางการเมือง เขาอาจขอเป็นกลางไว้ก่อนดีกว่าเพราะไม่อยากให้ถูกโจมตีเวลามีงานที่เกี่ยวกับภาครัฐจ้างขึ้นมา และจริงๆ ผู้หญิงก็แสดงความเห็นเกี่ยวกับเรื่องอื่นได้ที่ไม่ใช่ความไม่เท่าเทียมทางเพศ

ก็รู้สึกว่า น้องๆ บางคนเธออาจตื่นเต้นกับเวทีอย่างมาก ( และดูตื่นเต้นมากกว่าปีกลายที่ฟ้าใส –ปวีณสุดา ดรูอิ้น ประกวดเสียอีก ) เลยตอบคำถามผิดๆ ถูกๆ ไม่ค่อยจะตรงนัก อย่างเช่นมีอยู่รายหนึ่งถูกถามทำนองว่า “ถ้ามีคนดูถูกว่าการประกวด MU ไม่ได้สร้างคุณค่าอะไรแก่หญิงไทย คุณจะตอบโต้ว่าไง” ซึ่งเธอก็ตีโจทย์ผิด ไปตอบว่า การประกวด MU ของไทยควรเปิดโอกาสให้ LGBT เข้าประกวด ( จริงๆ ตอบแค่สาวข้ามเพศหรือ Trans ไม่ใช่เหมามาทั้ง LGBT )

จริงๆ เธอก็ควรตอบใจกว้างไปว่า นางงามปัจจุบันไม่ได้เรียกร้องแค่รูปลักษณ์ความสวยงาม หรือดูเป็นวัตถุทางเพศ  เช่นคนที่มงมิสยูนิเวิร์สปีที่แล้วคือ Zozibini Tunzi หรือที่คนไทยตั้งชื่อให้ว่าตุ่นศรี ก็บอกทำนองว่า ความงามของเธอไม่ได้รับการยอมรับเท่าไร ( และถามมาหลายๆ คนเขาก็บอกตุ่นศรีนี่ไม่ใช่คนดำที่สวย ) แต่ความเป็นนางงามคือหาคนบุคลิกดึงดูดที่มีความงามจากภายใน  เวทียกระดับให้ผู้หญิงสามารถรณรงค์หรือส่งต่อพลังใจในเรื่องต่าง ๆให้แก่กันได้

คำถามต่อมาที่น่าสนใจคือ “ถ้าคุณเล่นการเมืองแล้ว คุณอยากดำรงตำแหน่งอะไร ?”อันนี้รู้สึกจะเป็นน้องวีณา ขวัญใจคอนางงามหลายคนได้ตอบ เธอตอบไปว่าเธออยากเป็นนายกรัฐมนตรีหญิง แต่เหมือนกับเธอลืมขยายความไปว่า การเป็นนายกฯ หญิงของเธอเธอจะพัฒนาบทบาทและศักยภาพสตรีอย่างไร คงเห็นว่ามันเป็นตำแหน่งที่ใหญ่ที่สุด และหลายประเทศก็มีผู้นำหญิง ขนาดประเทศที่ค่อนข้างเหยียดเพศอย่างอินเดีย ก็ยังเคยมีผู้นำหญิง



นายกฯ เป็นตำแหน่งที่ใหญ่เกินไปเพราะต้องขับเคลื่อนการพัฒนาไปทั้งประเทศ ถ้าเธอย่อสเกลให้เล็กลงหน่อยจะสวยมาก โดยอาจบอกว่า ขอเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ( พม.) เพราะดูแลกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว ซึ่งเป็นกรมที่มีบทบาทในการส่งเสริมพลังหญิงในหลายระดับ เช่น การช่วยเหลือผู้หญิงที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงในครอบครัว การมีบ้านพักหญิงฉุกเฉิน

ไปจนถึงการสร้างความเท่าเทียมชายหญิง เพราะกรมกิจการสตรีฯ นี่รับผิดชอบเรื่องการปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ.2558 ซึ่งถ้าผู้หญิงถูกกีดกันถูกเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งเพศสภาพ สามารถร้องต่อคณะกรรมการที่ดูแลได้ และกรมกิจการสตรีฯ ยังสามารถออกแคมเปญอะไรเพื่อสร้างพลังหญิงในการให้กำลังใจกัน ส่งเสริมศักยภาพทางด้านต่างๆ ได้ มันเป็นสิ่งที่เขารับผิดชอบโดยตรง

