อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 26 ตุลาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 26 ตุลาคม 2563

"ชาวประมง"ถึงจุดเดือด! กฎหยุมหยิม-ปัญหาอ่าวก.ไก่(2)

ก่อนปี 57 ในจ.สมุทรสาครมีเรือจับปลาทู 113 ลำ ตอนนี้เหลือ 30 กว่าลำ จอดเป็นส่วนใหญ่เพราะไม่มีปลาให้จับ ดังนั้นภาครัฐต้องคิดหนักๆ ว่า 5 ปีที่ผ่านมา รัฐใช้มาตรการเข้มงวดหยุมหยิมมาก จนเรือประมงพาณิชย์หายไปกว่า 50% แล้ว ปริมาณเรือน้อยลงไปเยอะ แต่ปลาทูยังไม่กลับมา เป็นเพราะอะไร จันทร์ที่ 21 กันยายน 2563 เวลา 13.30 น.

หลังจากตอนแรกที่ทีมข่าว ¼ Special Report เปิดรายงานเกี่ยวกับปัญหาเรือประมงในพื้นที่ 22 จังหวัดติดชายทะเล และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับประมง ตั้งแต่กลางปี 57 เรื่อยมา เมื่อสหภาพยุโรป(อียู) ให้ประเทศไทยจัดระเบียบธุรกิจประมง ทั้งการทำประมงอย่างผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน ไร้การควบคุม (IUU Fishing) สร้างความเดือดร้อนให้ชาวประมง มากว่า 5 ปี ทำให้ชาวประมงรู้สึกว่าทนไม่ไหวแล้ว จึงออกมาเคลื่อนไหวยื่นหลายข้อเสนอให้รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เร่งหาทางช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน




กฎระเบียบเยอะ-ปรับแพง!

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นายศาวงษ์ จุ้ยเจริญ อุปนายก สมาคมการประมงสมุทรสาคร และประธานชมรมอวนดำสมุทรสาคร (เรือจับปลาทู) กล่าวว่าตั้งแต่กลางปี 57 เป็นต้นมา ชาวประมงโดยเฉพาะเรือประมงพาณิชย์ถูกบังคับใช้กฎหมาย กฎระเบียบ และข้อบังคับต่างๆเยอะมาก จนชาวประมงตั้งคำถามว่า“หยุมหยิม”เกินไปหรือไม่?
เช่น ถ้ามีความผิดเรื่องเอกสารการแจ้งเข้า-ออกของเรือประมง คือเข้าเทียบท่าไม่ตรงเวลาที่กำหนด ถูกปรับเยอะมาก ถ้าเป็นเรือขนาด 20-60 ตันกรอส ปรับ 1 แสนบาท ถ้าขนาด 60-150 ตันกรอส ปรับ 5 แสนบาท เข้าจอดก่อนเวลาสักครึ่งชั่วโมงก็มีปัญหา หรือเข้ามาตรงตามเวลา แต่ท่าเรือเต็มหรือยังจอดไม่ได้ ถ้าย้ายเรือมาจอดในจุดอื่น อาจจะคนละฝั่งคลองหรือฝั่งแม่น้ำ ก็มีความผิดอีก ถูกกล่าวหาว่าจะลักลอบขนสัตว์น้ำขึ้นฝั่งโดยไม่ได้แจ้ง เหล่านี้เป็นต้น

ทั้งที่ความผิดในเรื่องเอกสารไม่ได้เกี่ยวข้องกับ IUU ไม่ได้เกี่ยวข้องกับปัญหาสัตว์น้ำ และทรัพยากรสิ่งแวดล้อมทางทะเล แต่เป็นเรื่องของการแจ้งเข้า-ออกเรือไม่ตรงเวลา จอดเรือไม่ตรงที่กำหนด แต่ถูกปรับกันเป็นแสนๆแบบนี้จะไหวหรือ และโดยข้อเท็จจริงชาวประมง หรือคนออกเรือ ไม่ได้มีความรู้สูง แล้วมาเจอกฎระเบียบมากมาย กับปัญหาเอกสารต่างๆ เมื่อมีความผิดในมาตรานี้ ยังโยงไปมาตราโน้นอีก อย่างกรณีเรื่องเอกสารการแจ้งเข้า-ออกของเรือประมง ซึ่งไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องของทรัพยากรและแรงงาน เป็นความผิดตามมาตรา 81 แต่โยงไปเอาผิดในมาตรา 93 ด้วย ในลักษณะว่าผู้ใดกระทำความผิดคือผิดหมดเลย ถ้าคนๆนี้มีเรือประมง 5 ลำ แล้วเรือประมง 1 ลำทำผิดเรื่องเอกสารการแจ้งเข้า-ออกเรือ ส่งผลกระทบทำให้อีก 4 ลำ ออกทะเลไม่ได้เลย





