อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 26 ตุลาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 26 ตุลาคม 2563

ย้อนตำนาน"ไอ้ไข่" เทพแห่งความสำเร็จ(1)

ไอ้ไข่เด็กวัดเจดีย์ เป็นใคร? ทำไม?ผู้คนจึงศรัทธา เดิมที่วัดเจดีย์เป็นวัดร้าง ตั้งอยู่ที่บ้านโพธิ์เสด็จ หมู่ 7 ต.ฉลอง อ.สิชล เชื่อกันว่าสร้างมาเป็นเวลาหลายร้อยปีในยุคกรุงศรีอยุธยา มีหลักฐานเพียงเจดีย์โบราณเก่าแก่ และพระพุทธรูป ตั้งตระหง่านอยู่กลางทุ่งนา มีเนื้อที่ประมาณ 3 ไร่เท่านั้น เรียกขานกันว่า“วัดเจดีย์” อาทิตย์ที่ 27 กันยายน 2563 เวลา 11.11 น.


ชั่วโมงนี้ไม่มีใครไม่รู้จัก “ไอ้ไข่” เด็กวัดเจดีย์ แห่ง อ.สิชล จ.นครศรีธรรมราช เทพแห่งความสำเร็จ โดยเฉพาะโชคลาภและการค้าขาย จากความเลื่อมใสศรัทธา ทำผู้คนหลั่งไหลเข้าสู่วัดเจดีย์อย่างต่อเนื่อง ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เช่น จีน มาเลเซีย และสิงคโปร์อย่างมืดฟ้ามัวดิน ต่อเนื่องมายาวนานนับ 10 ปี และเพิ่มทวีคูนขึ้นมากในช่วง 1-2 ปีนี้

ไอ้ไข่เด็กวัดเจดีย์ เป็นใคร? ทำไม?ผู้คนจึงศรัทธา เดิมที่วัดเจดีย์เป็นวัดร้าง ตั้งอยู่ที่บ้านโพธิ์เสด็จ หมู่ 7 ต.ฉลอง อ.สิชล เชื่อกันว่าสร้างมาเป็นเวลาหลายร้อยปีในยุคกรุงศรีอยุธยา มีหลักฐานเพียงเจดีย์โบราณเก่าแก่ และพระพุทธรูป ตั้งตระหง่านอยู่กลางทุ่งนา มีเนื้อที่ประมาณ 3 ไร่เท่านั้น เรียกขานกันว่า “วัดเจดีย์”

กระทั่งประมาณ พ.ศ.2480 มีการบูรณะวัดเจดีย์ขึ้นมาใหม่ มีพระสงฆ์เข้ามาอยู่ประจำ เป็นที่ปฏิบัติศาสนกิจของชาวบ้านใกล้เคียง และเป็นที่ประดิษฐานของ “พ่อท่าน” พระพุทธรูปเก่าแก่ที่อยู่มาตั้งแต่ยังเป็นวัดร้าง แม้วัดร้างแห่งนี้จะไม่ได้รับการพัฒนา แต่ชาวบ้านในพื้นที่ต่างนิยมกราบไหว้บูชาขอพร ด้วยความเชื่อว่าพระพุทธรูปองค์นี้มีความศักดิ์สิทธิ์




แกะไม้ทองหลางเป็นรูปเด็กชายจากนิมิต

นายทัต เมืองอินทร์ อายุ 95 ปี ลูกชายของนายเที่ยง หรือ “ทวดเที่ยง เมืองอินทร์” อดีตผู้ใหญ่บ้านหมู่ 9 ต.ฉลอง อ.สิชล เจ้าของฉายา “เที่ยง หักเหล็ก” ผู้เก่งกล้าวิชาอาคม จนเป็นที่ยกย่องว่าเป็นจอมขมังเวทแห่งบ้านฉลอง และเป็นผู้แกะสลักไม้เป็นรูปเด็กชายอายุราว 9-10 ขวบ ที่ต่อมาถูกเรียกว่าไอ้ไข่ เล่าว่าเป็นเรื่องราวที่ตนได้รับการบอกเล่าสืบต่อมาจากแม่ ว่าชาวบ้านแถบวัดร้างมีอาชีพทำนา เลี้ยงวัว เลี้ยงควายไว้ใช้งาน ซึ่งการเลี้ยงวัวเลี้ยงควายสมัยก่อน เจ้าของมักปล่อยให้หากินอิสระในทุ่งหน้า จนถึงเวลามืดค่ำถึงจะต้อนวัวควายให้กลับเข้าคอกที่บ้านพัก

