อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 13 สิงหาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 13 สิงหาคม 2563

ถึงเวลาสะสาง"สมบัติชาติ" รฟท.ต้องกล้าลงดาบ"คนฮุบที่ดิน"

“การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.)“ ถือว่าเผชิญภาวะขาดทุนอย่างต่อเนื่อง แต่ “รฟท.“ ก็ยังมีขุมทรัพย์สำคัญ ที่ช่วยสร้างรายได้ก็คือ”ที่ดิน”ซึ่งกระจายอยู่ทั่วประเทศ เพียงแต่ว่า ยังไม่สามารถสร้างรายได้ให้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย อันเนื่องมาจากปัญหาบางประการ อังคารที่ 7 กรกฎาคม 2563 เวลา 10.00 น.


เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา นายนิรุฒ มณีพันธ์ ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ได้ออกมาแถลงนโยบายและยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนรฟท. ว่า 2 เดือนที่ได้เข้ามารับตำแหน่งผู้ว่า รฟท. ได้ลงพื้นที่ดูงาน และตรวจเยี่ยมพนักงานทั่วประเทศ ทำให้เห็นถึงข้อจำกัดต่างๆในการดำเนินงาน และการบริหารทรัพย์สินของ รฟท.

รวมถึงปัญหาที่เกิดจากความตั้งใจและไม่ตั้งใจของประชาชน ที่รุกล้ำเข้ามาในพื้นที่ของ รฟท. ซึ่งอาจทำให้เกิดความสูญเสียกับ รฟท. และประชาชน ดังนั้นถึงเวลาแล้วที่ต้องจัดระเบียบกับผู้บุกรุกที่รุกล้ำเข้ามาทุกพื้นที่ของรฟท. ก่อนหน้านี้เป็นอย่างไรไม่รู้ แต่ถ้าดูแล้วไม่ปลอดภัยกับประชาชน และเกิดความสูญเสียกับรฟท. จะไม่อะลุ้มอะล่วย และไม่ประนีประนอมแน่นอน เรื่องนี้ยอมไม่ได้จริงๆ



นายนิรุฒ กล่าวต่อว่า ขณะนี้สามารถจัดการพื้นที่ที่มีผู้บุกรุกได้สำเร็จแล้ว 1 พื้นที่คือ ตลาดคลองตัน ซึ่งอยู่บนทางรถไฟ เสี่ยงอันตรายมาก โดยใช้เวลาดำเนินการประมาณ  1 สัปดาห์  ส่วนตลาดต่อไปที่กำลังพิจารณาคือ ตลาดร่มหุบ จ.สมุทรสงคราม แต่เนื่องจากตลาดนี้เป็นแลนด์มาร์คของประเทศไทย สร้างรายได้ให้กับประเทศเป็นอย่างมาก

จึงเป็นเรื่องที่ต้องคิดหนัก กำลังหารือกับผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงครามว่าจะทำอย่างไร ให้ตลาดนี้ซึ่งเป็นวิถีชุมชนยังคงอยู่ต่อไป ควบคู่ไปกับเรื่องความปลอดภัย อย่างไรก็ตามตลาดร่มหุบ เป็นตลาดที่อยู่สถานีปลายทาง ซึ่งรถต้องชะลอก่อนเข้าถึงสถานีอยู่แล้ว จึงมีความปลอดภัยมากกว่า ไม่เหมือนกับตลาดคลองตันที่อยู่ระหว่างทาง ที่รถไฟต้องใช้ความเร็ว  


ขณะเดียวกันผู้บริหารรฟท. ยังกล่าวถึง ยุทธศาสตร์หลักในการดำเนินงานมี 3 ด้าน หนึ่งในนั้น คือเพิ่มรายได้และลดค่าใช้จ่าย จะมุ่งเน้นการสร้างรายได้ทั้งในธุรกิจหลัก อาทิ การขนส่งสินค้าและผู้โดยสาร และธุรกิจที่ไม่ใช่ธุรกิจหลัก อาทิ ที่ดิน รฟท. เพื่อสร้างให้เกิดรายได้และประโยชน์สูงสุดต่อองค์กร โดยมีการเพิ่มพันธมิตรทางธุรกิจต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงมุ่งเน้นการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้เรื่องการใช้ประโยชน์พื้นที่นั้น ได้มีนโยบายวางแนวทางการจัดระเบียบผู้เช่าให้อยู่ในมาตรฐานเดียวกัน พร้อมทั้งระบุว่า สำหรับโครงการระยะเร่งด่วน ภายในปีนี้จะจัดระบบบริหารจัดการที่ดินให้มีรายได้มากขึ้น เพราะขณะนี้ที่ดินรถไฟกว่า 2 หมื่นไร่ แต่สร้างรายได้ให้แค่ 2-3 พันล้านบาทต่อปี



