อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 30 ตุลาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 30 ตุลาคม 2563

อย่าลืมใส่หน้ากาก ​​​​​

ตอนนี้ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แกติดโควิด-19 ไปแล้ว ต้องเข้าไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลวอลเตอร์ รีด ซึ่งเป็นโรงพยาบาลกองทัพของอเมริกาว่ากันว่าเป็นโรงพยาบาลที่ดีที่สุดในประเทศเลย พุธที่ 7 ตุลาคม 2563 เวลา 12.00 น.


สถานการณ์โควิด-19 ยังวิกฤตินะครับ หนอนโรงพักยังต้องพกหน้ากากแมสก์ใส่เป็นประจำ ดังนั้นพี่น้องชาวไทยและชาวโลกทุกคนอย่าลืมใส่แมสก์และหมั่นล้างมืออย่างสม่ำเสมอนะครับ เพราะตอนนี้ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แก ติดโควิด-19 ไปแล้ว ต้องเข้าไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลวอลเตอร์ รีด ซึ่งเป็นโรงพยาบาลกองทัพของอเมริกาว่ากันว่าเป็นโรงพยาบาลที่ดีที่สุดในประเทศเลย

เจ้าโรงพยาบาลวอลเตอร์ รีด นี่ ใครคุ้นเคยกับประวัติศาสตร์การเมืองไทย จะทราบว่าเคยมีอดีตนายกรัฐมนตรีไทยท่านหนึ่งเคยเข้ารักษาตัวที่รพ.แห่งนี้ ผู้นั้นก็คือจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ซึ่งแพทย์รพ.แห่งนี้บอกว่าจอมพลผ้าขาวม้าแดงคนนี้จะอยู่ได้ไม่เกิน 5 ปี ในขณะรักษาตัวนี้สหรัฐอเมริกาออกค่าใช้จ่ายให้จอมพลสฤษดิ์ทั้งหมด และหลังจากเดินทางกลับไทย จอมพลคนนี้ก็ตัดสินใจทำรัฐประหาร กำเนิดมาตรา 17 อันอื้อฉาว พร้อมกับวาทะว่า “ข้าพเจ้าขอรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว” และนำประเทศไทยเข้าสู่ประชาธิปไตยแบบไทยไทยท่ามกลางวิกฤติสงครามเย็น

5 ปีผ่านไปจอมพลสฤษดิ์ก็ถึงแก่อสัญกรรม ตรงตามที่แพทย์ของรพ.แห่งนี้คาดการณ์ไว้ นับเป็นนายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียวในตอนนี้ที่เสียชีวิตขณะดำรงตำแหน่ง

นับเป็นเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยของโรงพยาบาลวอลเตอร์ รีด กับประเทศไทย ที่เล่าสู่กันฟังนิดหน่อย แล้ขอกลับเข้าเรื่องปัจจุบันทันด่วนกับอาการป่วยของทรัมป์ในครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 39 ปีที่ประธานาธิบดีอเมริกาปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้ โดยครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อปี 1981 เมื่อประธานาธิบดีเรแกนถูกยิงโดยชายเพี้ยนได้รับบาดเจ็บสาหัสต้องรักษาตัวยาวนาน ช่วงนั้นตามรัฐธรรมนูญอเมริกา รองประธานาธิบดีก็ทำหน้าที่แทน และหากประธานาธิบดีอเมริกาเสียชีวิต ก็จะเป็นรองประธานาธิบดีขึ้นดำรงตำแหน่งแทนทันที

ความแตกต่างของ 2 กรณีนี้ คือการที่ทรัมป์ป่วยโควิดกับตอนเรแกนโดนยิงนั้น มันคนละบริบทกันนิดหน่อย เรแกนนั้นพึ่งจะดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีได้ไม่นาน ส่วนทรัมป์นั้นกำลังอยู่ในช่วงลุ้นหาเสียงเลือกตั้ง เพราะต้นเดือนพฤศจิกายนก็จะเลือกตั้งกันแล้ว คะแนนของทรัมป์ตามคู่แข่งอย่างโจ ไบเดน พอสมควร ช่วงนี้จึงต้องหาเสียงแบบระห่ำแตก ดังนั้นเราจึงเห็นว่าทรัมป์พยายามแสดงตัวว่ายังเข้มแข็ง คาดว่าคงอยู่โรงพยาบาลกันไม่นานแน่



แต่ก็มีผู้เชี่ยวชาญบอกว่าด้วยวัยของ ทรัมป์ ซึ่งแก่มากแล้วคือ 74 ปี เป็นวัยคนแก่ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงที่มีโอกาสเสียชีวิตจาก โควิด-19 ได้ ทีนี้สื่ออเมริกันก็เล่นข่าวกันอย่างน่าสนใจ จนดูเหมือนว่าจะแช่งทรัมป์ไปในตัวบ้างหรือนำเสนอทางเลือกอื่นหากประธานาธิบดีเป็นอะไรไป ก็คึกคักกันทีเดียว

อย่างไรก็ตามนิโคลัส คริสตอฟ คอลัมนิสต์ชื่อดังของ นิวยอร์ก ไทมส์ ก็อวยพรให้ทรัมป์หายป่วยไวๆ แล้วย้ำว่าขนาดทรัมป์ยังป่วยขนาดนี้ ดังนั้น โควิด-19 ไม่ใช่เรื่องเล่นแน่นอน บางฝ่ายก็บอกว่าทรัมป์จะเอาวิทยาศาสตร์ปลอมที่แกบอกว่ามันใช้รักษาโควิดได้ มารักษาตัวเองไหม

