อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 25 ตุลาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 25 ตุลาคม 2563

ซ่อนเงื่อนเกมสันติภาพ ดุลอำนาจอาหรับ-อิสราเอล

สถานการณ์ในตะวันออกกลาง "ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดมากขึ้น" เมื่ออิสราเอลสถาปนาความสัมพันธ์ใหม่ภายในระยะเวลาห่างกันเพียงเดือนเดียว กับ 2 ประเทศในโลกอาหรับ อาทิตย์ที่ 20 กันยายน 2563 เวลา 09.30 น.

อิสราเอลลงนามใน “ข้อตกลงอับราฮัม” ว่าด้วยการสถาปนาความสัมพันธ์ “ระดับปกติและเต็มรูปแบบ” กับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ( ยูเออี ) และบาห์เรน เมื่อวันที่ 15 ก.ย.ที่ผ่านมา สร้างประวัติศาสตร์เป็นประเทศที่ 3 และ 4 ตามลำดับ ต่อจากอียิปต์เมื่อปี 2522 และจอร์แดน เมื่อปี 2537

ทั้งนี้ ข้อตกลงระหว่างอิสราเอลกับยูเออีและบาห์เรน “ได้รับความสนับสนุน” จากรัฐบาลสหรัฐของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ “ความสำเร็จ” ครั้งนี้จึงถือเป็นอีกหนึ่งพัฒนาการสำคัญให้กับความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศ

อนึ่ง ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเรียกข้อตกลงอับราฮัมเรียกเอกสารฉบับนี้อีกอย่างว่า “สนธิสัญญาสันติภาพ” ทั้งที่อิสราเอลไม่เคยทำสงครามกับทั้งยูเออีและบาห์เรน หรือประเทศใดประเทศหนึ่ง ขณะเดียวกัน ทุกประเทศยกย่องข้อตกลงนี้คือ “การเปิดศักราชของความร่วมมือ” นัยว่าเป็นการสื่อถึง “ความเป็นทางการ” หลังมีความร่วมมือกันอย่างลับหลังมาเป็นเวลานานแล้ว

อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่าแทบยังไม่มีการเปิดเผยสำระสำคัญของข้อตกลงอับราฮัม มากไปว่าประเด็น “การสร้างสันติภาพ” และ “การยกระดับความสัมพันธ์” โดยหลังจากมีการประกาศจะสถาปนาความสัมพันธ์กันอย่างเป็นทางการ อิสราเอล ยูเออี และบาห์เรน ตลอดจนสหรัฐ ค่อยให้ข้อมูลออกมาเป็นระยะว่า “จะทำอะไรร่วมกันต่อไป” เช่นการเปิดเส้นทางบินพาณิชย์ตรงระหว่างกัน การเปิดสถานเอกอัครราชทูต และการลงนามข้อตกลงการค้าทั้งระหว่างรัฐต่อรัฐ และกับภาคเอกชน

แม้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องยืนกรานว่า ข้อตกลงนี้คือการปูทางสู่ความสงบและสันติสุขในภูมิภาค แต่เรื่องนี้มีวัตถุประสงค์ทางทหารซ่อนเร้นอยู่มาก แรงกระเพื่อมที่เกิดขึ้นจากการลงนามครั้งนี้ไม่ได้กระทบแต่เฉพาะปาเลสไตน์ ทว่ายังเลยไปถึงอิหร่าน ประเทศซึ่งถือเป็นปรปักษ์ตลอดกาลของสหรัฐในตะวันออกกลาง

ทรัมป์มีท่าทีแข็งกร้าวต่ออิหร่านมาตลอด ถึงขนาดยกให้เรื่องนี้เป็นหนึ่งในวาระสำคัญที่สุดด้านนโยบายต่างประเทศ ในขณะที่อิสราเอล และทุกประเทศซึ่งลงนามร่วมกันแล้วในข้อตกลงล้วน “มีความวิตกกังวล” ต่อความเคลื่อนไหวของอิหร่าน ที่ปัจจุบันไม่ได้มีผลต่อเฉพาะภายในภูมิภาคเท่านั้น

ในเบื้องหน้าดูเหมือนสถานการณ์ขัดแย้งบนโลกเป็นข้อพิพาทที่มีคู่ขัดแย้งสองฝ่าย แต่เรื่องราวโยงใยเป็นใยแมงมุมในเบื้องหลัง อาทิ สงครามกลางเมืองยืดเยื้อในลิเบีย ซึ่งสถานการณ์ตอนนี้กำลังเป็นสงครามตัวแทนระหว่างตุรกีกับอียิปต์ โดยรัสเซีย ซาอุดีอาระเบีย อิหร่าน อิตาลี ฝรั่งเศส มอลตา กรีซและไซปรัส เคลื่อนไหวอยู่หลังฉาก ด้านสถานการณ์ในซีเรียยังคงมีการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายเช่นนี้อยู่ แต่บรรยากาศมีเสถียรภาพมากขึ้นในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา จึงดูเหมือนว่าเครือข่ายเหล่านี้ย้ายฐานไปที่อื่น และลิเบีย “เหมาะที่สุดต่อการปักหลัก” จากการที่การสู้รบปะทุในช่วงเวลาไม่ต่างกันมากนัก แต่สถานการณ์มีแนวโน้มยืดเยื้อนานกว่า

