อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 30 ตุลาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 30 ตุลาคม 2563

ไม่ว่าวันหน้าจะร้ายดี 'น้องอาร์ม'ขอสู้เพื่อยายกับน้องพิการ

คนเราเลือกเกิดไม่ได้!! "น้องอาร์ม" ด.ช.วัย 14 ปี สู้ชีวิตตระเวนขายนมเปรี้ยว หน่วยงานภาครัฐช่วยเหลือให้ได้เรียนต่อ สัญญาลูกผู้ชายจะตั้งใจเรียน แต่ห่วงไม่ได้ทำงานจะเอาเงินที่ไหนเลี้ยงยายกับน้องสาวพิการ   อาทิตย์ที่ 27 กันยายน 2563 เวลา 08.00 น.


ชีวิตรันทดของด.ช.วัย 14 ปี ที่ชื่อ "น้องอาร์ม" ตอนแรกแทบจะไม่มีใครรู้จัก แต่เมื่อไม่นานมานี้มีผู้หวังดีพบน้องอาร์มกำลังง่วนอยู่กับการขายนมเปรี้ยวตระเวนไปตามพื้นที่ต่างๆ ทั้งสงสารและชื่นชมในความสู้ชีวิตจึงถ่ายรูปน้องอาร์มแชร์ในโซเชียล ระบุใครพบเจอขอให้ช่วยซื้อ ช่วยอุดหนุน จนมีผู้คนสนใจเข้าไปแสดงความคิดเห็นจำนวนมากจนเรื่องถึงหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องต้องยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ   

สำหรับ ด.ช.วัย 14 ปี โดยทั่วไปเขาจะได้เรียนหนังสือสนุกสนานอยู่กับเพื่อนฝูงในวัยเดียวกันและมีครอบครัวพร้อมหน้า แต่น้องอาร์มคนนี้ไม่มีใครรู้มาก่อนว่าเขาต้องเลิกเรียนตั้งแต่จบชั้นป.6 เพราะความยากจน พ่อแม่แยกทางไปตั้งแต่ยังเล็ก และพ่อก็ไม่เคยมาเหลียวแล มีแต่แม่นานๆ ครั้งจะมาเยี่ยมบ้าน ปล่อยให้น้องอาร์มกับน้องสาววัย 10 ขวบ ที่พิการขาลีบและพูดไม่ได้อาศัยอยู่กับนางแอ๊ด ผู้เป็นยายวัย 59 ปี ที่บ้านเลขที่ 26 หมู่ 7 ต.บางม่วง อ.เมือง จ.นครสวรรค์ 



เมื่อไม่ได้เรียนหนังสือต่อ น้องอาร์มก็ไม่เคยน้อยเนื้อต่ำใจในโชคชะตาที่เกิดมายากจน เพราะคนที่อยู่ตรงหน้าคือยายซึ่งแก่ชรา และน้องสาวที่พิการ ถ้าไม่ลุกขึ้นสู้หรือทำอะไรสักอย่าง 3 ชีวิตจะเอาอะไรกิน ช่วงแรกน้องอาร์มจึงได้ทำงานรับจ้างทุกอย่างที่จะมีคนจ้าง และรับจ้างบรรจุหน่อไม้ดองใส่ปี๊บได้เงินค่าจ้างวันละ 50 บาท ไม่เคยเกี่ยงงานแม้จะได้เงินเท่าไหร่ก็ยอมทำ บางวันไม่มีงานก็เคยเดินขอเงินชาวบ้านเป็นที่น่าเวทนาเพื่อไปซื้อข้าวให้ยายกับน้องก็ต้องทำ หวังแค่ให้ยายกับน้องได้อิ่มท้อง ซึ่งกว่าชีวิตจะผ่านไปได้แต่ละวันช่างแสนลำบาก  

