อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 25 ตุลาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 25 ตุลาคม 2563

พี่สอนน้อง"ม็อบการเมือง"ปี63

“ต้องยอมรับว่าครั้งนี้ รูปแบบการเคลื่อนไหวเปลี่ยนไปจากเดิม คาดเดายาก ว่า ท้ายที่สุดแล้วคลื่นขบวนนี้ จะไปจบที่สถานีไหน จะบอกว่า มันเป็นพรมแดนใหม่ของการต่อสู้เคลื่อนไหวทางการเมืองก็ย่อมได้” เสาร์ที่ 19 กันยายน 2563 เวลา 10.00 น.


เป็นเรื่องที่สังคมเฝ้าจับตาอย่างระทึก สำหรับการชุมนุมของ“กลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม” ในวันที่ 19 ก.ย. ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ วันนี้จึงถือโอกาสสนทนากับ2 อดีตแกนนำม็อบรุ่นพี่ “เหลือ-แดง” มาที่ผ่านสมรภูมิการนำม็อบ ที่หนักหน้าสาหัสมาแล้ว ออกมาสะท้อนมุมมอง ปรากฏการณ์การชุมนุมครั้งนี้
 
โดย“สุริยะใส กตะศิลา” แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.)  เปิดฉากยอมรับว่า การชุมนุมครั้งนี้มีลักษณะที่แตกต่างไปจากการเคลื่อนไหวของกลุ่ม “เหลือง-แดง”ในอดีต  หรือย้อนไปกว่าหน้านั้น จากข้อเรียกร้องที่มีความอ่อนไหวสูงกว่าที่ผ่านมา


 
โดยเฉพาะขอเรียกร้องต่อสถาบันฯ และลักษณะการแสดงออกของแกนนำหรือผู้ร่วมชุมนุมบางส่วนก็ชัดเจนในตัวว่า นี่เป็นเป้าหมายสูงสุดของการต่อสู้ เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เรื่องขับไล่รัฐบาล ที่กลายเป็นเรื่องรองๆ ไป ซึ่งการชุมนุมถ้ามีลักษณะที่เลยธงไป ก็ต้องรับผิดชอบร่วมกัน โดยเฉพาะคนเป็นแกนนำมวลชน คุณจะต้องคำนึงถึงความเห็นอารมณ์ร่วมของผู้ชุมนุม ความเข้าใจเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ความปลอดภัยของผู้มาร่วมชุมนุม เป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญ  
 
ถึงที่สุดเราคงไปห้ามการเคลื่อนไหวไม่ได้ต้องปล่อยให้มีการเคลื่อนไหว แต่ก็ต้องส่งสัญญาณถึงแกนนำ ต้องควบคุมการชุมนุมให้ได้และระวังการแฝงตัวเข้าป่วนสถานการณ์  
 
อย่างไรก็ตามมองว่าบางข้อเรียกร้องของเยาวชนอาจจะต้องใช้รูปแบบการถกแถลงพูดคุยกันด้วย เหตุด้วยผล จากคนเห็นต่างมากกว่าการออกไปอยู่ในที่ชุมนุมเพราะมันเท่ากับผลักอีกฝ่ายเป็นศัตรูโดยปริยาย  
           


ทั้งนี้เห็นว่าการรัฐประหารไม่ใช่คำตอบ ไม่ใช่ทางออกของการแก้ปัญหาความขัดแย้งแตกแยก ที่ผ่านมา มันพิสูจน์ชัดแล้ว และผมก็ไม่เคยเห็นด้วยกับการรัฐประหาร แต่ก็ต้องส่งสัญญาณเตือนทุกฝ่ายเหมือนกันว่า เมื่อเราไม่ชอบไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหารจะต้องไม่สร้างเงื่อนไขของการรัฐประหารด้วย
 
อย่างน้อยตรงนี้มันก็ควรจะเป็นหน้าที่ของทุกคนโดยเฉพาะเวลาเราบอกว่า เราเรียกร้องประชาธิปไตย ก็ต้องช่วยกันต่อต้านและยับยั้งเงื่อนไขที่จะเปิดทางให้มีการัฐประหาร  

“ผมเองเคยผ่านการเคลื่อนไหวมาหลายเวที แต่ก็ต้องยอมรับว่าครั้งนี้ไม่เหมือนที่ผ่านมาแปลกไปจากเดิมมาก ทั้งรูปแบบการเคลื่อนไหวที่เริ่มจากสร้างขุมกำลังในโซเชียล แล้วขยับลงถนน ลามไปตามรั้วโรงเรียน ข้ามเรื่อง “เหลือง-แดง” ข้ามโจทย์ในอดีต จนผมคาดเดายากเหมือนกันว่า ท้ายที่สุดแล้วคลื่นขบวนนี่จะไปจบที่สถานีไหน อย่างไร จะบอกว่า มันเป็นพรมแดนใหม่ของการต่อสู้เคลื่อนไหวทางการเมืองก็ย่อมได้”สุริยะใส กล่าว  


 
ด้าน“จตุพร พรหมพันธุ์” ประธานกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) 2 อดีตแกนนำม็อบรุ่นใหญ่ อีกคนหนึ่งก็ สะท้องมุมมองต่อปรากฏการณ์การชุมนุมครั้งนี้ว่า  ทุกการชุมนุมของแต่ละฝ่ายมีบทเรียนที่เหมือนกันและแตกต่างกัน

