อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 26 ตุลาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 26 ตุลาคม 2563

"ชาวประมง"ถึงจุดเดือด! ไปต่อไม่ไหว-แนะแก้4เรื่อง(3)

แต่เรือประมงนอกน่านน้ำคงเหลือไม่ถึงแล้ว ไปทำประมงที่อินโดนีเซียยังไม่กลับมาบ้าง ขายเรือกันบ้าง รื้อทิ้งบ้าง ส่วนที่เหลือก็จอดเป็นหลัก โดยจังหวัดอื่นๆติดชายทะเลมีเรือประมงอยู่ 3 กลุ่มนี่แหละ คือ เรือประมงพื้นบ้าน เรือประมงพาณิชย์ และเรือประมงนอกน่านน้ำ เพียงแต่จำนวนเรืออาจไม่มากเท่าสมุทรสาคร จันทร์ที่ 21 กันยายน 2563 เวลา 14.00 น.

หลังจากทีมข่าว ¼ Special Report ได้สนทนากับ นายกำจร มงคลตรีลักษณ์ ประธานสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย และอดีตนายกสมาคมการประมงสมุทรสาคร ค้างเอาไว้เมื่อตอนที่ 2 ในปัญหาเกี่ยวกับปริมาณสัตว์น้ำ(ปลาทู) ที่ยังไม่ฟื้นตัว แม้ว่าช่วง 5 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะออกกฎระเบียบต่างๆมาบังคับใช้อย่างเข้มงวดกับชาวประมง 22 จังหวัดติดชายทะเล ทำให้จำนวนเรือประมงพาณิชย์ต้องเลิกกิจการ และไม่ออกทะเลกันเป็นจำนวนมาก




“ไทย-อียู”สื่อสารกันผิดหรือเปล่า?

นายกำจรกล่าวว่าขอพูดในเรื่องใกล้ตัวก่อน ในฐานะที่เคยเป็นนายกสมาคมการประมงสมุทรสาคร มา 9 ปี เคยออกเรือประมงตั้งแต่อายุ 12 ปี ใน จ.สมุทราสาคร ปัจจุบันมีเรือประมงพื้นบ้านประมาณ 500 ลำ เรือประมงพาณิชย์กว่า 400 ลำ และเรือประมงนอกน่านน้ำประมาณ 300 ลำ

แต่เรือประมงนอกน่านน้ำคงเหลือไม่ถึงแล้ว ไปทำประมงที่อินโดนีเซียยังไม่กลับมาบ้าง ขายเรือกันบ้าง รื้อทิ้งบ้าง ส่วนที่เหลือก็จอดเป็นหลัก โดยจังหวัดอื่นๆติดชายทะเลมีเรือประมงอยู่ 3 กลุ่มนี่แหล่ะ คือ เรือประมงพื้นบ้าน เรือประมงพาณิชย์ และเรือประมงนอกน่านน้ำ เพียงแต่จำนวนเรืออาจไม่มากเท่าสมุทรสาคร
ตั้งแต่กลางปี 57 ชาวประมงเวียดนาม ถูกสหภาพยุโรป(อียู) กดดันด้วยการแจก“ใบเหลือง” เหมือนกับชาวประมง ไทย คือต้องจัดระเบียบธุรกิจประมง ทั้งการทำประมงอย่างผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน ไร้การควบคุม (IUU Fishing) แต่ทางการเวียดนามเขาขอเวลา 8 ปี ในการจัดระเบียบ ปรับปรุงตัว ฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม และการตรวจสอบข้อมูลย้อนกลับ
แต่ของไทยไปสื่อสารอะไรที่เข้าใจผิดกับอียูหรือเปล่า? เพราะจริงแล้วอียูเข้ามาดูตั้งแต่ปี 53 เข้ามาดูสต๊อก มาดูปัญหาแรงาน การค้ามนุษย์ และสิ่งแวดล้อมทางทะเล ถามว่าเพราะอะไร? เพราะอียูเห็นไทยส่งออกสินค้าแปรรูปจากทูน่า และกุ้ง มากผิดปกติ

“สมมุติมีการนำเข้าทูน่า 100 ตัน เข้ามาแปรรูป ซึ่งทูน่าบ้านเราไม่มีอยู่แล้ว หรือมีก็ตัวเล็ก จึงต้องนำเข้า เมื่อเข้ามา 100 ตัน ต้องตัดหัว เอาก้างและกระดูกออก เหลือเนื้อทูน่าไม่ถึง 100 ตันอยู่แล้ว แต่เวลาส่งออกกลับเกิน 100 ตัน เขาจึงสงสัยว่าคุณเอาส่วนเกินมาจากไหน”