มีตัวอย่างที่น่าสนใจ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการหารายได้จากที่ดินของ รฟท. เมื่อวันที่ 15 มิ.ย. ที่ผ่านมา ในการประชุมคณะทำงานศึกษากำหนด ยุทธศาสตร์การบริหารพื้นที่และติดตามกำกับนโยบายจากการจัดการรายได้ จากทรัพย์สินประเภทอสังหาริมทรัพย์ของรฟท. ซึ่งมี “นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์” อธิบดีกรมการขนส่งทางราง ( ขร ) เป็นประธานในการประชุม หนึ่งในวาระการประชุม มีการหารือในประเด็น จำนวนสัญญา ประเภทสัญญา และมูลค่าสัญญาของแปลงที่ดินของรฟท. โดยให้ รฟท. จัดทำข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแปลงที่ดินต่างๆ พร้อมจัดทำแผนปฏิบัติการ

เพื่อให้สามารถจัดหาประโยชน์จากอสังหาริมทรัพย์ของ รฟท. ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง “บริษัท ซัสเซส แพลน จำกัด “ เข้ามาเกี่ยวข้อง และสะท้อนความล้มเหลว ความไร้ประสิทธิภาพของรฟท. ในการจัดหาประโยชน์จากอสังหาริมทรัพย์ของหน่วยงาน

บริษัท ซัสเซสฯ ได้สิทธิ์ในการเข้าทำประโยชน์ในที่ดินสถานีหัวหิน หรือ”หัวหินบาร์ซาร์” เนื้อที่ 2.34 ไร่ บริเวณทางลงชายหาดหัวหิน ถนนเรศดำริห์ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จากรฟท. หลังชนะการประกวดราคา แต่ถูกเจ้าหน้าที่รัฐในท้องถิ่น ขัดขวางการเข้าพัฒนาพื้นที่ จนต้องเสียทั้งเงิน เสียทั้งเวลา เสียผลประโยชน์ทางธุรกิจ โดยไม่สามารถทำอะไรได้เลย

ที่ดินสถานีหัวหิน หรือ”หัวหินบาร์ซาร์” เดิมรฟท.ให้เทศบาลหัวหินเช่าเพื่อหาผลประโยชน์ตั้งแต่ปี 2526 โดยทางเทศบาลหัวหินได้สร้างอาคาร แบ่งเป็นห้องให้ผู้ประกอบการเช่าช่วงค้าขาย จนสัญญาเช่าสิ้นสุดลง เมื่อวันที่ 26 มี.ค. 2546 รฟท.จึงได้บอกเลิกสัญญากับเทศบาลหัวหิน และให้ผู้ประกอบการ รื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง และขนย้ายทรัพย์สิน ออกจากพื้นที่ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. 2546



ต่อมาวันที่ 26 มี.ค. 2553 รฟท.ประกาศเชิญชวน ให้ผู้สนใจเสนอโครงการพัฒนาที่ดินดังกล่าว เพื่อหารายได้นำไปพัฒนากิจการของรฟท. ซึ่งบริษัท ซัสเซสฯ เข้าร่วมประมูล และชนะการประกวดราคา โดยได้ทำกับรฟท. 2 ฉบับ คือ ฉบับที่ 1.สัญญาเช่าที่ดินจากรฟท.เพื่อปลูกสร้างอาคาร มูลค่า 17.29 ล้านบาท มีกำหนดระยะ เวลาก่อสร้าง 3 ปี ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2555 ถึง 31 ธ.ค. 2557 ซึ่งในสัญญาหากดำเนินการไม่แล้วเสร็จ ตามกำหนดจะต้องถูกริบเงินประกัน และอาจถูกบอกเลิกสัญญาเช่าได้

ฉบับที่ 2.สัญญาเช่าเพื่อดำเนินการจัดหาผลประโยชน์ มีกำหนดระยะเวลาเช่า 20 ปี หลังสร้างอาคารศูนย์การค้าแล้วเสร็จ เริ่มตั้งแต่ 1 ม.ค. 2558 ถึง 31 ธ.ค. 2578 และต้องจ่ายค่าเช่าในปีแรก 1.49 ล้านบาท และต้องเพิ่มค่าเช่าร้อยละ 5 ของค่าเช่าเดือนสุดท้ายทุก 1 ปี