จนวันหนึ่งชีวิตเริ่มจะเห็นทางที่ดีขึ้นเมื่อ น.ส.สายฝน จันทร์เพ็ญ อายุ 31 ปี พนักงานสาวขายนมเปรี้ยวยี่ห้อหนึ่ง ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านอยู่ในละแวกเดียวกันมาชักชวนให้น้องอาร์มไปช่วยขายนมเปรี้ยว น้องอาร์มจึงตัดสินใจไปทำงานด้วย สวมเครื่องแบบพนักงานขายตระเวนไปตามที่ต่างๆ พร้อมกับพี่สายฝน ซึ่งน้องอาร์มจะได้ค่าแรงและเงินจากยอดขายประมาณวันละ 400 บาท 

เงินทุกบาททุกสตางค์ที่ได้จากน้ำพักน้ำแรง "น้องอาร์ม" ให้ยายทั้งหมดทุกวัน!!     



ยายแอ๊ด ภูมิใจในตัวหลานชายถึงกับเล่าทั้งน้ำตา "แต่ละวันหลานก็จะเอาเงินที่หาได้มาให้เก็บไว้ใช้จ่ายภายในบ้าน ทั้งค่าของกิน ของใช้ และค่าอื่นๆ อีกจิปาถะ ซึ่งทุกวันนี้ที่มีเงินไว้ใช้จ่ายในครอบครัวก็มาจากน้องอาร์มเพียงคนเดียวเท่านั้น ส่วนแม่ของน้องอาร์มไม่เคยส่งเสียเงินมาให้เลย ซึ่งเงินส่วนใหญ่ที่ได้ก็จะหมดไปกับค่าแพมเพิร์สของน้องสาวที่พิการมากที่สุดเพราะต้องใช้วันละหลายแผ่น น้องอาร์มไม่เคยปริปากบ่นว่าเหนื่อยเลยสักครั้ง" 

พี่สายฝน เปิดใจสาเหตุที่ชวนน้องอาร์มไปขายของด้วยกันว่า ก่อนหน้านี้เห็นน้องอาร์มเดินเตร็ดเตร่ไปมาอยู่แถวบ้านและทราบว่าน้องไม่เรียนต่อจึงได้ตัดสินใจชวนให้มาขายนมเปรี้ยวด้วยกัน ซึ่งก่อนหน้านี้ตนก็เพิ่งตกงานมาเพราะได้รับผลกระทบจากโควิด จึงได้ตัดสินใจไปสมัครงานเป็นคนขายนมเปรี้ยว และเขาก็เพิ่งรับให้ทำงานเป็นคนขายเมื่อช่วงเดือนพ.ค.ที่ผ่านมา ส่วนน้องอาร์มก็เพิ่งมาช่วยตนขายได้เพียง 2 เดือนเท่านั้น 

"ซึ่งตั้งแต่มีน้องอาร์มมาช่วยขายกลับทำให้ยอดขายของตนดีขึ้นอย่างมาก ต้องยอมรับว่าน้องอาร์มผิดจากที่เห็นในตอนแรก ดูคล้ายเป็นคนดื้อเงียบ แต่พอมาอยู่ช่วยขายของกับตน น้องอาร์มกลับกลายเป็นคนขยันจะมาช่วยตนขายของตั้งแต่เช้าถึงเย็นทุกวัน ทุกวันนี้หนูมีหน้าที่รับผิดชอบขายนมเปรี้ยวอยู่ในเขตพื้นที่ อ.ท่าตะโก ซึ่งจะต้องพาน้องอาร์มเดินทางด้วยมอเตอร์ไซค์พ่วงข้างด้วยตู้แช่เย็นเดินทางไปที่ อ.ท่าตะโก ทุกวัน ไปกลับระยะทางกว่า 100 กิโลเมตรทุกวัน" 