การนำสัตว์เลี้ยงไปปล่อยในทุ่งนานั้น ส่วนใหญ่ต้องใช้เส้นทางผ่านวัดร้าง และทวดเที่ยงก็เป็นหนึ่งในวิถีของชาวบ้าน จนวันหนึ่งกลับมาเล่าให้แม่ฟังว่า เห็นเด็กผู้ชายอายุราว 9-10 ขวบ นั่งเล่นอยู่แถวกองทราย หน้าพระพุทธรูป แต่เมื่อเห็นทวดเที่ยง เด็กคนนั้นก็วิ่งหายไปหลังพระพุทธรูป แม้จะพยายามตามหาแต่ไม่พบ ไม่เจอแม้แต่รอยเท้า เป็นอยู่อย่างนี้มา 3 ครั้ง จึงเชื่อว่าเป็นวิญญาณของเด็กผู้ชายที่เป็นเด็กวัด อยู่คู่มากับวัดแห่งนี้ก่อนกลายเป็นวัดร้าง

ต่อมาชาวบ้านต่างเจอประสบการณ์เกี่ยวกับเด็กผู้ชายผู้ลี้ลับกันอย่างแพร่หลาย แต่ไม่เคยปรากฏเรื่องเล่าว่าเด็กคนนี้เคยทำร้ายหรือสร้างสิ่งไม่ดีให้กับผู้คน แต่กลับกลายเป็นผู้ช่วยหาวัวควายที่หลงหายไปในป่า เพราะทุกครั้งที่มีสิ่งของหรือสัตว์เลี้ยงสูญหาย ชาวบ้านจะมาบนบานให้เด็กผู้ชายที่ไม่มีตัวตนช่วยค้นหานำมาคืน จนสำเร็จทุกครั้ง กลายเป็นที่มาของ “เด็กวัดศักดิ์สิทธิ์” ในช่วงแรกๆ

“ไอ้ไข่” ถือสัจจะวาจายอมตายเพื่ออยู่วัดเจดีย์

ส่วนที่มาของไอ้ไข่มีหลายตำนานเล่าขาน บ้างก็ว่าเป็นเด็กวัดที่ติดตาม “หลวงปู่ทวด” วัดช้างให้ พระเกจิอาจารย์ชื่อดังในแดนใต้ ขณะที่หลวงปู่ทวดออกธุดงค์ไปตามท้องถิ่นต่างๆ เพื่อเผยแพร่ศาสนา จนมาถึงวัดเจดีย์ และหลวงปู่ทวดมีความประสงค์จะเดินทางต่อไปกรุงศรีอยุธยา ด้วยการเดินทางที่ยากลำบาก จึงได้ฝากไอ้ไข่ไว้ที่วัดเจดีย์ และรับปากจะกลับมารับกลับไปวัดช้างให้ ตลอดเวลาที่ไอ้ไข่เป็นเด็กวัดอยู่วัดเจดีย์ มีนิสัยโอบอ้อมอารี ช่วยเหลืองานกิจการของวัดและชาวบ้านด้วยความขยันขันแข็ง

ประกอบกับไอ้ไข่เป็นเด็กฉลาด รู้จักใช้ปัญญาในการแก้ไขปัญหา โดยเชื่อว่าสติปัญญาของไอ้ไข่มาจากการร่ำเรียนกับหลวงปู่ทวด จึงเป็นที่รักใคร่ของชาวบ้าน ส่วนไอ้ไข่เองก็มีความสุขและชื่นชอบวัดเจดีย์แห่งนี้เช่นกัน

เมื่อรู้ข่าวว่าหลวงปู่ทวดจะเดินทางกลับมาจากกรุงศรีอยุธยา ซึ่งไอ้ไข่รู้ดีถึงสัจจะวาจาถือมั่นของหลวงปู่ทวด ว่าต้องทำตามคำพูดที่ได้ลั่นไว้ และด้วยความรักความผูกพันกับวัดเจดีย์ มีจิตอยากอยู่เป็นเด็กวัดที่นี่ แต่จะขัดกับความตั้งใจของหลวงปู่ทวดไม่ได้ จึงตัดสินใจตั้งอธิฐานจิต ก่อนเดินลงน้ำเพื่อฆ่าตัวตายว่าจะอยู่เป็นเด็กวัดที่วัดเจดีย์ตลอดไป



ขอได้ ไหว้รับ โชคลาภและค้าขาย

หลังจากนั้นเมื่อ นายเที่ยง เมืองอินทร์ หรือนายเที่ยง หักเหล็ก จอมขมังเวท มีวิชาอาคม สรรพศาสตร์ ศิษย์วัดเขาอ้อ ร่วมกับ “ขุนพันธรักษ์ราชเดช” อดีตนายตำรวจจอมขมังเวทย์คนดังของภาคใต้ ซึ่งทวดเที่ยงได้นำวิชาความรู้ที่ได้มาใช้ช่วยเหลือผู้คน และเป็นที่นับถือของชาวบ้าน จนได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้ใหญ่บ้าน