คำว่าบทเรียนนั้นจึงไม่ได้หมายความว่าให้คนในรุ่นปัจจุบันจะต้องทำตาม เราเรียกร้องให้ดำรงความมุ่งหมายข้อเรียกร้อง 3 ข้อ 2 จุดยืน 1 ความฝัน และอย่าไปก้าวล่วงสถาบันฯ

ซึ่งก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ แต่ผมก็บอกว่า เราทำด้วยเจตนาดี เพราะเราผ่านบทเรียนมามากมาย ก่อนนปช. จะถูกล้อมปราบก็ถูกกล่าวหาว่าเป็นพวกโค่นล้มสถาบันฯ ไม่ได้แตกต่างไปจากเหตุการณ์ 6 ต.ค.2519  


 
ดังนั้นเราก็พยายามที่จะนำเสนอว่า อะไรคือหนทางแห่งชัยชนะ อะไร คือ หนทางที่จะประสบความหายนะ ต้องให้คนรุ่นปัจจุบันเขาได้คิดอ่าน ส่วนจะเชื่อหรือไม่เชื่อถือว่าเป็นเสรีภาพ เราก็ได้ทำหน้าที่ในฐานะคนที่ผ่านมาก่อนความขัดแย้ง
 
ณ ปัจจุบันนี้ มันเป็นความขัดแย้งที่ก่อเกิดขึ้นมาใหม่ จะไม่เหมือนความขัดแย้งเมื่อ 10- 40 ปีที่แล้ว เมื่อเป็นความขัดแย้งใหม่ คู่ขัดแย้งก็เปลี่ยนใหม่ ยุคสมัยก็จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป แต่ว่าความน่ากังวลก็ยังดำรงอยู่  
 


หลักการประชาธิปไตยเราต้องอยู่บนความแตกต่างให้ได้ ความสวยงามของประชาธิปไตย มันคือ ความแตกต่าง และต้องกล้าและอดทนที่จะรับฟังความแตกต่างกันให้ได้  ไม่ใช่ความเห็นต่างต้องเป็นศัตรูกัน
 
ผมเห็นด้วยกับคนหนุ่มสาวในบางเรื่อง บางเรื่องไม่เห็นด้วยและผมก็วิพากษ์วิจารณ์อย่างตรงไปตรงมา เพราะว่าเราไม่ต้องการที่จะให้คนรุ่นปัจจุบันเขาไปเจออย่างที่เราเคยเจอ ด้วยความวาดหวังว่า วันที่ 19 ก.ย.นี้ จะจบลงตรงที่แต่ละฝ่ายได้ทำหน้าที่โดยไม่มีความสูญเสียใดๆ ครั้งนี้เชื่อว่าคงจะต้องมีการเปลี่ยนแปลง แต่จะนำไปสู่อะไรก็คงต้องวิเคราะห์เป็นตอนๆ ไป  



ผมเชื่อว่า การรัฐประหารของประเทศไทยไม่เคยมีครั้งสุดท้าย เพียงแต่ว่า ถ้าจะลงมือเมื่อไร เหตุผลก็รออยู่ข้างหน้าอยู่แล้ว และครั้งนี้ก็มีความชัดเจนมากกว่าในหลายๆ ครั้งที่ผ่านมาเสียด้วยซ้ำ ผมก็พยายามที่จะเตือนว่าอย่าได้เลือกหนทางการรัฐประหาร เพราะท้ายที่สุดมันเกิดความเสียหายต่อชาติบ้านเมือง
 
และขณะเดียวกันทุกฝ่ายต้องหลีกเลี่ยงอะไรที่จะเป็นสาเหตุของการรัฐประหารต้องไม่สุมไฟใส่กัน วันนี้ผมเชื่อว่าวันที่ 19 ก.ย.น่าจะเป็นคำตอบให้กับทุกฝ่าย รอผลวันที่ 19 ก.ย. ผมว่าจะเป็นคำตอบของทุกอย่าง ว่า จุดจบของเหตุการณ์นี้จะจบอย่างไร  


 
“การรัฐประหารกับประเทศไทยนั้น มันไม่เคยเป็นหนทางที่แก้ปัญหาได้อย่างแท้จริง แต่ว่ามันอาจจะถูกสร้างสถานการณ์ในขณะนั้นว่าการรัฐประหารเป็นทางเลือกเดียวที่ดีที่สุด ซึ่งพอเดินไปสักพักก็เห็นแล้วว่ามันไม่ใช่ มันกลับกลายเป็นการสร้างความเสียหายให้กับชาติบ้านเมืองมากยิ่งขึ้น แต่ประเทศไทยเป็นประเทศต้องคำสาป ไม่เคยมีครั้งสุดท้ายสำหรับเรื่องการรัฐประหาร เราก็เสนอว่าอะไรที่มันเป็นทางเลือกที่ไม่ต้องจบลงด้วยการรัฐประหารนั้นทุกฝ่ายจะต้องร่วมมือกันและหลีกเลี่ยงเรื่องเหล่านั้น”จตุพร กล่าว.  


 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 57