คำถามต่อมา พรฟ้าที่เป็นตัวเก็งโดน คือเรื่อง “เราจะแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำอย่างไร” เธอคงตื่นเวทีไปหน่อยเธอจึงตอบว่าสามารถแก้ได้ที่ตัวเราเอง ทั้งที่จริงๆ แล้วเรื่องความเหลื่อมล้ำนั้นมันเป็นเรื่องเชิงนโยบาย ที่ควรจะต้องไปพูดถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายลูกอื่นๆ ให้เกิดการกระจายทรัพยากรที่เป็นธรรม จัดเก็บภาษีเป็นธรรมและไม่ให้มีการผูกขาดกิจการบางชนิด เช่นน้ำเมาที่มีผูกขาดอยู่สองสามเจ้า ปิดทางผู้ผลิตรายใหม่

ไปจนถึงคำถามสามคนสุดท้าย ในปีก่อน ปีของฟ้าใส-ปวีณสุดา ถามถึงเรื่องการประคองเรือนต่อไปอย่างไรเพื่อลูก ถ้าพ่อแม่ไม่ได้รักกันแล้ว มันก็สามารถตอบแบบให้กำลังใจหญิงที่อยู่ในภาวะแบบนั้นได้ เป็นคำถามประเภท empower ผู้หญิง แต่พอมาคำถามปีนี้ดูฟังแล้วปูเลี่ยนๆ ถามว่า “วัดอรุณราชวราราม เป็นแลนด์สเคปของไทย แล้วถ้าตัวคุณไปเวทีโลก จะแสดงออกซึ่งความเป็นไทยอย่างไร” คือคำถามมันเชยระเบิด

ประเทศไทยนี่ไม่ใช่ประเทศที่ไม่เป็นที่รู้จักของชาวโลก ยิ่งพวกสายนางงามแล้วรู้ด้วยซ้ำไปว่าแฟนนางงามไทยตบตีกับแฟนนางงามฟิลิปปินส์กับเวเนซูเอล่ากันสนุกสนานทุกปี ประเทศไทยมีชื่อเสียงระดับโลกหลายๆ อย่างทำไมจะต้องหาอะไรไปพรีเซนต์ความเป็นไทยอีก คำถามยังกะเพิ่งเปิดประเทศแล้วต้องไปขายบนเวทีโลก ซึ่งน้องอแมนด้า นางงามที่ชนะเขาก็ตอบประมาณว่า แม้เขาจะเป็นลูกครึ่งก็สามารถนำเสนอความเป็นไทยได้

จริงๆ คำถามนี้ถ้าเธอจะตอบให้ไม่ซ้ายจัดหรือขวาจัดเกินไป และส่งเสริมการท่องเที่ยวก็น่าจะตอบว่า “บุคลิกของไทยคือความสนุกสนานและสีสัน” ไทยมีสถานที่ท่องเที่ยวที่ดีงามทั้งทางธรรมชาติ ทางด้านวัฒนธรรม และในขณะเดียวกันเรามีสถานที่ท่องเที่ยวกลางคืนแบบสุดเหวี่ยง จนกลายเป็นบุคลิกของไทยในหนังต่างประเทศหลายเรื่อง ประเทศไทยเราเปิดกว้างต่อกลุ่มหลากหลายทางเพศ รับนักท่องเที่ยวอย่างเปิดกว้างและเป็นมิตร



การตอบคำถามนางงามนี่ถูกคาดหวังมากขึ้น นางงามต้องทำการบ้านทั้งการศึกษาการเคลื่อนไหวของกระแสพลังหญิง ไปจนถึงเรื่องจิปาถะรอบตัว ตอบได้สั้น ตรง สวย และต้องหัดมีความเห็นในเชิงที่จะทำอย่างไรถึงจะสร้างสรรค์สิ่งที่พวกเธอพูดได้อย่างเป็นรูปธรรม อีกทั้งคนชนะถ้าให้เป็นที่จดจำต่อไปก็ต้องมีการเคลื่อนไหวทางสังคมต่อในประเด็นที่ตัวเองสนใจ เพราะในช่วงดำรงตำแหน่งแค่ปีเดียวไม่มีงานออกคนก็ไปสนใจดราม่าอื่นกันแล้ว

ก็จบลงที่ขออวยพรให้น้องอแมนด้าคว้ามงโลกมงสามมาได้สำเร็จก็แล้วกัน.

.............................................
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง”

 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%