อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 15 สิงหาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 15 สิงหาคม 2563

โลกนี้คือละคร

ผู้ที่ศึกษาพระธรรมซึ่งมีความรู้ความเข้าใจอย่างถูกต้อง ย่อมเป็นผู้มีความเห็นถูก (สัมมาทิฏฐิ)​ จะส่งผลให้สภาพธรรมฝ่ายดี (กุศลธรรม) ​มีกำลังมากกว่าสภาพธรรมฝ่ายไม่ดี (อกุศลธรรม)​ เนื่องจากมีการขัดเกลากิเลสและเห็นโทษของการกระทำความชั่ว พฤหัสบดีที่ 16 กรกฎาคม 2563 เวลา 10.00 น.


การได้เกิดมาเป็นคนในชาตินี้มีเหตุมาจากการกระทำความดี (กุศลกรรม)​ที่มีมาแต่ในอดีตชาติ จึงได้รับผลของการกระทำความดี (กุศลวิบาก) จึงได้เกิดมาเป็นคนในชาตินี้ ​สำหรับผู้ที่เกิดมาเป็นคนในชาตินี้แล้วการกระทำความดีและการกระทำความชั่ว (อกุศลกรรม) จะเป็นเหตุให้เกิดผลของการกระทำความดีและผลของการกระทำความชั่ว (อกุศลวิบาก)​ ในชาตินี้ หรือชาติหน้าและชาติต่อๆไป ขึ้นอยู่กับผลของการกระทำ (วิบากกรรม) ที่ได้กระทำมาแล้วในต่างกรรมต่างวาระส่วนจะส่งผลเมื่อไรนั้น จะเร็วหรือช้าอย่างไร ไม่มีผู้ใดล่วงรู้หรือพยากรณ์ได้ อยู่ที่ผลของการกระทำว่าสุกงอมเมื่อไรก็จะได้รับผลเมื่อนั้น เป็นไปตามกฎแห่ง​กรรม​ที่พระบรมศาสดา พระอรหันตสัมมาสัมพุทธ​เจ้าทรงแสดงไว้ดังที่ปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎก

การดำรงชีวิตและการดำเนินชีวิตของผู้คนทั้งหลายในปัจจุบันบนโลกใบนี้ เป็นที่ประสบพบเห็นในทุกเมื่อเชื่อวันถึงการกระทำความดีและการกระทำความชั่ว รวมถึงผลของการกระทำความดีและผลของการกระทำความชั่วที่เกิดกับแต่ละบุคคล



ความจริง (สัจธรรม) ที่พระสัมมาสัมพุทธ​เจ้าทรงตรัสรู้นั้นเป็นความจริงแท้ (ปรมัตถสัจจะ) มีสามัญลักษณะ 3 ประการ (ไตรลักษณ์) ​คือ ไม่เที่ยง (อนิจจัง)​ เป็นทุกข์ (ทุกขัง) ​ไม่ใช่ตัวตนซึ่งบังคับบัญชาไม่ได้ (อนัตตา)​ ส่วนความจริงสมมติ (สมมติสัจจะ)​ เป็นความจริงที่ผู้คนทั้งหลายสมมติกันขึ้นว่าเป็นสัตว์ บุคคลและสิ่งต่างๆ ซึ่งเป็นความเห็นผิด (มิจฉาทิฏฐิ) ซึ่งเข้าใจกันว่าเที่ยง เป็นสุข มีตัวตน (อัตตา) ทำให้ต้องประสบกับความทุกข์ร้อนเนื่องจากความเห็นผิดดังกล่าว

ผู้ที่ศึกษาพระธรรมซึ่งมีความรู้ความเข้าใจอย่างถูกต้อง ย่อมเป็นผู้มีความเห็นถูก (สัมมาทิฏฐิ)​ จะส่งผลให้สภาพธรรมฝ่ายดี (กุศลธรรม) ​มีกำลังมากกว่าสภาพธรรมฝ่ายไม่ดี (อกุศลธรรม)​ เนื่องจากมีการขัดเกลากิเลสและเห็นโทษของการกระทำความชั่ว ในทางกลับกันผู้ที่ไม่ได้ศึกษาพระธรรมซึ่งไม่มีความรู้และไม่มีความเข้าใจในพระธรรมอย่างถูกต้อง ย่อมเป็นผู้มีความเห็นผิด จะส่งผลให้สภาพธรรมฝ่ายไม่ดี ​มีกำลังมากกว่าสภาพธรรมฝ่ายดี เนื่องจากไม่มีการขัดเกลากิเลสและไม่เห็นโทษของการกระทำความชั่ว



เมื่อมีโอกาสได้เกิดมาเป็นคนทั้งทีในชาตินี้แล้วจึงอย่าได้ประมาทในการดำเนินชีวิตที่จะได้รับประโยชน์จากการนับถือพระพุทธศาสนา การศึกษาพระธรรมจึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งโดยฟังธรรมตามกาลจะเป็นเหตุนำไปสู่การละความไม่รู้(อวิชชา) จะทำให้สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างเป็นปรกติสุขตามอัตภาพของแต่ละบุคคล และเป็นการสะสมความเห็นถูกต่อไปในภพหน้าอีกด้วย

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย หมวดความไม่ประมาท มีใจความตอนหนึ่งว่า “ความไม่ประมาทเป็นหนทางแห่งความไม่ตาย ความประมาทเป็นทางแห่งความตาย ผู้ไม่ประมาทเชื่อว่าย่อมไม่ตาย ผู้ที่ประมาทก็เหมือนคนที่ตายแล้ว”

