อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 29 กันยายน 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 29 กันยายน 2563

กระแสไล่รัฐบาลของเด็ก ควรจัดการระบบรับน้องด้วย

ฝ่ายผู้ใหญ่บางกลุ่มอุดมการณ์ทางการเมือง เขาก็บอกว่า “เด็กๆ ควรจะเรียนหนังสือไม่ควรยุ่งการเมือง” ซึ่งความหมายก็คือในการเมืองมันมีอะไรที่ลึกลับซับซ้อนอยู่เกินกว่าการออกมาเรียกร้องยื่นข้อต่อรอง พฤหัสบดีที่ 27 สิงหาคม 2563 เวลา 12.00 น.


ช่วงนี้ปรากฏการณ์ที่เรียกว่า แฟลชม็อบ” ลุกลามไปทั่ว ซึ่งก็ไม่รู้แน่ชัดว่า มันปลุกติดขึ้นจากอะไร แต่มันเริ่มแรงขึ้นหลังจากเกิดกรณี “วีไอพี” ทำให้คนไทยผวาว่าจะเกิดการลุกลามของโควิดที่ จ.ระยองและที่ย่านนานาก็ส่วนหนึ่ง เรื่องความน่าสมเพชของการแย่งชามข้าวรัฐมนตรีในพรรคแกนนำรัฐบาลก็ส่วนหนึ่งที่มันฟ้องว่า ไอ้คำว่า “เราจะทำตามสัญญา ขอเวลาอีกไม่นาน แล้วแผ่นดินที่งดงามจะคืนกลับมา” แท้จริงแล้วมันก็ทำไม่ได้ทั้งเพ

บางคนเขาก็ว่าเป็นเพราะปัญหาการอุ้มหายนายวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเป็นผู้ต้องหาไม่ไปตามหมายเรียก คสช.และเป็นผู้ต้องหาคดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เขาเชื่อกันว่า “รัฐบาลอยู่เบื้องหลัง” ทั้งที่ทางฝั่งรัฐบาลเองก็ออกมาปฏิเสธ มีการตั้งข้อสังเกตว่านายวันเฉลิมมีปัญหากับ “ขาใหญ่”ในกัมพูชาเกี่ยวกับการค้ากัญชาหรือเปล่า แล้วก็มีการติดต่อประสานงานไปยังกัมพูชาแล้ว แต่ก็ตามตัวยากเพราะเหมือนว่านายวันเฉลิม “อยู่เลยเวลา”

แต่เอาเป็นว่า ไม่ว่าฟางเส้นไหนจะทำให้ลาหลังหักก็ตาม แฟลชม็อบก็เกลื่อนเมือง และมันกลายเป็นความน่าสนใจของสื่อนานาประเทศ ที่การประท้วงของประเทศไทยดูมีอารมณ์ขัน ( อย่างที่เขาบอกว่าเผด็จการเกลียดกลัวอารมณ์ขันมาก เพราะจะจัดการให้เด็ดขาดก็ไม่ได้) เช่นเรื่องการเอาเพลงแฮมทาโร่มาร้องในม็อบ การจัดม็อบเลียนแบบแฮร์รี่ พอตเตอร์ การชูสามนิ้วเป็นสัญลักษณ์เลียนแบบหนังเรื่อง hunger game จัดม็อบเสร็จแยกย้าย



ตอนนี้แฟลชม็อบก็ลามไปสู่การแสดงสัญลักษณ์ของเด็กมัธยมในโรงเรียน มีการแสดงการชูสามนิ้วระหว่างการเข้าแถวก่อนเข้าเรียน ในยุคโซเชียลมีเดียแบ่งบานเช่นนี้ที่น่ากลัวคือข่าวลือข่าวปล่อยออกมาเยอะ และมันทั้งเป็นคุณต่อม็อบ และเป็นปัญหาต่อม็อบให้เกิดการปะทะระหว่างรุ่น โดยข่าวเหล่านี้ส่วนมากเป็นข่าวประเภท “เขาว่า” ที่เอามาโหมกระพือในอินเทอร์เน็ต โดยเฉพาะทวิตเตอร์ที่ใช้ระบบติดแฮชแท็กให้คนเข้าไปอ่าน