กฎหมายไทยลงโทษรุนแรงที่สุด


นายกำจรกล่าวต่อไปอีกว่า เมื่อประเทศไทยเจอทั้งอียู และไอยูยู (IUU) คราวนี้กฎระเบียบต่างๆ รวมทั้งคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ทยอยออกมาบังคับใช้กับชาวประมง 22 จังหวัด แบบหยุมหยิม ทั้งเรื่องเอกสาร(ธุรการ) เรื่องแรงงาน ถ้าทำความผิดมีโทษทั้งจำคุก และโทษปรับหลายแสนบาท แถมถูกกักเรือด้วย ใครที่มีเรือลำเดียวจบเลย ไม่ต้องมีอาชีพแล้ว เพราะสู้คดีเมื่อไหร่จะจบ
ถ้าเรือประมงและธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับประมง มีปัญหาเรื่องคนงานเพียงคนเดียว เช่น เอกสารไม่ครบ เอกสารไม่ตรง นอกจากถูกปรับแพงแล้ว ยังถูกพักกิจการ 15 วัน ถึง 1 เดือน แต่ถ้าเป็นธุรกิจอื่นที่ไม่ใช่เรือประมงและธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับประมง ถ้ามีปัญหาเรื่องแรงงาน 1 คน ถูกปรับ 1 หมื่นบาท ถึง 1 แสนบาท โดยไม่ถูกพักกิจการ
ดังนั้นเมื่อกางดูระเบียบข้อกฎหมายในกลุ่มอาเซียน เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย ของไทยถือว่าปรับสูงสุด เคยมีเรือประมงในจ.ระยองถูกปรับสูงสุด 30 ล้านบาท (1ลำ) คือเปรียบเทียบปรับเป็นรายคนงาน แล้วเจ้าของเรือจะไปหาเงินที่ไหนมาเสียค่าปรับ

อีกรายเป็นเรือประมงใน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เขามีข้อบังคับว่าเรือขนาดนี้ต้องมีเสื้อชูชีพ 15 ตัว แต่เรือลำนี้ใช้คนทำงานในเรือทั้งหมดแค่ 10 คน ทุกคนใส่เสื้อชูชีพให้เจ้าหน้าที่ดูด้วย แต่ไม่ครบ 15 ตัว ปรากฏว่าออกเรือไม่ได้




“พวกเราชาวประมง 22 จังหวัด เห็นด้วยกับการจัดระเบียบ แต่ค่อยเป็นค่อยไปได้หรือไม่ โดยไม่ต้องออกกฎระเบียบข้อบังคับมากมาย ระเบียบเก่ายังไม่ยกเลิก แต่ประกาศกฎใหม่เพิ่มเข้ามาอีกแล้ว ที่เวียดนามเขาคุยกับกรมประมงเพียงหน่วยงานเดียวรู้เรื่อง แต่ของไทยมีหลายกรม-กองมาก นับดูแล้ว 7-8 หน่วยงาน เกี่ยวข้องกับการตรวจเข้า-ออกเรือ หน่วยงานนี้จับเรือ ยึดสัตว์น้ำ แล้วปล่อยให้ปลาเน่า เพราะโยนกันไป-มา ไม่รู้ว่าหน่วยงานไหนจะรับช่วงดำเนินการต่อ”

ใครมีเรือประมงอยู่ 4 ลำ ถ้า 1 ลำมีปัญหาถูกจับดำเนินคดี อีก 4 ลำออกหาปลาไม่ได้เลย ดังนั้นกรมประมง และรัฐบาลต้องรีบพิจารณาว่ากฎหมายเรารุนแรงเกินไปหรือไม่ เมื่อเจอสภาพแบบนี้เรือประมงจึงต้องจอดสนิท เนื่องจากไปต่อไม่ไหว ไม่มีเงินทุน และไม่มีแรงงาน ถ้าเรือจอดนานๆจะผุพังเสียเปล่าๆ จึงอยากให้รัฐบาลรีบจัดสรรงบประมาณมาจัดซื้อเรือเหล่านี้ออกไปจากระบบ เพราะขึ้นทะเบียนกันไว้แล้วกว่า 2,500 ลำ แต่รัฐเพิ่งซื้อไปกว่า 200 ลำ เท่านั้น ส่วนที่เหลือจะให้ทำอย่างไร จะปล่อยให้จอดตากแดด ตากลมไว้อย่างนี้หรือ




แนะรัฐบาลเร่งแก้4เรื่อง


โดยส่วนตัวรัฐบาลต้องเร่งดำเนินการ 4 เรื่อง คือ 1.แก้กฎหมาย รวมทั้งแก้-ยกเลิกข้อบังคับต่างๆที่หยุมหยิม 2.ตั้งคณะกรรมการประมงแห่งชาติ โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน หรือนายกฯจะส่งตัวแทนเข้ามาก็ได้ เพื่อรับรู้และฟังปัญหาของชาวประมงกับภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับประมง 3.เยียวยาชาวประมง และรีบซื้อเรือประมง 4.ควบคุมเรือประมงพื้นบ้านอย่างจริงจัง และชนิดของอวน ทั้งเรือที่ขึ้นทะเบียนและไม่ขึ้นทะเบียน ตอนนี้มีหลายหมื่นลำ มากขึ้นผิดปกติ

นายกำจรกล่าวตบท้ายว่าช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ชาวประมงและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นห้องเย็น แพปลา โรงน้ำแข็ง คานเรือ(อู่เรือ) ฯลฯ ทั่วประเทศได้รับความเสียหายไปแล้วไม่ต่ำกว่า 1 ล้านล้านบาท โดยเฉพาะ จ.สมุทรสาครน่าจะหนักที่สุด เนื่องจากมีหลากหลายธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับประมง
ถ้าชาวประมงมีปัญหา ต้องจอดเรือเทียบท่า ไม่ได้ออกไปหาปลา จะส่งผลกระทบอย่างมากมายเป็นวงกว้างทั้งธุรกิจห้องเย็น โรงน้ำแข็ง คานเรือ ร้านขายอุปกรณ์ ร้านโชห่วย ร้านอาหาร แม่ค้าขายปลา ทำให้คนว่างงาน ตกงานเป็นจำนวนมาก แล้วคนเหล่านี้จะหันไปทำอาชีพอะไรในภาวะปัจจุบัน



คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 9