อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 28 กันยายน 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 28 กันยายน 2563

"บิ๊กตู่ 2/2" ฝ่าวิกฤติถูกล็อกเป้า จุดปมร้อน-เจอเตะตัดขา   

ในทางการเมืองใครก็รู้ เมื่อไหร่ก็ตาม มีการปรับคณะรัฐมนตรี  ( ครม. ) จะส่งผลทำให้รัฐบาลก็เริ่มนับถอยหลังแทบทุกครั้ง เพราะบุคคลที่ถูกปรับออกก็ไม่พอใจ ส่วนบุคคลที่นำเข้ามาทำงาน ก็ไม่แน่ว่าจะแสดงฝีมือให้เป็นที่ยอมรับได้หรือไม่ อังคารที่ 21 กรกฎาคม 2563 เวลา 12.00 น.


หลายคนจับตามองการเปลี่ยนแปลงของรัฐบาลพล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งจะกลายเป็น “ครม. บิ๊กตู่ 2/2” จะหลีกกฎธรรมชาติทางการเมืองพ้นหรือไม่

ถ้าตามความเคลื่อนไหวพล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ในช่วงจะมีการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) “ บิ๊กตู่ 2/2”   แม้บางครั้ง  จะเห็นหัวหน้ารัฐบาลมีท่าที่ปลอดโปร่งโล่งใจ  เชื่อว่าการปรับเปลี่ยนตำแหน่งต่างๆในฝ่ายบริหาร จะไร้ปัญหา  ไม่ส่งผลทำให้เกิดความขัดแย้ง พร้อมทั้งขีดเส้นว่า ทุกอย่างจะเสร็จสิ้นในเดือนส.ค.  แต่ในความเป็นจริง จะเป็นเช่นนั้นได้จริงหรือ

อดีตที่ผ่านมาใครตามการเมืองบ้านเรา จะรู้ว่าเวลามีการปรับครม. ครั้งใด ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลที่ผ่านมาจากการแต่งตั้ง หรือมาจากการเลือกตั้ง  จะส่งผลทำให้รัฐบาลชุดนั้น มีปัญหาแทบทุกครั้ง คนที่ถูกปรับออกก็ไม่พอใจ คนที่ไม่ได้รับตำแหน่ง ก็จะก่อหวอดตีรวน  ซึ่งดูเหมือนรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ก็อาจหนีกฎทางการเมืองไม่พ้น



ไล่ตั้งแต่การลาออกของ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์” อดีตรองนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย “กลุ่ม4 กุมารซึ่งประกอบด้วย นายอุตตม สาวนายน อดีตรมว.คลัง, นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์  อดีตรมว.พลังงาน, นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ อดีต รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

จากนั้นสื่อบางสำนักรายงานข่าวว่า  “หัวหน้ารัฐบาล” มีบทบาทสำคัญในการกดดัน “นายสมคิด”  และกลุ่ม 4 กุมารให้ลาออกจากตำแหน่ง  พร้อมทั้งนำการสื่อสารผ่านทางไลน์ และการพูดคุยระหว่าง “พล.อ.ประยุทธ์ “ กับ ”อดีตรองนายกฯ“ มาเปิดเผย 

งานนี้ก็คงเดาได้  ใครเป็นคนปล่อยข้อมูลดังกล่าวให้สื่อ อย่าลืม...หลังมีข่าวปรับครม. “พล.อ. ประยุทธ์“ และ “บิ๊กป้อม “พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรรคพลังประชารัฐ (พปชร.)  ก็ตกเป็นเป้าโจมตีจากสื่อบางสำนักอย่างต่อเนื่อง  แม้โพลค่ายดัง ยังอ้างว่า ประชาชนเห็นว่า การปรับ “นายสมคิด” และ 4 กุมารพ้นจากรัฐบาล เปรียบเสมือน  เสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกฆ่าขุนพล

แม้ว่าก่อนหน้านี้ หัวหน้ารัฐบาลจะให้สัมภาษณ์สื่อระบุว่า “แม้ว่า ผมเป็นทหารมา ก็มีความผูกพันแม้แต่กับคนที่ทำงานมาด้วย เขาเรียกว่าความผูกพันดูสิทำงานมาตั้ง 5 ปี และสิ่งสำคัญวันนี้ถือว่าท่านทำสำเร็จมาในขั้นต้นกับผมแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการวางพื้นฐานดิจิทัล และอีอีซี เรื่องเหล่านี้ทุกท่านร่วมมือมากับผม