นอกจากนั้นยังมีฝีมือในศิลปะการแกะสลักไม้ ซึ่งเครื่องรางของขลังที่ทวดเที่ยงทำไว้เพื่อมอบให้ลูกหลานบูชา คือ รูปฤาษีพ่อแก่ เป็นที่เคารพบูชาของลูกหลานเป็นอย่างมาก ได้พบเจอเด็กผู้ชายไว้ผมจุก ไม่สวมเสื้อผ้า วิ่งเล่นอยู่บริเวณพระพุทธรูปภายในบริเวณวัดร้าง ถึง 3 ครั้ง 3 ครา และยังมีนิมิตถึงเด็กชายคนดังกล่าวมาขออยู่ด้วย จึงได้ใช้นิมิตแกะสลักไม้ทองหลางเป็นรูปเด็กชาย โดยไม่มีชื่อเสียงเรียงนาม



เพียงแต่เรียกว่า “เด็กวัด” แล้วนำไปตั้งไว้ที่หน้าโบสถ์วัดเจดีย์ ซึ่งชาวบ้านเชื่อว่ากันว่าไม้ทองหลางแกะสลักเป็นรูปเด็กผู้ชายผมจุก คือวิญญาณเด็กผู้ชายที่พบเจอที่วัดเจดีย์ ที่ทวดเที่ยงอัญเชิญมาสิงสถิต จึงนิยมกราบไหว้และบนบาน เพื่อขอให้ทำกิจการการงานสำเร็จตามที่ตนต้องการ โดยตามประเพณีความเชื่อหากมีการบนบาน จะต้องมีสิ่งแลกเปลี่ยนว่าจะมอบให้ ทุกคนที่บนบานขอพรจะสำเร็จทุกครั้ง จึงคิดถวายของแก้บนด้วยหนังสติ๊ก หรือภาษาถิ่นใต้คือ ปางนู ซึ่งเป็นของเล่นของเด็กผู้ชาย จนเป็นที่กล่าวขานของชาวบ้านในพื้นที่และใกล้เคียง

ต่อมาปี พ.ศ.2500 พ่อท่านเทิ่ม หรือพระครูเจตยาภิรักษ์ เดิมจำพรรษาอยู่ที่วัดเขาคา ในละแวกเดียวกับวัดเจดีย์ เห็นว่าวัดเจดีย์ถูกทิ้งร้างไว้นาน จึงมีความประสงค์ย้ายมาจำพรรษาที่วัดเจดีย์เพื่อปรับปรุงพัฒนาให้กลับมาเป็นวัดที่เป็นศูนย์รวมทางด้านจิตใจของชาวบ้าน พร้อมๆกับอัญเชิญไม้แกะรูปไอ้ไข่ เข้าไปไว้ในศาลาภายในวัดเจดีย์ เพื่อให้ผู้ศรัทธาได้บูชา ซึ่งเล่ากันว่า ไอ้ไข่ได้มารบเร้าให้ทวดเที่ยงแกะรูปของตนเองขึ้นมาใหม่อยู่หลายครั้งหลายครา ประกอบกับกาลเวลา ทำให้ไม้ทองหลาง ซึ่งเป็นไม้เนื้ออ่อนผุพังลงไป

ในปี พ.ศ.2525 ทวดเที่ยงจึงได้แกะรูปไอ้ไข่อีกครั้ง แต่คราวนี้ใช้ไม้ตะเคียน โดยเลือกเอาไม้ตะเคียนขาคีม เมื่อแกะเสร็จเรียบร้อย จึงมีพิธีบวงสรวง อัญเชิญจิตวิญญาณไอ้ไข่มาสถิตในรูปแกะสลัก แล้วประดิษฐานไว้ที่วัดเจดีย์ เพื่อให้ผู้ศรัทธาได้กราบไหว้สักการะ และให้มีชื่อเรียกว่า “ไอ้ไข่” เด็กวัดเจดีย์ มาถึงปัจจุบัน



เปิดตำนานไอ้ไข่

“ไอ้ไข่เด็กวัดเจดีย์ที่ตั้งไว้ภายในศาลาวัดเจดีย์องค์ปัจจุบัน สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2525 จากไม้ตะเคียนที่มีความพิเศษคือ เป็นไม้ตะเคียนที่มีเพียงโคนเดียว แต่มี 2 ลำต้น เรียกว่าตะเคียนขาคีม หรือไม้ตะเคียนสองพี่น้อง ซึ่งมีการค้นหาและนำมาจากวัดพระโอน ซึ่งเป็นวัดร้างในพื้นที่ จะตัดเพียง 1 ต้น เหลือไว้ 1 ต้น และขณะนั้นทวดเที่ยง เมืองอินทร์ ในวัยชราจึงทำหน้าที่เพียงเป็นผู้ลงมีดแกะ โดยมีนายทิพย์วิมล เกลี้ยงขำ เป็นผู้รับมอบมีดในการแกะต้นตะเคียนคู่ต่อไป จนแล้วเสร็จ ส่วนทวดเที่ยงคอยควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิด”




คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 23