อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 28 กันยายน 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 28 กันยายน 2563

สุมไฟทะเลจีนใต้ ทรัมป์"ทิ้งไพ่สุดท้าย?"ชน"สี"

ทะเลจีนใต้เป็นหนึ่งในพื้นที่อ่อนไหวที่สุดในด้านภูมิศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศของโลก ด้วยการมีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาลและการเป็นหนึ่งในเส้นทางเดินเรือสายสำคัญของโลก การได้ครอบครองอาณาเขตในบริเวณนี้มากเท่าไหร่ ย่อมนำมาซึ่งรายได้และส่งเสริมอิทธิพลในภูมิภาคมากยิ่งขึ้นไปอีก อาทิตย์ที่ 19 กรกฎาคม 2563 เวลา 09.00 น.


ทะเลจีนใต้เป็นหนึ่งในพื้นที่อ่อนไหวที่สุดในด้านภูมิศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศของโลก ด้วยการมีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาลและการเป็นหนึ่งในเส้นทางเดินเรือสายสำคัญของโลก หลายประเทศในภูมิภาคจึงต่างอ้างกรรมสิทธิ์ ได้แก่ เวียดนาม ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย บรูไน อินโดนีเซีย และจีน โดยเฉพาะกรณีของจีนที่เกือบ 40% ของการขนส่งสินค้าทางเรือเข้าและออกประเทศต้องผ่านทะเลจีนใต้ การได้ครอบครองอาณาเขตในบริเวณนี้มากเท่าไหร่ ย่อมนำมาซึ่งรายได้และส่งเสริมอิทธิพลในภูมิภาคมากยิ่งขึ้นไปอีก
 
เป็นที่ทราบกันดีว่าในขณะที่รัฐบาลปักกิ่งและประเทศคู่ขัดแย้งเรื่องทะเลจีนใต้ต่อสู้กันมานานหลายทศวรรษ ห่างออกไปในอีกซีกโลกหนึ่ง สหรัฐจับตาสถานการณ์นี้มาตลอดและแสดงออกอย่างสม่ำเสมอ แม้ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียกับการแย่งชิงกรรมสิทธิ์เหนือน่านน้ำในบริเวณนี้เลยก็ตาม โดยใช้ข้ออ้าง “ความเป็นกลาง” และ “เสรีภาพในการลาดตระเวน” ในขณะที่พื้นที่แทบทั้งหมดของทะเลจีนใต้ไม่ได้อยู่ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศใดอย่างชัดเจนแต่ด้วยผลประโยชน์ที่ไม่เข้าใครออกใคร ปัญหาทะเลจีนใต้จึงถือเป็น “เกมที่ยืดเยื้อ” บรรดาคู่กรณีต่างอาศัยช่วงเวลาของความขัดแย้งซึ่งยังไม่มีแนวโน้มสิ้นสุด “ปักหลักและตั้งหลัก” ในบริเวณนี้ เพื่อใช้เป็นเงื่อนไขในการต่อรอง
 
หนึ่งในนั้นคือโครงการถมทะเลเพื่อสร้างเกาะเทียมและสิ่งปลูกสร้างมากมายที่ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการทหาร จนกลายเป็นฐานทัพลอยน้ำขนาดใหญ่ ควบคู่ไปกับการฝึกซ้อมรบอย่างต่อเนื่องแสดงแสนยานุภาพทั้งเครื่องบิน เรือรบ เรือดำน้ำและเรือสนับสนุนปฏิบัติการทางทหาร พล.ร.อ.ฟิลิป เดวิดสัน ผู้บัญชาการศูนย์บัญชาการอินโด-แปซิฟิก ถึงขั้นเคยกล่าวว่าหากสถานการณ์ลุกลามถึงขั้นเป็นการสู้รบกัน “ในระยะสั้น” จีนจะเป็นฝ่ายควบคุมสถานการณ์ได้ดีกว่าสหรัฐ เรียกได้ว่าเป็นครั้งแรกที่กองทัพสหรัฐแสดงความไม่เชื่อมั่นออกมา หากต้องต่อกรกับกองทัพจีน

 
แม้มีคู่ขัดแย้งทั้งวงในและวงนอกอย่างชัดเจน ว่าใครมีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรง และผู้ที่เสนอตัวเข้ามามีส่วนร่วมกับปัญหาทะเลจีนใต้เป็นใครบ้าง อย่างไรก็ตาม ทิศทางของความขัดแย้งเรื่องนี้จะสิ้นสุดอย่างไรยังเป็นเรื่องที่คาดเดาได้ยากมาก แต่สิ่งหนึ่งที่พอมองเห็นคือพัฒนาการของจีนในการก้าวขึ้นสู่ความเป็นมหาอำนาจบนเวทีโลก ที่มีตัวแปรสำคัญคือท่าทีของสหรัฐ โดยท่ามกลางสถานการณ์โลกที่เป็นอยู่ตอนนี้ มีความเป็นไปได้น้อยมากถึงมากที่สุด ที่ทั้งสองประเทศจะขัดแย้งกันรุนแรงถึงขั้นสู้รบกันในทะเลจีนใต้ ที่สหรัฐไม่มีความเกี่ยวข้องอะไร ยิ่งไปกว่านั้นรัฐบาลวอชิงตันยังไม่ได้เป็นภาคีของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (อันคลอส) ข้อตกลงพื้นฐานระหว่างประเทศว่าด้วยการกำหนดอธิปไตยทางทะเล และการแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้อง
 