แต่เมื่อสถานการณ์การเมืองมันเปลี่ยนแปลงไป เรามองในมิติการเมืองเรื่องของการเมือง ท่านก็ออกไป จะบอกว่า ก็เสียดาย แต่มันก็จำเป็นด้วยสถานการณ์ทางการเมือง ผมเองก็ไม่คุ้นเคยแบบนี้ แต่จำเป็นต้องตัดสินใจ เราก็จากกันด้วยดี ไม่มีการให้ร้ายอะไรซึ่งกันและกัน ผมไม่เคยทำร้ายใคร”



ขณะที่รายชื่อครม. ใหม่ ยังมีความชัดเจนเพียงคนเดียวคือ นายปรีดี ดาวฉาย“ ประธานสมาคมธนาคารไทย ซึ่งนายกฯยอมรับว่า ได้ทาบทามให้เข้ามาร่วมงานในรัฐบาล รับตำแหน่ง รมว.คลัง 

นอกจากนี้ยังมีกระแสข่าวว่า การทาบทามบุคคลภายนอก จำนวน 5 คน  มาร่วมงานด้านเศรษฐกิจ คือ 1.นายบุญทักษ์ หวังเจริญ อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารธนาคารทหารไทย  2.นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทีเอ็มบี 3.นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร อดีต รมช.คมนาคม และอดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. 4. นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่  บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิค

ขณะที่รายงานข่าวจากพรรค พปชร.แจ้งว่า ในการประชุมคณะกรรมการบริหาร (กก.บห.) พรรคในวันที่ 21 ก.ค. จะมีการพิจารณาเสนอชื่อรัฐมนตรีโควตาของพรรคให้ พล.อ.ประยุทธ์ฯ พิจารณา เนื่องจากมีรัฐมนตรีที่เคยอยู่ในส่วนของพรรคลาออก ทำให้มีเก้าอี้ว่างลง 4 ตำแหน่งคือ รองนายกรัฐมนตรี, รมว.การคลัง, รมว.พลังงาน และ รมว.อุดมศึกษา ฯ

แหล่งข่าวใกล้ชิดหัวหน้ารัฐบาล  เปิดเผยว่า สำหรับ รมว.การคลังและ รมว.พลังงานนั้น แม้แกนนำบางคนใน พปชร.อยากจะมานั่ง และแม้นายกฯ จะเข้าใจสถานการณ์ทางการเมืองดี แต่โจทย์สำคัญที่นายกฯ มองคือต้องแก้ปัญหาให้ประเทศและประชาชนในภาวะวิกฤติ ไม่ใช่เพื่อตอบโจทย์ความต้องการฝ่ายการเมืองเพียงอย่างเดียว

ดังนั้น ผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่ง รมว.การคลังและ รมว.พลังงาน จะเป็นโควตาคนนอกที่เป็นมืออาชีพ อีกทั้งความตั้งใจนายกฯ ต้องการปรับ ครม.ให้น้อยที่สุดเพื่อแทนตำแหน่งที่ว่างเท่านั้น และให้เกิดแรงกระเพื่อมน้อยที่สุด โดยสัดส่วนพรรคร่วมรัฐบาลยังเหมือนเดิม ในส่วน รมว.การคลัง รอเพียงการตอบรับจากนายปรีดี

ส่วน รมว.พลังงาน มีความเป็นไปได้สูงที่นายไพรินทร์ อดีต รมช.คมนาคม จะมารับตำแหน่งนี้ เพราะมีประสบการณ์บริหารด้านพลังงาน และมีความสัมพันธ์ที่ดีกับ 3 ป.  รวมถึงจะเป็นบทพิสูจน์ความเป็นภาวะผู้นำของนายกฯ ในภาวะวิกฤติไม่ใช่เอาการเมืองมาเล่น

เพราะสถานการณ์วันนี้แม้การเอาคนที่เป็นมืออาชีพเข้ามาช่วยแก้ปัญหา ก็ยังมั่นใจได้ไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าจะฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจจากการแพร่ระบาดของโควิดได้หรือไม่

ดังนั้นหากนายก พูดคุยทำความเข้าใจด้วยเหตุด้วยผล ทุกคนจะเข้าใจ เพราะถ้าการเมืองตีรวนจนอยู่ไม่ได้ บ้านเมืองจะยิ่งอยู่ไม่ได้



อย่างไรก็ตาม รายงานข่าวระบุว่า สำหรับโควตา พปชร. รัฐมนตรียังนั่งที่เดิมเกือบทั้งหมด จะมีเพียงการขยับบางเก้าอี้เท่านั้น  ส่วนกรณีที่นายกฯ ระบุว่าพรรคสามารถเสนอชื่อบุคคลได้แต่จะเอาตามหรือไม่ ขึ้นอยู่กับนายกฯ ตัดสินใจเอง ทำให้ พปชร.จะเสนอโผ ครม.ของ พปชร.ให้นายกฯ พิจารณาเลือก 2 สูตร

สูตรแรก นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม จะไปนั่ง รมว.พลังงาน แล้วเอานายอนุชา นาคาศัย ส.ส.ชัยนาท และเลขาธิการพรรค ไปนั่ง รมว.อุตสาหกรรมแทน ส่วนนายสุชาติ ชมกลิ่น ส.ส.ชลบุรี และรองหัวหน้าพรรค พปชร. จะเสนอให้เอาโควตา รมว.อุดมศึกษาฯ ไปแลกกับ รมว.แรงงาน ซึ่งเป็นโควตาของพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) ที่เสนอชื่อนายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ กก.บห.รปช.

