อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 25 ตุลาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 25 ตุลาคม 2563

"กาแลตาแป"ต้นแบบโอกาส คืนคนใหม่ สร้างภูมิชีวิต

“ผู้กระทำผิด”ที่ผ่านการรับโทษนอกจาก“อิสรภาพ” “โอกาส”เป็นสิ่งที่ทุกคนโหยหาเพราะถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการเดินหน้าออกมาใช้ชีวิตเหมือนคนทั่วไปได้อีกครั้ง เสาร์ที่ 12 กันยายน 2563 เวลา 12.00 น.


“โอกาส”เป็นความหวังของทุกคน ไม่เว้นแม้แต่ผู้ถูกคุมประพฤติ หรือผู้ต้องขังที่พ้นโทษแล้ว ก็อยากได้โอกาสกลับมาใช้ชีวิตในชุมชนหรือบ้านเกิด โดยไม่ถูกรังเกียจ แต่การจะกลับเข้าไปอยู่ในชุมชมอย่างปลอดภัย ไม่หวาดระแวงซึ่งกันและกัน การแก้พฤตินิสัยเป็นสิ่งสำคัญลำดับแรก ถัดมาคือการเปลี่ยนทัศนคติของชุมชน ถือเป็นงานท้าทายทั้งกรมคุมประพฤติและกรมราชทัณฑ์

ด้วยแนวคิดต้องการให้ชุมชนและผู้พ้นโทษอยู่ร่วมกันได้อย่างกลมกลืนผ่านการทำกิจกรรมหรืออาชีพร่วมกัน“บ้านปูลารายอ กาแลตาแป” หรือ บ้านกึ่งวิถี จึงตั้งขึ้นเป็นต้นแบบบ้านกึ่งวิถีมุสลิมแห่งแรก ใช้เป็นสถานที่สงเคราะห์ผู้ถูกคุมประพฤติและผู้ต้องขังพ้นโทษที่ยังไม่มีสถานที่พักพิงหรือครอบครัวยังไม่พร้อมรับ โดยใช้พื้นที่เกาะกลางน้ำขนาดเล็ก ริมแม่น้ำบางนรา ในชุมชนกาแลตาแป อ.เมือง จ.นราธิวาส เป็นพื้นที่รองรับ มีชุมชนคอยดูแลความเรียบร้อยของบ้าน และปรับพฤติกรรมเด็ก เริ่มจากเป็นเพื่อนให้เกิดความรู้สึกไว้วางใจ ขณะที่เจ้าหน้าที่กรมคุมประพฤติจะช่วยถอดบทเรียนอีกทอดหนึ่ง โดยมีนายวิตถวัลย์ สุนทรขจิต อธิบดีกรมคุมประพฤติ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและรับฟังการดำเนินโครงการไปเมื่อเร็ว ๆ นี้

บ้านกาแลตาแป รองรับการดูแลได้ 20 คน ไม่เกิน 30 คน ตั้งแต่เปิดบ้านเมื่อ ก.พ.63 ถึงปัจจุบันมีผู้ผ่านการดูแลแล้ว 25 คน ส่วนใหญ่ออกไปใช้ชีวิตปกติแล้ว เหลือผู้ที่อยู่ในบ้านอีก 6 คน ผู้เข้ามาพักจะรับเฉพาะผู้ชาย ต้องเป็นกลุ่มผู้ถูกสืบเสาะและพินิจ , ผู้ถูกคุมประพฤติหรือพ้นจากการคุมประพฤติ, ผู้ได้รับการปล่อยตัวเมื่อพ้นโทษหรือได้รับพระราชทานอภัยโทษ ฯลฯ ในสามจังหวัดภาคใต้ เงื่อนไขการอยู่ร่วมกันเน้นปรับความคิดและพฤติกรรม ไปจนถึงการสร้างความรู้ความเข้าใจ ทักษะในการดำเนินชีวิต และกำหนดเป้าหมายหลังออกจากบ้านควบคู่ไปกับการทำกิจกรรมและฝึกอาชีพกับชุมชน เช่น ทำเรือกอแระ ทำข้าวเกรียบ เพาะเห็ด



ความยากง่ายในการปรับพฤตินิสัยของเด็ก นายสามารถ ละกะเต็บ พนักงานคุมประพฤติชำนาญการ หัวหน้ากลุ่มแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิด เผยต้องแยกเป็นกรณีวมีภูมิหลังเป็นอย่างไร ต้องพูดคุยให้เด็กกำหนดเป้าหมายตัวเองและช่วยวางแผนเติมเต็ม การพักอาศัยและเรียนรู้ในบ้านกึ่งวิถีจะใช้เวลารวม 4 เดือน หากไม่พอใจหรือยังไม่พร้อมกลับบ้าน กรรมการชุมชนจะพิจารณาให้อยู่ต่อได้ตามสมควร เพื่อพัฒนาตัวเองให้พร้อม แต่ถ้ากลับไปบ้านแล้วยังมีโอกาสกลับไปเสพก็อาจเชิญให้กลับมาอยู่ใหม่ เป็นการช่วยให้สุดสายป่าน ไม่ใช่แค่จบหลักสูตรแล้วปล่อยก็จะถูกจับกลับมาอีก