โดยเมื่อวันที่ 30 มิ.ย.2554 บริษัท ซัสเซสฯได้ชำระค่าตอบแทนให้กับ รฟท.ทั้งค่าเช่าพื้นที่ ค่าธรรมเนียมจัดผลประโยชน์ เป็นเงิน 10.37 ล้าน พร้อมกับวางหนังสือค้ำประกันจากธนาคาร จำนวน 17.29 ล้านบาท และเมื่อวันที่ 7 ม.ค. 2558 จ่ายค่าเช่า สำหรับปี 2556 และ 2557 อีก 1.87 ล้านบาท

รวมเป็นเงินที่บริษัท ซัสเซสฯ จ่ายให้รฟท.ไปแล้ว รวมทั้งสิ้น 12.24 ล้านบาท แต่ปัญหาคือ แม้บริษัท ซัสเซสฯ จะได้สิทธิ์ในการเข้าทำประโยชน์ แต่ก็ยังไม่สามารถเข้าไปดำเนินใดๆ ในที่ดินดังกล่าวได้



เพราะนับตั้งแต่รฟท. มีหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่า และแจ้งให้ผู้ประกอบการค้าในที่ดิน ขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินตั้งแต่1 มิ.ย. 2546 จนบริษัท ซัสเซสฯชนะประมูล แต่ผู้ประกอบการทั้ง 27 ราย และหนึ่งในนั้น มี”นายมนตรี ชูภู่ “ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นถึง "รองนายกเทศมนตรี เทศบาลเมืองหัวหิน" เปิดร้านขายอาหารเครื่องดื่ม ร่วมกับผู้ค้ารายอื่นๆไม่ยอมรื้อถอนออกจากพื้นที่ ทั้งๆที่ไม่มีสิทธิ์ตามกฎหมาย และไม่เสียค่าเช่าแต่อย่างใด แถมยังพยายามร้องเรียนหน่วยงาน เพื่อประวิงเวลาไม่ยอมย้ายออก

โดยในปี 2553 นายมนตรี และพวก รวมตัวกันร้องเรียนสำนักนายกรัฐมนตรี /ร้องเรียนต่อนายกรัฐมนตรี /ร้องเรียนต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และวันที่ 18 มิ.ย. 2553 ไปยื่นฟ้องรฟท.ต่อศาลปกครองกลาง ขอให้เพิกถอนประกาศ เชิญชวนเสนอโครงการพัฒนาที่ดินของ รฟท. และขอให้ยกเลิกการทำสัญญาระหว่างบริษัท ซัสเซสฯ กับรฟท. แต่ศาลปกครองกลางพิพากษายกฟ้อง

หลังศาลพิพากษายกฟ้อง บริษัท ซัสเซสฯได้มีหนังสือแจ้งให้นายมนตรี และพวกขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดิน แต่นายมนตรีและพวกยังคงเพิกเฉย ทำมาค้าขายหากินกันต่อไป บริษัท ซัสเซสฯจึงยื่นฟ้องขับไล่”นายมนตรี” และพวก และเรียกค่าเสียหายจากการไม่ได้ใช้ประโยชน์ในที่ดิน และต้องเสียโอกาสทางธุรกิจต่อศาลจังหวัดหัวหิน ในวันที่ 19 พ.ย. 2558 จนเมื่อวันที่ 13 ก.ค. 2560 นายมนตรีกับพวกยอมความ โดยขอประกอบกิจการในที่ดินต่อไปอีก 10 เดือน จนถึงวันที่ 3 เม.ย. 2561 เมื่อครบกำหนดแล้วจะย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดิน โดยในสัญญาประนีประนอมยอมความนายมนตรีและพวก จะได้สิทธิทำการค้าในศูนย์การค้าแห่งใหม่ เมื่อก่อสร้างศูนย์การค้าแล้วเสร็จ

แต่เมื่อครบกำหนดย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดิน”นายมนตรี” และ”พวก” ก็ยังไม่ยอม ยังคงประกอบกิจการแสวงหาผลประโยชน์กันต่อไป