ส่วนอีกสูตรคือ ให้นายอนุชา ไปดำรงตำแหน่ง รมว.อุดมศึกษาฯ  ส่วนนายสุชาติจะไปเป็น รมช.มหาดไทย ซึ่งจะทำให้กระทรวงมหาดไทยมี รมช. 3 คน คือ นายนิพนธ์ บุญญามณี จากพรรคประชาธิปัตย์, นายทรงศักดิ์ ทองศรี จากพรรคภูมิใจไทย และนายสุชาติ จาก พปชร.

นอกจากนี้ยังมีรายงานอีกว่า “พล.อ.ประวิตร” พยายามผลักดันให้นางนฤมล  ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นั่งเก้าอี้ รมต.ประจำสำนักนายกฯ แทนนายเทวัญ ลิปตพัลลภ หัวหน้าพรรคชาติพัฒนา (ชพน.) เนื่องจากปัจจุบันรัฐบาลไม่ได้มีเสียงปริ่มน้ำแล้ว แตกต่างจากช่วงแรกที่ต้องรวบรวมเสียงทุกพรรคให้ได้มากที่สุด จึงยอมยกเก้าอี้นี้ให้พรรค ชพน. อีกทั้งคนที่รับปากว่าจะให้เก้าอี้ ชพน.ตอนจัดตั้งรัฐบาลคือ นายอุตตม สาวนายน อดีตหัวหน้าพรรค พปชร. ที่ปัจจุบันลาออกไปแล้ว

ขณะที่แหล่งข่าวระดับสูงในพปชร. ออกมาเปิดเผยว่า  ในช่วงสุดสัปดาห์ในส่วนของพปชร.  ยังคงมีความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องในการหารือของแกนนำกลุ่มต่างๆ โดยเฉพาะกระทรวงพลังงาน ที่อาจเป็นคนนอก เข้ามานั้น ส่งผลให้แกนนำ พปชร.ไม่พอใจ

เนื่องจาก พล.อ. ประวิตรได้รับปากเป็นสัญญาใจหลังจากมีการหักดิบใส่ชื่อ ”นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์” อดีตเลขาพปชร.มาเป็น รมว.พลังงาน แทนชื่อนายสุริยะ

ทั้งๆ ที่ได้ตกลงกันไว้เรียบร้อยแล้ว ก่อนที่นายสุริยะ จะบินไปร่วมงานรับปริญญาบุตรชายที่สหรัฐ ฯ แต่ก็มีการสลับชื่อในช่วงโค้งสุดท้าย  จนเกิดความเคลื่อนไหวของ กลุ่ม ส.ส.สามมิตร โดยพล.อ.ประวิตร ขอให้ใจเย็นๆ และรับปากกับนายสุริยะ ว่า ในการปรับครม. ครั้งหน้าจะคืนตำแหน่ง รมว.พลังงาน ดังนั้นทางกลุ่มจึงรอดูท่าทีของ พล.อ. ประวิตร ว่าจะทำอย่างไร 

“หากผิดสัญญาอีกครั้งก็ เท่ากับนายสุริยะ แกนนำกลุ่มสามมิตร จะถูกหักหลังเป็นรอบที่ 2  ซึ่ง ส.ส. ใน กลุ่มคงไม่แฮปปี้  คงต้องมีการหารืออย่างจริงจังก่อนที่จะมีการประชุมกก.บห. ในวันที่ 21 ก.ค.นี้ เพื่อเคาะตำแหน่งรัฐมนตรีของพรรค ก่อนส่งให้นายกรัฐมนตรี”

งานนี้ต้องจับตาดูว่า “พล.อ.ประยุทธ์“ จะถอดชนวนความขัดแย้งในพปชร. และรับมือกับการก่อหวอดคนอกหักอย่างไร เพื่อไม่ให้กระทบกับเสถียรภาพรัฐบาล

................................................
คอลัมน์ : สืบเสาะเจาะข่าว
โดย :  "ระฆังแก้ว"


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    75%
  • ไม่เห็นด้วย
    25%

บอกต่อ : 131