หลังน้องอาร์มเป็นประเด็นที่พูดถึงกันในโซเชียล ต่อมา นางประภาวดี สิงหวิชัย นายกเหล่ากาชาดจ.นครสวรรค์ ร่วมกับตัวแทนพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดนครสวรรค์ บ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดนครสวรรค์ สวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดนครสวรรค์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ลงพื้นที่เยี่ยมบ้านน้องอาร์มเพื่อให้การช่วยเหลือและนำสิ่งของอุปโภคบริโภคพร้อมเงินช่วยเหลือจำนวนหนึ่งมาให้ 

ก่อนเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายจะร่วมประชุมกันและมีความเห็นจะช่วยให้น้องอาร์มได้เรียนต่อระดับมัธยมในโรงเรียน กศน.นครสวรรค์ ซึ่งน้องอาร์มก็ยินดี และสัญญาจะตั้งใจเรียน.. โดยเจ้าหน้าที่ย้ำชัด!! ขณะที่น้องอาร์มเองก็ต้องไม่ออกไปทำงานขายของอีก.. ส่วนน้องสาวของน้องอาร์มที่พิการทางสภากาชาดไทยจะให้ความช่วยเหลือเรื่องการรักษา โดยจะมีการทำเรื่องส่งตัวไปรักษาที่กรุงเทพฯ

ขณะที่องค์การบริหารส่วนตำบลบางม่วง จะติดตามดูแลช่วยเหลือน้องอาร์มกับยายและน้องตามความเหมาะสมอย่างต่อเนื่อง และดูแลการเบิกจ่ายเงินช่วยเหลือจากบริษัท เทพผดุงพรมะพร้าว (กะทิชาวเกาะ) ร่วมกับยายแอ๊ด ซึ่งปัจจุบันมีเงินคงเหลือในบัญชี 16,420.78 บาท อีกด้าน มูลนิธิพุทธฉือจี้ จะโอนเงินช่วยเหลือให้เดือนละ 1,000 บาท โดยอยู่ในการดูแลของผู้ใหญ่บ้านหมู่ 7 ต.บางม่วง 

"น้องอาร์ม" ดีใจที่จะได้เรียนต่อเหมือนคนอื่น โดยสัญญาลูกผู้ชาย "ผมจะตั้งใจเรียน"

แต่ในความดีใจก็ระคนความกังวลใจ ห่วงว่าถ้าไม่ได้ทำงานแล้วจะเอาเงินที่ไหนเลี้ยงยายกับน้อง!! 



ซึ่งวันข้างหน้ายังมาไม่ถึง "น้องอาร์ม" ยังไม่รู้ว่าชีวิตจะเป็นอย่างไรต่อไป แต่ก็ยังหวังว่าจะทำทุกวันให้ดีที่สุด

"น้องอาร์ม" เป็นหนึ่งตัวอย่างของเด็กสู้ชีวิตที่ไม่คิดจะเดินทางผิดหรือไปติดยา ทำงานหาเงินอย่างสุจริตเพื่อเลี้ยงยายและน้องสาวพิการ ไม่เอาความจนมาเป็นข้ออ้างท้อแท้ในชีวิต กับวันนี้ที่พ่อค้าหนุ่มน้อยจะต้องเข้าสู่วิถีชีวิตที่ควรจะเป็นในช่วงวัย เพื่อหาวิชาติดตัวไปจนโตสร้างความมั่นคงให้ชีวิต แม้ระหว่างนี้อาจจะไม่มีรายได้จุนเจือครอบครัวก็ตาม หากผู้ใจบุญท่านใดสนใจจะช่วยเหลือน้องอาร์ม ติดต่อสอบถามหน่วยงานภาครัฐได้ที่ พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดนครสวรรค์.  

คอลัมน์ : นิยายชีวิต โดย : อสงไขย
เรื่องและภาพโดย : ชลิต พุ่มเรือง เดลินิวส์ออนไลน์ จ.นครสวรรค์
ภาพประกอบ : วรนารถ คุ้มพวก

คลิกอ่านเรื่องราว "นิยายชีวิต" เพิ่มเติมได้ที่นี่..  



คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 150