แล้วก็มียูสเซอร์ประเภทหน้าสัตว์ หน้าตุ๊กตา ออกมาเล่าประสบการณ์ที่ได้เป็น ขบถ” ประเภทว่า โรงเรียนห้ามถึงขนาดใช้ความรุนแรงกับเด็กบ้าง หรือบางที่ เด็กๆ หลายคนถูกกดดันโดยรุ่นพี่ใหญ่กว่าให้แสดงสัญลักษณ์ด้วย ความเป็นสัตว์สังคมของมนุษย์ทำให้บางทีเขาก็ไม่กล้าปฏิเสธ แต่เมื่อไรที่เกิดกระแสอึงอลในอินเทอร์เน็ตทำนองนี้ขึ้นมา ก็ต้องไล่แก้ข่าวกันทีเหมือนกรณีโรงเรียนที่สุราษฎร์ธานี ที่ครูต้องออกมาแก้ข่าวว่าไม่ได้ทำร้ายเด็กเหมือนภาพนิ่งที่แชร์กัน

กลายเป็นโจทย์ใหญ่ของนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการไปแล้ว ที่จะต้องหาทางประนีประนอมรอมชอมกับการเคลื่อนไหวของเด็กให้ได้ ซึ่งจริงๆ ก็ตั้งความหวังกับ “รมว.ตั้น”ได้ เพราะศรีภรรยาคือนางทยา ทีปสุวรรณ ก็ได้ชื่อว่าเป็นนักการศึกษา บริหารโรงเรียนศรีวิกรม์มาก่อน รมว.ตั้นเขาเลยต้องใช้วิธีออกหนังสือให้เด็กสามารถแสดงออกถึงจุดยืนหรือสัญลักษณ์ทางการเมืองได้ เพื่อลดปัญหาการแสดงออกนอกรั้วโรงเรียนและมีความรุนแรง

ก็ย้อนกลับไปที่ว่า เมื่อมีกระแสในอินเทอร์เน็ตขึ้นมา ก็มีข่าว “เขาว่า” มาโจมตีกลุ่มเด็กที่เคลื่อนไหวว่าจริงๆ ไม่ใช่การขบถต่อการเปลี่ยนแปลงอะไรทั้งนั้น เพียงแค่ต้องการแหกกฎระเบียบวินัยที่โรงเรียนมี เช่น ทรงผม เครื่องแบบนักเรียน การเปิดปิดรั้วโรงเรียน เพื่อให้มันมีเสรีภาพมากขึ้น และก็มีคนเอาข้อเรียกร้องประเภทไม่น่าจะรับได้ ซึ่งไม่รู้จริงหรือเปล่ามาโจมตีว่าเด็กก็จะเอา ประเภทขอให้มีการขายบัตรคอนเสิร์ตเกาหลีราคาถูกกับเด็ก



โลกอินเทอร์เน็ตมันทำให้การสื่อสารสับสนอลหม่านไปหมด ชนิดที่คำว่า “ชัวร์ก่อนแชร์” ก็ชักจะมึนๆ เหมือนกันว่าอะไรจริงอะไรปลอมกันแน่ ซึ่งเมื่อถึงจุดหนึ่งที่เราไม่สามารถเชื่อได้ว่า ข้อเรียกร้องไหนดี ข้อเรียกร้องไหนจริง จะเกิดภาวะ “ขดลวดแห่งความเงียบ” คือเลิกสนใจแชร์กันเพราะกลัวเป็นการ “ดักควาย”กันเสียอย่างนั้น หรือไม่ก็เกิดผลสะท้อนกลับคือความขัดแย้งระหว่างรุ่น ที่ผู้ใหญ่กับเด็กปะทะทางความคิดกันหนักขึ้น เพราะต่างก็ยึดอัตตา