อรรถกถาสารีปุตตโมคคัลลานบรรพชาที่พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะได้ทำกติกากันไว้ว่า ผู้ใดพบอมตธรรมก่อน ผู้นั้นจงบอกแก่อีกฝ่ายหนึ่ง มีใจความว่า “…ได้ยินว่า ท่านทั้ง 2 นั้นในเวลาเป็นคฤหัสถ์มีชื่อปรากฏอย่างนี้ว่า อุปติสสะ โกลิตะ มีมาณพ 250 เป็นบริวาร ได้ไปดูมหรสพซึ่งมี ณ ยอดเขา สองสหายเห็นมหาชนในที่นั้นแล้ว ได้มีความรำพึงว่า ขึ้นชื่อว่าหมู่มหาชนอย่างนี้ๆ ยังไม่ทันถึง 100 ปี ก็จักตกอยู่ในปากแห่งความตาย

ลำดับนั้น สหายทั้ง 2 เมื่อบริษัทลุกขึ้นแล้ว ได้ไต่ถามกันและกัน มีอัธยาศัยร่วมกัน มีความสำคัญว่าความตายปรากฏเฉพาะหน้า ปรึกษากันว่า เพื่อน เมื่อความตายมี ธรรมที่ไม่ตายก็ต้องมีด้วย เอาเถิด เราค้นหาธรรมที่ไม่ตายกันเถิดดังนี้…”




พระธรรมซึ่งเป็นหลักธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเป็นประโยชน์แก่ชาวพุทธทั้งหลาย เพื่อจะได้น้อมนำมาพิจารณาเป็นเครื่องเตือนสติและเห็นความสำคัญของการมีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งจะได้ดำเนินชีวิตด้วยความไม่ประมาท บทความนี้เขียนขึ้นเพื่อรำลึกถึง สุเทพ วงศ์กำแหง ผู้เป็นแบบอย่างที่ดีในการดำเนินชีวิตอย่างมีคุณธรรม​และจริยธรรม​ ได้ให้ประโยชน์แก่ส่วนรวมในทุกด้านด้วยจิตใจที่มีเมตตา โอบอ้อมอารี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กับผู้คนทั้งหลาย ซึ่งได้ล่วงลับจากโลกนี้ไปแล้วเมื่อวันที่ 27 ก.พ. 63 สัปดาห์นี้จะมีการจัดงานบำเพ็ญกุศลและสวดพระอภิธรรมในวันเสาร์ที่ 18 ก.ค. 63 เวลา 19.00 น. ณ ศาลาพระครูประจักษ์ วัดธาตุทอง และจะมีงานพระราชทานเพลิงศพในวันอาทิตย์ที่ 19 ก.ค. 63 เวลา 17.30 น. ณ เมรุวัดธาตุทอง จึงขอส่งข่าวสารมายังผู้ที่มีความเคารพรักต่อ สุเทพ วงศ์กำแหง จะได้ได้ร่วมกันไว้อาลัยต่อการจากไปที่ไม่มีวันหวนคืนกลับมาอีกแล้วเป็นครั้งสุดท้าย

“โลกนี้คือละคร” เป็นชื่อบทเพลงซึ่งเป็นผลงานขอ



ไพบูลย์ บุตรขัน เจ้าของผลงานอมตะมากมายซึ่งเป็นผู้ประพันธ์เนื้อร้องและทำนอง โดยสุเทพ วงศ์กำแหง ศิลปินแห่งชาติสาขาศิลปะการแสดง -การขับร้อง (เพลงไทยสากล) พ.ศ. 2533 ได้ผู้ขับร้องเพลงนี้ไว้เมื่อ 50 ปีที่แล้ว น้ำเสียงอันมีมนต์ขลังได้ถ่ายทอดอารมณ์เพลงถึงแก่นแท้ของชีวิตที่ต้องเผชิญกับการเกิดแก่เจ็บตายซึ่งไม่มีใครล่วงพ้นไปได้ การดำเนินชีวิตย่อมเป็นไปตามฐานานุรูปของแต่ละบุคคลซึ่งมีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ ไม่ว่าจะยากดีมีจน จะประสบกับความสำเร็จหรือความล้มเหลว ฯลฯ ไม่อาจบังคับบัญชาได้ เนื้อร้องของเพลง “โลกนี้คือละคร “ มีดังนี้
 
โลกนี้นี่ดูยิ่งดูยอกย้อน เปรียบเหมือนละคร ถึงบทเมื่อตอนเร้าใจ

บทบาทลีลาแตกต่างกันไป ถึงสูงเพียงใด ต่างจบลงไปเหมือนกัน

เกิดมาต้องตายร่างกายผุพัง ผู้คนเขาชัง คิดยิ่งระวังไหวหวั่น

ต่างเกิดกันมาร่วมโลกเดียวกัน ถือผิวชังพรรณ บ้างเหยียดหยามกันเหลือเกิน

โลกนี้คือละคร บทบาทบางตอน ชีวิตยอกย้อนยับเยิน

ชีวิตบางคนรุ่งเรืองจำเริญ แสนเพลิน เหมือนเดินอยู่บนหนทางวิมาน

โลกนี้นี่ดูยิ่งดูเศร้าใจ ชั่วชีวิตวัย หมุนเปลี่ยนผันไปเหมือนม่าน

ปิดฉากเรืองรองผุดผ่องตระการ ครั้นแล้วไม่นาน เปิดผ่านเป็นความเศร้าใจ

............................................
คอลัมน์ : ว่ายทวนน้ำ
โดย “ทวีศักดิ์ อุ่นจิตติกุล”


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 150