อาชีพประมงตายแล้วเกือบ80%

นายศาวงษ์กล่าวต่อไปว่า ปัญหาเหล่านี้ถ้าไปแก้กฎหมายคงใช้เวลานาน แต่ในฐานะคนทำอาชีพประมงอยากให้แก้คำสั่งของกรมประมง โดยอธิบดีกรมประมง สามารถทำได้สะดวกและรวดเร็วกว่า ไม่ว่าเป็นเรื่องระบบติดตามเรือ (VMS) ปัญหาเรื่องเอกสารการแจ้ง-เข้าออกของเรือ ซึ่งปรับแพงมาก และอาจเป็นช่องทางให้เจ้าหน้าที่ซึ่งมีอยู่หลายหน่วยงานมาก เรียกรับผลประโยชน์จากชาวประมงได้
ที่สำคัญคืออยากให้แก้ “ผู้ใดกระทำความผิด”เป็น“เรือลำใดกระทำความผิด” เรือลำนั้นไม่ต้องออกทะเลไปหาปลา แค่นี้ก็หนักแล้ว แต่การที่กำหนดว่า “ผู้ใด” ถ้าพลาด 1 ลำ จะทำให้เรือที่มีอยู่อีก 2-3 ลำ หรือมากกว่านั้น ออกทะเลไม่ได้เลย

“เรือประมงจอดอยู่นานๆโดยไม่ออกทะเล มันไม่ใช่เรื่องดีนะ นอกจากไม่สร้างรายได้แล้ว ยังเป็นภาระอีกด้วย เพราะเรือจะผุพัง ชำรุดเสียหาย ต้องซ่อมแซม ยิ่งถ้าจอดอยู่เฉยๆเป็นสัปดาห์ หรือนานเป็นเดือนๆ ถือเป็นเรื่องใหญ่ เพราะหลายลำอาจไปกู้เงินมาซื้อเรือ ยังผ่อนส่งไม่หมด แล้วต้องมาจอดอยู่เฉยๆก็ตายอย่างเดียว”
ดังนั้นรัฐบาลต้องรีบเข้ามาดูแลช่วยเหลือชาวประมง โดยเฉพาะเรือประมงพาณิชย์อย่างเร่งด่วน เพราะตอนนี้คนทำอาชีพประมงตายแล้วเกือบ 80% ที่เหลือกำลังไปไม่ไหว จากข้อมูลเมื่อปี 62 เห็นว่ามีการแจ้งขายเรือประมงไว้ 2,500 ลำ แต่รัฐบาลซื้อไปแค่ 200 กว่าลำเท่านั้น และส่วนที่เหลือจะทำอย่างไร สุดท้ายคือจอดเทียบท่ากันอยู่เฉยๆ ออกไปจับปลาในทะเลไม่ได้ เนื่องจาก 1.ไม่มีศักยภาพ ไม่มีทุน 2.ไม่มีแรงงาน เพราะผลกระทบจากมาตรการปิดด่านทั่วประเทศช่วงโควิด-19

โดยชาวประมงพอจะโชคดีอยู่บ้าง ยังไม่ตายสนิท เพราะมีโควิด-19 เข้ามาช่วย ทำให้ราคาน้ำมันถูก เป็นน้ำมันเขียว(ดีเซลใส่สีเขียว) ที่ไปเติมกันกลางทะเล เหลือลิตรละ 10 กว่าบาท น้ำมันเขียวเป็นสินค้าที่รัฐผลักดันออกมามาตี “น้ำมันเถื่อน” ถ้าไม่มีน้ำมันเขียว ชาวเรือก็จะไปใช้บริการน้ำมันเถื่อน ลิตรละ 4-5 บาทเท่านั้น

“อยากให้กรมประมง และรัฐบาลหาทางช่วยเหลือเรือประมงพาณิชย์ทั่วประเทศโดยเร็วที่สุด โดยเฉพาะเรื่องเอกสาร ระเบียบข้อบังคับต่างๆต้องยกเลิกหรือแก้ไขบ้าง ผมทำประมงมาหลายสิบปี แต่มาเจอช่วง 5 ปีที่ผ่านมาถือว่าหนักหนาสาหัสที่สุด ก่อนหน้านี้ปริมาณปลาทูในทะเลประเทศไทย บริเวณอ่าวก.ไก่ ตั้งแต่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี สมุทรสงคราม สมุทรสาคร กรุงเทพฯ สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี มีปลาทูชุกชุม เป็นปลาทูที่มีคุณภาพรสชาติดี”