ฝ่ายผู้ใหญ่บางกลุ่มอุดมการณ์ทางการเมือง เขาก็บอกว่า “เด็กๆ ควรจะเรียนหนังสือไม่ควรยุ่งการเมือง” ซึ่งความหมายก็คือในการเมืองมันมีอะไรที่ลึกลับซับซ้อนอยู่เกินกว่าการออกมาเรียกร้องยื่นข้อต่อรอง เด็กๆ อาจยังไม่เดียงสากับเรื่องเหล่านี้ก็ขอให้ “รู้ให้ถ่องแท้แน่นอนก่อน” จึงจะร่วมเคลื่อนไหวแสดงสัญลักษณ์ได้อย่างเป็นแนวร่วมที่มีคุณภาพ และพังเพยที่ผู้ใหญ่กลุ่มนี้ชอบใช้คือ “เขาเป็นพวกอาบน้ำร้อนมาก่อน”

ขณะเดียวกันเด็กยุคนี้ก็ไม่เหมือนยุคก่อนเพราะความที่สื่อเสรี เด็กเลือกหาเสพสื่ออินเทอร์เน็ตได้ไม่หวาดไม่ไหว ในทวิตเตอร์ก็ดูตามแฮชแท็กเอา หรือไม่ระบบอัลกอริทึมของเฟซบุ๊กก็เลือกการนำเสนอว่า “เด็กน่าจะถูกใจสิ่งนี้” แต่การบริโภคสื่อด้านเดียว มุมเดียวจะไม่ทำให้เห็นภาพรวมของปรากฏการณ์ทั้งหมด ดังนั้นเรื่องการรู้เท่าทันสื่อ การตรวจสอบและคานเนื้อหาสองฝ่าย (check and balance ) ควรจะเป็นหลักสูตรสอนเด็กตั้งแต่ ม.ต้นได้แล้ว

ความที่เด็กระดับมหาวิทยาลัยออกมามากขึ้น และมีแกนนำโดนจับ ทำให้เด็กมัธยมเห็น “ภาพฝันของการต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงไปสู่วันที่ดีกว่า” และทำให้เกิดความฮึกเหิมต่อการเป็นขบถ ก็ร่วมขบวนการกับเขาด้วย และสำหรับผู้ใหญ่ที่อ้างว่า “อาบน้ำร้อนมาก่อน” ก็โดนเด็กถอนหงอกเอาว่า “อาบน้ำร้อนมาก่อนหรือถูกต้มมาแล้วจนเปื่อย” เสียอย่างนั้น ที่ผู้ใหญ่เหล่านี้เงียบ ปล่อยให้รัฐบาลบริหารไปแบบอยากซื้ออะไรก็ซื้อ อยากทำอะไรก็ทำ ไม่เห็นหัวประชาชน

ภาพของรัฐบาลขณะนี้คือความพยายามรอมชอมอย่างเต็มที่ รัฐบาลไม่ขวางเพราะฝ่ายความมั่นคงเกรงว่า การออกมาจะนำไปสู่การเคลื่อนไหวที่เยาวชนใช้ความรุนแรงแบบฮ่องกงโมเดล ที่คนรุ่นใหม่ลุกขึ้นมาต่อต้านรัฐบาลจีนเพื่อแยกประเทศให้ได้ เพราะเห็นว่า เพื่ออิสรภาพ เสรีภาพ ความเป็นอยู่ที่ดีกว่าที่จะต้องอยู่ภายใต้ประเทศคอมมิวนิสต์ รมว.ตั้นเองก็ลงมารับฟังความเห็นเด็กและยอมรับว่า บางเรื่องเป็นสิ่งที่น่าทำ เช่นเด็กเรียกร้องปฏิรูปการศึกษา



สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจว่า เด็กๆ ควรจะเรียกร้องเป็นปากเสียงนอกจากเรื่องปฏิรูปการศึกษา คือเรื่อง “ยกเลิกการรับน้อง” เพราะไม่รู้ว่าทำไมเหมือนกันที่เด็กเข้ามหาวิทยาลัยใหม่หลายคนต้องสมยอมกับระบบนี้ทั้งที่มันคือการใช้ความรุนแรงแบบรุ่นสู่รุ่น มหาวิทยาลัยที่ขึ้นชื่อก็เช่น แม่โจ้  ศิลปากร หรือมหาวิทยาลัยราชภัฏต่างๆ ที่เห็นมีเสียงลือเสียงเล่าอ้างกันว่าเดี๋ยวเรียกรับน้อง เดี๋ยวเรียกซ้อมเชียร์จนไม่ต้องเรียนกัน บางทีรุ่นพี่ก็ตั้งกฎบ้าๆ บอๆ วางอำนาจใส่

แล้วก็ทำท่าใหญ่โตเสียเต็มประดาว่า “ถ้าเรื่องแค่นี้ทนไม่ได้แล้วจะใช้ชีวิตในสังคมทำงานได้อย่างไร” ซึ่งอีคนพูดก็แก่กว่าหรือเผลอๆ อายุเท่ากันกับรุ่นน้องนั่นแหละ เอาเข้าจริง เรื่องนี้ รมว.การอุดมศึกษาฯ ก็ควรมีท่าทีออกมาในเชิงคาดโทษไปเลยว่าถ้ามี บุคลากรด้านกิจการนิสิตนักศึกษาต้องรับผิดชอบโดยการลาออก หรือไม่ก็ถ้าชอบแบบอารมณ์ขันตามม็อบ ก็จัดฝ่ายบุคคลบริษัทต่างๆ มาว้ากอีพวกปีสามปีสี่ให้รู้รสความโหดของจริงดีกว่ามโนเอา

นี่เท่าที่ดูกระแสมาเหมือนกับว่า ข้อเรียกร้องของเด็กที่ประกาศออกมาชัดเจนยังไม่มีเรื่องนี้ ทำไมเมื่อยอมรับรัฐบาลไม่ได้ แต่กลับสมาทาน..สมยอมกับระบบที่ใครก็ไม่รู้มาทำอำนาจบาตรใหญ่ใส่โดยที่ไม่ได้มีประโยชน์ใดๆ ล่าสุดก็เกิดเหตุการณ์สะเทือนใจเมื่อมีการซ้อมเชียร์ (มันก็คือการรับน้องรูปแบบหนึ่งนั่นแหละ) แล้วบังคับให้นักศึกษาสาวราชภัฏภูเก็ตรายหนึ่งที่เต้นไม่ได้ต้องถูกวิ่งทำโทษจนขาดใจตาย

ฝ่ายรุ่นพี่ที่เคยอำนาจบาตรใหญ่ก็กลายสภาพเป็นหมาหางจุกตูดกันไปหมด ไม่ออกมารับแมนๆ ว่าตัวเองสั่งทำเอง อาศัยอ้างความเป็นเยาวชนปกป้องตัวเอง ซึ่งคดีนี้ต้องขอให้พ่อของผู้เสียหายอย่ายอม และรุ่นพี่ต้องแสดงสปิริต เมื่อกล้าทำอะไรก็ต้องกล้ารับ คนไหนเกิน 20ปีแล้วกล้าเปิดหน้าขอโทษต่อสังคม ต่อครอบครัวผู้เสียหายไหม ? เรื่องแบบนี้เป็นปัญหาแทบจะทุกปี เมื่อเรามีกระทรวงการอุดมศึกษาฯแล้วก็ช่วยมาจัดการ และเด็กเองก็ควรหัดขบถต่อระบบนี้ด้วย

ไหนๆ คิดจะรื้อสร้างวินัย ก็หยิบปัญหาทั้งระบบขึ้นมา ศึกษา แล้วพูดถึงมันอย่างคนมีความรู้ ไม่ใช่แค่กระแส.
..............................................
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง”


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    90%
  • ไม่เห็นด้วย
    10%

บอกต่อ : 147