การที่กลุ่มประเทศโลกอาหรับทยอยตัดสินใจสถาปนาความสัมพันธ์กับอิสราเอล ในเวลาเดียวกันเท่ากับเป็นการยกระดับการเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์กับสหรัฐโดยปริยาย มองไปที่ซาอุดีอาระเบียซึ่งรักษาท่าทีอย่างชัดเจน แต่จากกระแสข่าวเกี่ยวกับเสถียรภาพทางการเมืองและความมั่นคงของรัฐบาลริยาดในระยะหลัง ยิ่งบ่งชี้คำกล่าวของทรัมป์ว่า ซาอุดีอาระเบีย “จะล่มสลายภายใน 2 สัปดาห์” หากปราศจาก “ความคุ้มครอง” จากสหรัฐ และยิ่งปล่อยให้ซาอุดีอาระเบีย “อ่อนแอ” หรืออยู่ในสถานะสั่นคลอนมากขึ้นเท่าไหร่ อิสราเอลยิ่งอยู่ในจุดที่อันตรายมากขึ้นเท่านั้น ไม่ใช่คำพูดที่เกินความจริง



ในอดีตสหรัฐเคยสนับสนุนแผนยุทธศาสตร์ที่เรียกว่า “พันธมิตรรอบนอก” ( Alliance of the periphery ) ซึ่งโดยหลักการคือการให้อิสราเอลสร้างความสัมพันธ์กับกลุ่มประเทศในตะวันออกกลาง “ที่ไม่ใช่อาหรับ” นั่นคือตุรกี และอิหร่าน ตลอดจนกลุ่มชาวเคิร์ดซึ่งกระจายตัวอยู่ในทั้งอิหร่านและอิรัก

แม้อิสราเอลสามารถรวมตัวเป็นพันธมิตรกับกลุ่มประเทศเหล่านั้นได้นานพอสมควรในช่วงของการสถาปนาประเทศ แต่ความร่วมมือดังกล่าวไม่อาจคงอยู่ได้นานตามที่คาดหวัง เพราะพื้นฐานของการรวมตัวเป็นพันธมิตรระหว่างทั้งสองประเทศเกิดขึ้นในกรอบของสงครามเย็น

เมื่อบริบทของสังคมโลกเปลี่ยนไปตามกาลเวลา ทั้งตุรกีและอิหร่านต่างหันไปสถาปนาความสัมพันธ์กับนานาประเทศในโลกอาหรับ เช่นเดียวกันความสัมพันธ์ระหว่างอิสราเอล กับตุรกีและอิหร่านเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา แต่อย่างน้อยความสัมพันธ์ระหว่างอิสราเอลกับตุรกียังไม่ถึงขั้น “เป็นศัตรูต่อกัน” เหมือนอิสราเอลกับอิหร่าน

ด้วยเหตุนี้จึงอาจอนุมานได้ว่า เส้นทางของความร่วมมือที่นับจากนี้จะเกิดขึ้น “อย่างเปิดเผย” ระหว่างอิสราเอลกับยูเออีและบาห์เรนจะสามารถขับเคลื่อนไปสู่สันติภาพตามที่ประกาศไว้ได้มากเพียงใด “การจัดการความสัมพันธ์” กับอิหร่านจึงถือเป็นตัวแปรสำคัญ เพราะในเมื่อพื้นฐานของข้อตกลงอับราฮัมเริ่มต้น “บนพื้นฐานที่แตกต่าง” จากข้อตกลงที่อิสราเอลลงนามร่วมกับอียิปต์ ซึ่งมาจากความต้องการของประธานาธิบดีอันวาร์ ซาดัต ที่ต้องการเข้าหาสหรัฐในช่วงสงครามเย็น และแลกกับเงินช่วยเหลือทางทหาร

ขณะที่สมเด็จพระราชาธิบดีฮุสเซนแห่งจอร์แดนเองก็ทรงมีพระราชประสงค์ “เอาใจ” สหรัฐ จากความสัมพันธ์กับรัฐบาลวอชิงตันที่สูญเสียไปหลังสงครามอ่าวเปอร์เซีย และปูทางสู่การจัดทำข้อตกลงการค้าเสรีร่วมกัน

อย่างไรก็ตาม “ความพยายาม” ของทรัมป์ ในการ “ซื้อสันติภาพ” ให้กับตะวันออกกลาง จะสามารถขับเคลื่อนไปได้ตลอดรอดฝั่งหรือไม่ เป็นสิ่งที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดในระยะยาว.

------------------------------------------------
ภัทราพร ไพบูลย์ศิลป

เครดิตภาพ : REUTERS


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%