อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 30 ตุลาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 30 ตุลาคม 2563

ผ่าอุบัติเหตุจุดเดิมซ้ำๆ สาย304-รัชดาศาลอาญาโค้งมรณะ

คำพูดที่ว่าอุบัติเหตุเป็นเรื่องเวรกรรมใช้ไม่ได้ในยุคนี้ แทบจะทุกพื้นที่มีซีซีทีวี มีกล้องหน้ารถ โทรศัพท์มือถือพร้อมบันทึกเหตุการณ์แบบเรียลไทม์ตลอดเวลา อุบัติเหตุจึงเป็นงานสืบสวนสอบสวนที่หาสาเหตุและวิธีแก้ไขได้ อังคารที่ 6 ตุลาคม 2563 เวลา 08.00 น.


รอบเดือนก.ย. ที่ผ่านมาเกิดอุบัติเหตุใหญ่ในพื้นที่จุดเดิมซ้ำๆ มีผู้เสียชีวิตรวมกันทั้ง 2 จุดถึง11ราย จุดแรกบริเวณโค้งศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ลำดับเหตุการณ์อุบัติเหตุในจุดนี้เกิดขึ้นวันที่ 16 ก.ย.รถกระบะสีดำเสียหลักชนเสาไฟฟ้าถนนรัชดาฯขาเข้าโค้งหน้าศาลอาญา เสียชีวิต 1 ราย 20 ก.ย.รถกระบะสีน้ำเงินเสียหลักชนเสาไฟฟ้าและต้นไม้โค้งศาลอาญา ขาเข้า แม่-ลูกวัย 2 ขวบ เสียชีวิต 2 ราย และ 26 ก.ย.ดีเจขับเก๋งชนเสาไฟฟ้าแรงสูงหัก แผงเหล็กกั้นเสียหาย โค้งศาลอาญา เสียชีวิต 1 ราย

จากสถิติในรอบ 9 เดือน (ม.ค.-ก.ย.63) เกิดอุบัติเหตุบนโค้งศาลอาญา 293 ครั้ง เสียชีวิต 5 ราย (ส.ค. 1 ราย และ ก.ย. 4 ราย)  บาดเจ็บ 152 ราย  เฉพาะเดือนก.ย.เกิดอุบัติเหตุรวม 41 ครั้ง



เดือนเดียวกันนี้ในวันที่ 26 ก.ย.เวลา 03.44 น. เกิดอุบัติเหตุใหญ่รถโดยสารชนรถพ่วงบริเวณแยกตัดใหม่ไชยมงคล บนทางหลวงหมายเลข 304 เส้นทางนครราชสีมา-กบินทร์บุรี ต.ไชยมงคล อ.เมือง จ.นครราชสีมา ทำให้มีผู้เสียชีวิต7 ราย เป็นคณะทัวร์อสม. จาก ต.น้ำใส อ.จตุรพักตรพิมาน จ.ร้อยเอ็ด มุ่งหน้าท่องเที่ยวเมืองพัทยา จ.ชลบุรี

คำพูดที่ว่าอุบัติเหตุเป็นเรื่องเวรกรรมใช้ไม่ได้ในยุคนี้ แทบจะทุกพื้นที่มีซีซีทีวี มีกล้องหน้ารถ โทรศัพท์มือถือพร้อมบันทึกเหตุการณ์แบบเรียลไทม์ตลอดเวลา อุบัติเหตุจึงเป็นงานสืบสวนสอบสวนที่หาสาเหตุและวิธีแก้ไขได้

กรณีแรกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) โดย .ดร.พิชัย ธานีรณานนท์ ประธานคณะอนุกรรมการสาขาป้องกันอุบัติเหตุทางถนนและการเสียชีวิต วสท. นำทีมลงพื้นที่ตรวจวิเคราะห์ทางวิศวกรรมบริเวณโค้งที่เกิดเหตุ พบว่า ถนนรัชดาฯมีขนาด 8 เลน (ฝั่งขาเข้า 4 เลน และฝั่งขาออก 4 เลน) ช่วงโค้งถนนถัดจากอุโมงค์ทางลอดแยกรัชโยธิน ผ่านซอยรัชดา 36 (เสือใหญ่อุทิศ) ถึงซอยรัชดา 32 มีรัศมีโค้งกว้างมาก รวมความยาว 1.5  กม. ลักษณะของอุบัติเหตุส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นเวลากลางคืนถนนโล่งจึงใช้ความเร็วเกินกฎหมายกำหนด หรือในขณะฝนตก