ขณะเดียวกันก็ให้ นางสาวสมพิศ บุญนวน” หนึ่งในผู้ประกอบการร้านค้า ยื่นหนังสือถึง ”นายนพพร วุฒิกุล “ นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองหัวหิน ลงวันที่ 18 พ.ค.2561 ขอให้เทศบาลเมืองหัวหินช่วยเหลือผู้ประกอบการค้าหัวหินบาร์ซาร์ โดยอ้างว่าได้รับความเดือดร้อน และขอให้เทศบาลช่วยเหลือทำสัญญา เช่ากับรฟท.แล้วนำให้ผู้ค้าเช่าช่วง

ที่น่าแปลกใจคือ “นายนพพร วุฒิกุล “ นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองหัวหิน รีบทำหนังสือถึงรฟท. ขอทำสัญญาเช่าที่ดินบริเวณอาคารหัวหินบาร์ซาร์ โดยอ้างว่าเพื่อช่วยเหลือประชาชน ซึ่งหนังสือดังกล่าว ลงวันที่ 18 พ.ค. 2561 และเป็นวันเดียวกับที่นางสาวสมพิศ ยื่นถึงนายนพพร



เมื่อ”นายมนตรี”และพวก ไม่ยอมย้ายออกจากที่ดิน วันที่ 25 พ.ค. 2561 ศาลจังหวัดหัวหิน จึงต้องออกหมาย ตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี เพื่อดำเนินการขับไล่รื้อถอน โดยมีกำหนดจะนำหมายไปปิดประกาศในวันที่ 24 ส.ค. 2561

การดื้อแพ่งของ ”นายมนตรี” และพวก ที่พยายามประวิงเวลา กินเวลายืดเยื้อ ทำให้บริษัท ซัสเซสฯ ไม่สามารถเข้าไปพัฒนาพื้นที่ ปลูกสร้างอาคาร ได้ภายใน 3 ปี ตามเงื่อนไขสัญญา จน รฟท.มีหนังสือ ลงวันที่ 11 มิ.ย. 2561 เรื่องริบเงินประกันสัญญา กรณีผิดเงื่อนไขสัญญาเช่า และหนังสือเรื่อง ขอให้ชำระเงินตามสัญญาหนังสือค้ำประกันของธนาคาร จำนวน 17.29 ล้านบาทด้วย

ทำให้”นายมนตรี”และพวก อาศัยหนังสือของรฟท. เรื่องริบเงินประกันสัญญา เป็นข้ออ้างว่าบริษัท ซัสเซส ฯ ไม่ได้เป็นผู้มีสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวแล้ว ยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดหัวหิน เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งงดการบังคับคดีชั่วคราว ต่อมาวันที่ 8 ต.ค. 2561 ศาลจังหวัดหัวหิน เลื่อนการปิดประกาศขับไล่รื้อถอนออกไป จึงทำให้นายมนตรี และพวก ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินจนถึงปัจจุบัน และในเดือนส.ค. 2562 รฟท.ก็มีหนังสือบอกเลิกสัญญากับบริษัท ซัสเซสฯ

การเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ในที่ดินสถานีหัวหิน หรือหัวหินบาร์ซาร์ โดยไม่มีสิทธิ์ตามกฎหมาย ของ ”นายมนตรี” และพวก และพยายามขัดขวาง บริษัท ซัสเซส ฯ ซึ่งมีสิทธิ์ชอบด้วยกฎหมาย จนไม่สามารถเข้าทำประโยชน์ใดๆ

ต่อไปหาก รฟท. จะนำที่ดินมาหาผลประโยชน์ เปิดโอกาสให้เอกชนเข้ามาประมูล เพื่อหารายได้เข้าร.ฟ.ท. ถามว่า จะมีใครที่ไหนกล้ามาลงทุน หากต้องมาเจอกับผู้มากบารมีในท้องถิ่น ที่คอยจ้องขัดขวาง คนที่มาขัดผลประโยชน์ส่วนตนแบบนี้



เป็นคำตอบที่รัฐบาลพล..ประยุทธ์ จันทร์โอชา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องตอบคำถามให้สังคมรับรู้ โดยเฉพาะ”กระทรวงคมนาคม (คค. )” ในยุคที่มี “นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ “ เป็นรัฐมนตรว่าการฯ จะกล้าทำในสิ่งถูกต้องหรือไม่

................................................
คอลัมน์ : สืบเสาะเจาะข่าว
โดย :  "ระฆังแก้ว"


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    85%
  • ไม่เห็นด้วย
    15%

บอกต่อ : 110