“ทำงานช่วงแรกท้อ เพราะชาวบ้านต่อต้านบอกว่าเอาคุกมาไว้ในชุมชน แต่ด้วยความจริงใจก็สามารถลดความหวาดระแวงลงได้ สังคมมุสลิมไม่คุมกำเนิด มีลูกเยอะดูแลไม่ทั่วถึง ประกอบกับรายได้ไม่พอเลี้ยงดู ส่วนใหญ่จึงตกเป็นเครื่องมือถูกหลอกล่อให้ทำความผิด ถ้าเราแก้ไขให้การศึกษา สร้างอาชีพ สร้างอนาคตพวกเขา ให้ดีกว่าได้ก็เป็นเรื่องน่ายินดี”

นายมูฮามัดดือราฟี สะมะแอ หรือ แบหวัง หนึ่งในผู้นำชุมชน รับหน้าที่ผู้จัดการบ้าน กล่าวถึงเบื้องหลังการเชื่อมโยงระหว่างชุมชนกับผู้ต้องขังที่พ้นโทษว่า ในช่วงแรกที่มีการขอใช้พื้นที่ชาวบ้านต่อต้านมากเพราะหวาดกลัว ตนและเจ้าหน้าที่กรมคุมประพฤติจึงเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นและพยายามทำความเข้าใจว่าหากมีสถานที่ดังกล่าวชุมชนจะมีโอกาสพัฒนาอาชีพร่วมกัน รวมถึงได้เรียนรู้การอยู่ร่วมกัน มีการทำประชามติหลายครั้งจนชาวบ้านยินยอม ในการดูแลจะให้การพัฒนาทั้งเด็กและครอบครัวเด็ก เพื่อไม่ให้กลับไปสู่วงจรเดิม แม้ออกจากบ้านไปแล้วเจ้าหน้าที่ก็ยังต้องติดตามสอบถามตลอด

ยอมรับว่าสถานการณ์ยาเสพติดในชุมชนกาแลตาแปยังแพร่ระบาดรุนแรง ผู้ที่พ้นโทษอยู่ร่วมกับสถานการณ์จริง เมื่อเด็กต้องกลับไปอยู่บ้าน แม้จะรู้ว่าในชุมชนตัวเองมียาเสพติดก็ต้องอยู่ร่วมให้ได้โดยไม่ไปยุ่งเกี่ยว ระหว่างนี้จะถูกสุ่มตรวจหาสารเสพติดซึ่งยังไม่พบเด็กที่พักอาศัยในบ้านกลับเข้าไปเกี่ยวข้องอีก แต่ปัญหาที่พบคือแม้เด็กจะกลับตัวแต่ก็ยังมีประวัติอาชญากรรม ทำให้ไม่ได้รับโอกาส

นายสุไฮมี อะปิเส็ง หรือ มี อายุ 32 บ้านเดิมอยู่ อ.รามัน จ.ยะลา ผู้ถูกตรวจพิสูจน์และออกจากศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดปัตตานี เล่าว่า อยู่บ้านกาแลตาแปเป็นเวลา 8-9 เดือนแล้ว ถืออยู่นานที่สุด มีโอกาสไปเรียนช่างเชื่อมกับครูข้างนอกเพื่อต่อยอดธุรกิจรับเหมากับที่บ้าน และได้ลองเรียนเกษตรเพาะเห็ด ก่อนหน้านี้เคยกลับไปอยู่บ้าน 2 เดือน แต่มีปัญหาเรื่องคดีขับรถประมาท และครอบครัวอยากให้อยู่ที่นี่เพื่อทบทวนและปรับตัวให้ได้ก่อน หากออกไปแม้จะมีงานให้ทำก็กลัวว่าจะเจอกับสภาพแวดล้อมเดิมจึงขอกลับเข้ามาอยู่ใหม่ ตนเชื่อว่าใจที่หนักแน่นเข้มแข็งจะทำให้ผ่านอุปสรรคไปได้ ยืนยันไม่กลับไปเสพยาอีกแน่นอน

นอกจาก“ลงโทษ” “โอกาส”เป็นส่วนสำคัญที่ควรหยิบยื่นให้กันโดยไม่มีข้อยกเว้น.


ทีมข่าวอาชญากรรม รายงาน
crimedn@dailynews.co.th


 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 89