เดิมอุบัติเหตุบนโค้งศาลอาญามักจะเกิดฝั่งขาออก แต่หลังจากอุโมงค์ทางลอดแยกรัชโยธินสร้างเสร็จแทนแยกไฟแดงนั้น ทำให้บริเวณเกิดอุบัติเหตุส่วนใหญ่เปลี่ยนมาอยู่ฝั่งขาเข้าเมือง

เนื่องจากรถลอดอุโมงค์แยกรัชโยธินมักจะต้องเร่งความเร็วตลอดมาจนถึงโค้งถนน ซึ่งไม่มีกลไกชะลอความเร็วของรถลง ผู้ขับควบคุมรถได้ยาก

ดังนั้นสภาพที่ก่อให้เกิดอุบัติเหตุบริเวณทางโค้งรัชดาฯ เกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย ดังนี้ 1. ลักษณะทางโค้งรัชดาแบบโค้งหลังหัก (Broken Back Curve) คือ โค้งที่มีสองรัศมีโค้งซึ่งตรงกลางเชื่อมด้วยเส้นตรงสั้นๆ โดยธรรมชาติผู้ขับขี่เมื่อเข้าโค้งก็ไม่คิดว่าจะต้องปรับพวงมาลัย ทำให้ผู้ขับขี่ต้องใช้ความระมัดระวังอย่างมากที่จะควบคุมรถให้อยู่ในช่องจราจร  หรือหากขับมาด้วยความเร็วสูงกว่า 80 กม.ต่อชม.(หรือต่ำกว่ากรณีฝนตก) มักจะไม่สามารถควบคุมรถให้อยู่ในแนวช่องจราจรได้ ข้อเสนอแนะควรแก้ไขทางโค้งหลังหัก ให้เป็นทางโค้งเดียว โดยวิศวกรออกแบบที่เชี่ยวชาญ เพิ่มการนำทางโค้ง โดยติดตั้งเครื่องหมายจราจรบนผิวทางแบบสะท้อนแสงที่แนวด้านนอกขอบโค้ง

2. ไม่มีการยกโค้ง (Superelevation) ทำให้รถที่วิ่งเข้าสู่ทางโค้งด้วยความเร็วสูงกว่าความเร็วบังคับ จนไม่สามารถควบคุมรถให้วิ่งตามแนวเส้นทางได้ ข้อเสนอแนะ เพิ่มแรงด้านข้างบนล้อรถ Sideway Force โดยการยกโค้งด้านนอกให้สูง เพื่อบังคับล้อรถให้วิ่งเข้าโค้งได้อย่างปลอดภัย หรือวิธีอื่น เช่น ปูผิวด้วยหินเล็ก (Chip seal) เพื่อลดความเสี่ยงการเสียหลักหลุดโค้งออกไป

3. ขาดกลไกชะลอความเร็วของรถยนต์ (Traffic Calming) ทำให้รถที่วิ่งจากอุโมงค์ทางลอดเข้าสู่ทางโค้งด้วยความเร็วสูงกว่าความเร็วบังคับ  ข้อเสนอแนะ อาจทำได้หลายวิธี เช่นแบริเออร์ พลาสติกกั้นแต่ละเลนจราจรในช่วงโค้งอันตราย, การทำระบบดิจิทัลบอกความเร็วของรถที่วิ่งผ่าน



4. มีทางแยกเข้า-ออกซอย บริเวณทางโค้ง (ซอยรัชดา 36 เสือใหญ่อุทิศ) ซึ่งประชาชนผู้ขับขี่ไม่สามารถสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจน ข้อเสนอแนะ ควรพิจารณาปรับปรุงช่องจราจรและเครื่องหมายจราจรบริเวณก่อนทางเข้า-ออกซอย เพื่อช่วยให้รถที่วิ่งมาสามารถสังเกตเห็นทางเชื่อมบริเวณทางโค้งได้อย่างชัดเจนมากขึ้น หรือจัดช่องจราจรช่องซ้ายสุดให้เป็นช่องเลี้ยวซ้ายเข้าซอยรัชดา 36 เสือใหญ่อุทิศ