เรือน้อยลง-ปลาทูอ่าวก.ไก่ยังไม่มา


โดยปี 54 มีน้ำท่วมใหญ่ภาคกลางและกรุงเทพฯ แต่พอปี 55-56 ทะเลบริเวณอ่าวก.ไก่ จับปลาทูได้เยอะมากเป็นประวัติการณ์ เป็นแสนๆตัน ช่วงปี 55-56 จับปลาทูได้มากมายถึงขนาดห้องเย็นใน จ.สมุทรสาคร ไม่มีที่เก็บปลาทู น้ำแข็งที่ใช้แช่ปลาก็ขาดแคลน เมื่อจับปลาทูได้เยอะราคาก็ถูก ตอนนั้นจึงพูดเล่นๆกับคนอาชีพเดียวกันว่า น่าจะแอบเข้าไปจับปลาทูในช่วงฤดูกาลวางไข่(ปิดอ่าว3เดือน)ออกมาขายบ้าง เพื่อปริมาณปลาทูจะได้น้อยลง ราคาก็จะแพงขึ้น

“กลางปี 57 จนถึงปัจจุบัน ปลาทูในอ่าวก.ไก่แทบไม่มีแล้ว ทั้งที่กรมประมงและรัฐบาลใช้มาตรการเข้มงวดกับเรือประมงพาณิชย์มากๆ ปิดอ่าว 3 เดือน ช่วงปลาว่างไข่ ผ่านไป 3 เดือนยังไม่ฟื้น หันมาจัดเขตอีก 1 เดือน จาก 3 ไมล์ทะเล เพิ่มเป็น 7 ไมล์ทะเลจากชายฝั่ง จึงจะจับปลาได้ เจ้าหน้าที่รัฐคุมเข้มเรือประมงพาณิชย์ แล้วไปควบคุมเรือประมงพื้นบ้านได้หรือเปล่า? ซึ่งมีทั้งอวนจม-อวนลอย ก่อนปี 57 ในจ.สมุทรสาครมีเรือจับปลาทู 113 ลำ ตอนนี้เหลือ 30 กว่าลำ จอดเป็นส่วนใหญ่เพราะไม่มีปลาให้จับ ดังนั้นภาครัฐต้องคิดหนักๆว่า 5 ปีที่ผ่านมา รัฐใช้มาตรการเข้มงวดหยุมหยิมมาก จนเรือประมงพาณิชย์หายไปกว่า 50% แล้ว ปริมาณเรือน้อยลงไปเยอะ แต่ปลาทูยังไม่กลับมา เป็นเพราะอะไร” นายศาวงษ์ กล่าว

ทางด้าน นายกำจร มงคลตรีลักษณ์ ประธานสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย และอดีตนายกสมาคมการประมงสมุทรสาครหลายสมัย กล่าวเสริมถึงปัญหาปริมาณปลาทูบริเวณอ่าวก.ไก่ ยังไม่ฟื้นตัวว่า “ภาครัฐต้องคิดให้ดีว่าช่วงปิดอ่าว 3 เดือน เพื่อให้ปลาวางไข่ คุณปิดอ่าวได้สนิทมิดชิดหรือไม่ สามารถกำกับดูแลเรือประมงพื้นบ้านบางลำที่ใช้อวนจม จับปลาในฤดูวางไข่ได้หรือไม่ ที่สำคัญอย่าโทษแต่ชาวประมง อย่าเหมาแต่เรือประมงพาณิชย์ว่าเป็นสาเหตุทำให้ปลาทูลดลง แต่ภาครัฐต้องพิจารณาเรื่องผลกระทบจากปัญหาสิ่งแวดล้อมและน้ำเสียด้วย เพราะมีแม่น้ำ 5 สาย คือ บางปะกง-เจ้าพระยา-ท่าจีน-แม่กลอง –เพชรบุรี ไหลลงทะเลบริเวณอ่าวก.ไก่ เมื่อก่อนจับปลาทูได้มาก แต่ 5 ปีผ่านไป ชาวประมงเจอ IUU จนจำนวนเรือหายไปเยอะ ส่วนเรือที่ยังอยู่ก็จอดเป็นส่วนใหญ่ แต่ปลาทูในอ่าวก.ไก่ แทบไม่มีให้จับแล้ว”
ทั้งหมดนี้คือส่วนหนึ่งของผลกระทบที่ชาวประมง 22 จังหวัด กำลังได้รับผลกระทบจากมาตรการต่างๆของภาครัฐ และตอนต่อไป(ตอน3) จะมาลงรายละเอียดในหลายเรื่องราวกับประธานสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย และทางออกที่ภาครัฐต้องเร่งให้การช่วยเหลือชาวประมง



คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 15