หลังรักษาท่าทีมานาน ในที่สุดสหรัฐประกาศว่า การอ้างกรรมสิทธิ์ทับซ้อนระหว่างรัฐบาลปักกิ่งกับหลายประเทศในภูมิภาคว่าการที่จีนประกาศความเป็นเจ้าของทรัพยากรนอกชายฝั่งแทบทั้งหมดในทะเลจีนใต้นั้น เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายสากลอย่างชัดเจน เช่นเดียวกับการเดินหน้าใช้นโยบายกดดันประเทศคู่กรณี เพื่อแย่งชิงสิทธิดังกล่าว
 
ด้วยเหตุนี้ “จึงชัดเจนที่สุดแล้วว่า” รัฐบาลปักกิ่งคือภัยคุกคามด้านความมั่นคงต่อทะเลจีนใต้ และ “ประโยคสำคัญ” คือสหรัฐ “ยืนหยัดเคียงข้าง” เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะเวียดนามและฟิลิปปินส์ซึ่งเป็นประเทศคู่ขัดแย้งหลัก จริงอยู่ที่ไม่ใช่ท่าทีเหนือความคาดหมาย แต่เรียกได้ว่าเป็นครั้งแรกอย่างเป็นทางการ ที่สหรัฐประกาศ “เลือกข้าง” และเป็นการเปิดประตูอย่างเป็นทางการ สู่การเล่นเกมในแบบที่ตัวเองถนัดนั่นคือ “การคว่ำบาตร” เพื่อกดดันอีกฝ่าย

 
นับตั้งแต่เข้ามาบริหารประเทศเมื่อปลายเดือนม.ค. 2560 ไมอาจปฏิเสธได้ว่ารัฐบาลสหรัฐของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ “เป็นฝ่ายจุดชนวน” ความขัดแย้งหลายเรื่องกับรัฐบาลปักกิ่ง โดยเฉพาะสงครามการค้าที่ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ขยายวงกว้างไปทั่วโลก และการโหมกระพือประเด็นสิทธิมนุษยชน ครอบคลุมทั้งสถานการณ์ในซินเจียง ทิเบต และที่กำลังระอุอยู่ตอนนี้คือฮ่องกง
 
อย่างไรก็ดี สหรัฐกำลังจะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีในเดือน พ.ย.นี้ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ทรัมป์ตั้งแง่กับจีนมาตลอด ดังนั้นนับจากนี้เป็นต้นไปจนกว่าจะผ่านพ้นวันลงคะแนน “อะไรก็ตาม” ที่เกี่ยวกับจีน และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง จึงเป็นเรื่องที่รัฐบาลวอชิงตันต้องหยิบยกขึ้นมาสร้างกระแสให้เป็นประเด็นมากที่สุด เพื่อเรียกคะแนนเสียงให้กับแคมเปญปลุกความเป็นชาตินิยมของทรัมป์
 
ไม่ว่าจะสามารถรักษาตำแหน่งผู้นำสหรัฐได้เป็นสมัยที่สองติดต่อกัน หรืออยู่ในตำแหน่งต่ออีก 4 ปีได้หรือไม่ แต่การที่ทรัมป์และทีมงานตัดสินใจเลือกประเด็นทะเลจีนใต้ขึ้นมาสร้างกระแสโหมกระพือในตอนนี้ น่าจับตาเป็นอย่างยิ่ง เพราะในส่วนลึกสหรัฐและจีนน่าจะทราบดีอยู่แล้วว่า “ไม่สามารถทำอะไรได้มากกว่านี้” ขณะที่ข้อตกลงการค้าเฟสแรกที่ลงนามร่วมกันเมื่อต้นปีนี้เป็นเพียง “การซื้อเวลา” เท่านั้น
 
หากทรัมป์ได้เป็นประธานาธิบดีต่อไป แน่นอนยังคงสามารถใช้เรื่องนี้กดดันจีนได้ต่อ แต่ถ้าอำนาจเปลี่ยนมือก็จะขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของผู้นำสหรัฐคนต่อไปว่าจะเดินหมากต่อจากที่ทรัมป์วางทิ้งไว้ให้หรือไม่ กระนั้นในกรณีที่ทรัมป์ไม่ได้เป็นผู้นำสหรัฐต่อคนที่จะขึ้นมาคือนายโจ ไบเดน อดีตรองประธานาธิบดี 2 สมัยในยุคของประธานาธิบดีบารัค โอบามา ซึ่งเข้ามายุ่มย่ามในทะเลจีนใต้มากกว่ารัฐบาลทรัมป์มาก คู่กรณีโดยตรงของจีนในเรื่องนี้คือกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่รวมตัวกันในนามสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) คือฝ่ายที่ต้องประเมินและเตรียมพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น โดยตั้งอยู่บนการรักษาสัมพันธ์ที่สมดุลระหว่างสองมหาอำนาจจากฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออก
 
---------------------------------------------
ภัทราพร ไพบูลย์ศิลป.


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    75%
  • ไม่เห็นด้วย
    25%

บอกต่อ : 98