5. ราวเหล็กกันขอบทางเท้าไม่ได้อยู่ที่ขอบทางแต่มีระยะร่นจากขอบทาง 30 เซนติเมตร ซึ่งทำให้ประสิทธิภาพของราวเหล็กที่จะป้องกันอันตรายลดลงไป อีกทั้งราวเหล็กยังอยู่ชิดกับเสาไฟฟ้าอีกด้วย รถที่เสียหลักจะพุ่งเข้าชนขอบทางเท้าก่อนและจะเหินขึ้นไปชนราวเหล็กกันอันตรายนี้ควรพิจารณาจัดสร้างราวกันชนแบบคอนกรีตหุ้มวัสดุยางโดยต้องชิดขอบทางเท้า

6.พื้นผิวจราจร ในช่วงโค้งศาลอาญานี้ไม่เรียบ มีการสึกกร่อนของยางมะตอย เศษหินแตกออกมา ฝนตกจะมีหลุมน้ำขัง เหล่านี้มีส่วนทำให้รถที่วิ่งมาล้อแฉลบ

ข้อสรุปคร่าวๆของถนนรัชดา จะเห็นได้ว่าวิศวกรรมการออกแบบถนนไม่ปลอดภัย ต้นเหตุสำคัญมาจากการก่อสร้างอุโมงค์รัชโยธินเพื่อแก้ไขปัญหาจราจรติดขัด และสนับสนุนโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวเหนือ(หมอชิต-สะพานใหม่-คูคต)

ในทางกลับกันอุบัติเหตุ บนทางหลวงหมายเลข 304 กบินทร์บุรี พื้นที่นี้เคยเกิดเหตุลักษณะเดียวกัน เมื่อรถทัวร์จาก จ.กาฬสินธ์ุ ไปทัศนศึกษาภาคตะวันออก เมื่อเดือนมี.ค.61 ครั้งนั้นมีผู้เสียชีวิตถึง 19 ศพ



ล่าสุดผลสอบสวนอุบัติเหตุของศูนย์ปลอดภัยคมนาคม ที่ก่อตั้งได้ไม่นาน ทำงานเจาะลึกทางวิชาการด้านอุบัติเหตุ นายสุจิณ มั่งนิมิตร ที่ปรึกษาศูนย์ปลอดภัยคมนาคม ลงพื้นที่สืบสวนสอบสวนเคสอุบัติเหตุเพื่อหาแนวทางแก้ไข พบว่า รถบรรทุกพ่วงซึ่งวิ่งมาจาก จ.ลพบุรี และใช้ถนนเลี่ยงเมืองกำลังขับผ่านพ้นทางแยกถูกรถทัวร์ซึ่งวิ่งมาจากสาย 304 จาก จ.นครราชสีมา ชนส่วนท้ายตัวพ่วง ทำให้รถทัวร์พลิกตะแคงไถล คนขับและผู้อยู่แถวหน้ากระเด็นออกด้านหน้ารถทัวร์เสียชีวิต 4 ราย และเสียชีวิตในรถอีก 3 ราย

ตรวจสภาพถนนบริเวณที่เกิดเหตุเป็นสี่แยกใหญ่ ควบคุมจราจรโดยสัญญาณไฟ และในเวลากลางคืนปรับเป็นไฟกะพริบ สอบสวนอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นมาจากผู้ขับขี่หลับใน จากการยืนยันของผู้โดยสารที่รอดชีวิต



ดังนั้นข้อเสนอแนะต้องปฏิบัติตามกฏหมายคือพักทุก 30 นาที ทุก 4 ชม. ผู้ขับขี่ต้องอบรมทักษะขับขี่ปลอดภัยทุก 6 เดือน ผู้ขับขี่ต้องส่งรายงานการปฏิบัติงาน บันทึกข้อมูลการเดินทางของรถ ความเร็ว การหยุดจอดตลอดการเดินทาง ซึ่งจะผลต่อการพักงาน เส้นทางหลวงที่มีการหลับในบ่อยควรติดตั้งป้ายเตือนหลับในเป็นระยะ และควรนำเส้นเตือนหลับใน (Profile Marking ATP Road Marking)มาใช้งาน

จากนี้ไปอุบัติเหตุจะเป็นงานที่ต้องสืบสวนสอบสวนแบบลงลึก เพื่อหาวิธีเปลี่ยนแปลงและแก้ไขสภาพถนนรวมทั้งบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังกับผู้ขับขี่ที่ไม่ปฏิบัติตามกฎ
.................................
คอลัมน์ : มุมคนเมือง
โดย "เทียนหยด"


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    50%
  • ไม่เห็นด้วย
    50%

บอกต่อ : 121