ก็นับเป็นเรื่องคึกคักในประเทศที่มีคนเสียชีวิตจากโควิดสูงสุดในโลก

การป่วยของประธานาธิบดีอเมริกา ทำให้คนอเมริกันตื่นตัวมาก ทางกรมตำรวจรัฐนิวยอร์กออกกฎบังคับให้ตำรวจทุกคนต้องใส่แมสก์ขณะอยู่ในที่สาธารณะหรือปฏิบัติงานทุกครั้ง หากไม่ทำตามจะถูกลงโทษทางวินัยอย่างแน่นอนกฎดังกล่าวเกิดขึ้นเพราะว่าตำรวจนิวยอร์กหลายคนไม่ใส่หน้ากากขณะทำงาน ซึ่งนิวยอร์กแม้จะวิกฤติทุเลาลงหากเทียบกับรัฐอื่น ๆ แต่ก็ยังไม่พ้นวิกฤติ ที่ผ่านมาคนวิจารณ์เรื่องตำรวจไม่ใส่แมสก์กันมาก

ทางผู้บัญชาการตำรวจของรัฐ ถึงขั้นใส่ชุดตำรวจออกแถลงการณ์ว่า ไม่ใช่แค่ปฏิบัติหน้าที่เท่านั้น ตอนอยู่ในกรม ที่ทำงานก็ต้องใส่ด้วย คือบางเหตุมันทำการเว้นระยะห่างทางสังคมไม่ได้ ก็ต้องใส่แมสก์ป้องกันแทน

แน่นอนว่าตำรวจก็บ่นกันครับ เพราะไม่ถนัด เวลากินข้าวกินน้ำ มันไม่สะดวก ต้องดึงหน้ากากขึ้นลง แถมคนที่ใส่แมสก์แรก ๆ จะรู้ว่า ใส่แล้วมันหายใจลำบากมากขนาดไหน

แต่คำสั่งออกมาแล้ว แม้จะไม่ระบุว่าถ้าไม่ใส่แมสก์นั้นจะโดนลงโทษแบบไหน แต่คาดว่าน่ามีตั้งแต่พักงานจนถึงไล่ออกเลย ซึ่งถามว่าทำไมมันต้องรุนแรงขนาดนี้ ก็เพราะไม่กี่วันก่อนผู้ว่าการรัฐนิวยอร์ก แกวิจารณ์ตำรวจตรง ๆ ว่าละเลยเรื่องแมสก์หลายฝ่ายก็เลยต้องรับลูกออกกฎบังคับกันอย่างเข้มข้นในตอนนี้ ซึ่งที่ผ่านมาอเมริกามีประท้วงเรื่องคนดำโดนตำรวจยิงตายมากมาย ช่วงโควิดแพร่ระบาด คนแห่กันมาประท้วง ซึ่งหลายคนใส่หน้ากาก แต่ตำรวจหลายคนไม่ใส่หน้ากาก ปะทะกันยิ่งเสี่ยงให้โรคแพร่ระบาดมากกว่าเดิมด้วย เรื่องนี้ทำให้ประชาชนบ่นตำรวจกันขรมเลย



ทั้งนี้มีหน่วยงานเก็บข้อมูลว่าตำรวจนิวยอร์กเสียชีวิตจากโรค โควิด-19 ไปแล้วถึง 46 รายด้วยกัน และในช่วงโควิดระบาดหนัก ๆ ในนิวยอร์กนั้น มีเจ้าหน้าที่ถึง 36,000 คนที่ป่วย ประมาณถึง 20% ของตำรวจในแผนกเลยและคาดว่าตัวเลขจะขยับไปเรื่อย ๆ เพราะวิกฤตินี้ยังไม่จบสิ้นเสียด้วย

ถามว่ามีคนไม่เห็นด้วยไหม ก็ต้องตอบว่ามันก็มีพวกสหภาพตำรวจซึ่งใหญ่เข้มแข็งมาก บอกว่าหน้างานตำรวจทำให้ลืมคิดถึงเรื่องการใส่แมสก์เป็นอันดับแรก ซึ่งตรงนี้คนก็บอกว่าพวกที่ไม่ใส่นะสาวกทรัมป์ที่มองว่าโควิดเป็นเรื่องเล็ก การใส่หน้ากากเป็นเรื่องของคนอ่อนแอ โควิดเป็นแผนสมคบคิดกันบลาๆๆๆๆ ทีนี้การไม่ใส่แมสก์มันไม่ได้อันตรายกับตัวเองที่อาจจะได้รับเชื้อ แต่มันยังอันตรายกับคนอื่นอีกด้วย

เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ตำรวจนิวยอร์กเท่านั้น แต่ตำรวจอเมริกาหลายคนไม่นิยมใส่หน้ากากกัน ถึงตรงนี้ก็เลยมีการเรียกร้องให้ใส่หน้ากากกันทั้งประเทศกัน

เขียนมาทั้งหมดก็เพื่อเน้นย้ำรณรงค์ให้ใส่แมสก์กันเถอะครับ ใส่กันทั้งโลกเลยก็ว่าได้ ไม่เป็นโควิดนะมันไม่เสียหาย แต่ถ้าติดเป็นมามันยุ่งแน่ ดังนั้นดูแลตัวเองไว้ก่อน ป้องกันไว้ก่อน ใส่หน้ากากกันเถอะครับ เพื่อคนอื่นและคนที่คุณรักและแอบรักทั้งหลายจะได้ปลอดภัยกัน

หนอนโรงพักขอจบบทความลงเพียงแค่นี้นะครับผม

ดูแลสุขภาพกันด้วยทุก ๆ คน สวัสดีครับ
................................................
คอลัมน์ : หนอนโรงพัก
โดย "ณัฐกมล ไชยสุวรรณ" 

เครดิตภาพ : REUTERS

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 115