อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 13 สิงหาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 13 สิงหาคม 2563

โสมแดงแผลงฤทธิ์ แค่ละครการเมือง?

เพียง 2 ปีหลังการจับมือ รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ คำมั่นสัญญาปูทางสู่สันติภาพที่ลดความวิตกกังวลของทุกฝ่ายเรื่องโครงการนิวเคลียร์และจรวดของเกาหลีเหนือ พังทลายลงในชั่วพริบตา เมื่อวันที่ 16 มิ.ย. ที่ผ่านมา อาทิตย์ที่ 21 มิถุนายน 2563 เวลา 09.30 น.

เพียง 2 ปีหลังการจับมือ รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ คำมั่นสัญญาปูทางสู่สันติภาพที่ลดความวิตกกังวลของทุกฝ่ายเรื่องโครงการนิวเคลียร์และจรวดของเกาหลีเหนือ การข้ามพรมแดนครั้งประวัติศาสตร์ของผู้นำสูงสุดแห่งเกาหลีเหนือ และการเยือนกรุงเปียงยางเป็นครั้งที่ 3 ในประวัติศาสตร์ของประธานาธิบดีเกาหลีใต้ สิ่งเหล่านั้นจางหายด้วยเสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว อาคารศูนย์ประสานงานร่วมสองเกาหลีซึ่งเปิดดำเนินการเมื่อเดือนก.ย. 2561 พังทลายลงในชั่วพริบตา เมื่อวันที่ 16 มิ.ย. ที่ผ่านมา
        
การที่รัฐบาลเปียงยางเลือกทำลายศูนย์ประสานร่วมสองเกาหลีน่าจะต้องการสื่อสารบางอย่างถึงรัฐบาลโซล ชื่อของสถานที่และภารกิจที่ดำเนินการอยู่ภายในสำนักงานแห่งนี้ซึ่งมีอันต้องสิ้นสุดโดยปริยาย ทำลายความหวังของเกาหลีใต้ที่จะให้อาคารหลังนี้เป็นสะพานก้าวใหม่ก้าวแรกในการลดความตึงเครียดกับเกาหลีเหนือ แต่เป็นการเพิ่มความหวาดระแวงทันที ว่าบรรยากาศบนคาบสมุทรเกาหลีที่เย็นลงบ้างตลอด 2 ปีที่ผ่านมา กำลังจะกลับมาร้อนระอุอีกครั้ง


        
แน่นอนการระเบิดศูนย์ประสานงานร่วมสองเกาหลีย่อมทำให้เกาหลีเหนือกลับมามีภาพลักษณ์การเป็นอันธพาล มีพฤติกรรมก้าวร้าวและยั่วยุในสายตาชาวโลกอีกครั้ง แต่ก่อนการจุดชนวนระเบิดครั้งนี้ รัฐบาลเปียงยางน่าจะคำนวณองค์ประกอบทุกอย่างมาเป็นอย่างดีแล้ว เพราะจะว่าการแสดงออกแบบนี้ของเกาหลีเหนือไม่ใช่ครั้งแรก เมื่อใดก็ตามที่เกาหลีเหนือ “ยังไม่ได้สิ่งที่ต้องการ” หรือ “ได้สิ่งที่ขอแล้วแต่ยังไม่พอใจ” จากสหรัฐ เกาหลีเหนือจะต้อง “หาที่ระบาย” กับเกาหลีใต้เสมอ ภายใต้บริบทเดิมว่าเกาหลีเหนือมีจุดยืนที่แข็งแกร่ง “เมื่อต้องเผชิญหน้ากับศัตรู”
        
ทั้งนี้ การที่ประธานาธิบดีมุน แจ-อิน ผู้นำเกาหลีใต้คนปัจจุบัน มีบรรพบุรุษเป็นชาวเกาหลีเหนือ และเครือญาติหลายคนยังอาศัยอยู่ในเกาหลีเหนือ ต่างฝ่ายน่าจะสามารถจับทางกันและกันได้ ว่าแม้เกาหลีเหนือลงทุนระเบิดศูนย์ประสานงานร่วมสองเกาหลี และยังไม่ชัดเจนว่ารัฐบาลโซลจะสามารถควบคุมบรรดานักเคลื่อนไหวชาวเกาหลีเหนือแปรพักตร์จากการส่งลูกโป่งบรรจุใบปลิวโฆษณาชวนโจมตีเกาหลีใต้ข้ามพรมแดนได้เข้มงวดมากเพียงใด แต่เป็นไปได้น้อยมากที่ความขัดแย้งระหว่างทั้งสองฝ่ายจะบานปลายถึงขั้นต้องห้ำหั่นกันด้วยอาวุธ


        
แม้กลยุทธ์ของเกาหลีเหนือในครั้งนี้ยังคงเป็นการยกระดับการกดดันเกาหลีใต้เป็นลำดับขั้น แต่แตกต่างจากทุกครั้งที่ผ่านมา นั่นคือผู้ที่ออกหน้าในคราวนี้ ไม่ใช่ผู้นำสูงสุดคือนายคิม จอง-อึน แต่เป็นน.ส.คิม โย-จอง ผู้เป็นน้องสาวและ “มือขวาอย่างไม่เป็นทางการ” ของพี่ชาย โดยเริ่มจากเมื่อต้นเดือนนี้สื่อของรัฐบาลเปียงยางเผยแพร่แถลงการณ์ประณามการส่งใบปลิวข้ามพรมแดนจากเกาหลีใต้ และข่มขู่จะ “ใช้มาตรการที่เข้มข้น” หากเกาหลีใต้ยังไม่เร่งจัดการ แถลงการณ์ของเธอไม่ได้กำหนดช่วงเวลาในประเด็นใด แต่หลังจากนั้นเพียงไม่กี่วัน รัฐบาลเกาหลีใต้ประกาศดำเนินคดีกับเอ็นจีโอของกลุ่มนักเคลื่อนไหวชาวเกาหลีเหนือ และการเตรียมบัญญัติกฎหมายเพิ่มเติมในเรื่องนี้ เข้าทางเกาหลีเหนือที่มองออกอยู่แล้ว ว่านายมุน แจ-อิน พยายามเข้าหารัฐบาลเปียงยางมาตลอด
        
น.ส.คิม โย-จอง สร้างประวัติศาสตร์เป็นสมาชิกสายตรงคนแรกของ “ตระกูลคิม” แห่งเกาหลีเหนือ ซึ่งเดินทางมายังกรุงโซลเมื่อเดือนก.พ. 2561 เธอมอบจดหมายเชิญของพี่ชายให้กับนายมุน แจ-อิน ซึ่งเยือนกรุงเปียงยางเมื่อเดือนก.ย.ปีเดียวกัน ตอนนี้หญิงสาวเรียกเกาหลีใต้ว่า “ศัตรูคือศัตรูวันยังค่ำ” เธอกล่าวถึงการฉีกข้อตกลงความร่วมมือด้านความมั่นคงเมื่อปี 2561 และกองทัพประชาชนเกาหลี (เคพีเอ) ส่งสัญญาณพร้อมเคลื่อนไหวตามคำสั่งของเธอ ผู้ซึ่ง “ได้รับอำนาจ” จากท่านผู้นำ
        
อย่างไรก็ตาม อย่าลืมว่ากลุ่มนักเคลื่อนไหวชาวเกาหลีเหนือแปรพักตร์จัดกิจกรรมส่งใบปลิวข้ามพรมแดนแบบนี้มานานหลายปีแล้ว ขณะที่ขีดความอดทนของเกาหลีเหนือในเรื่องนี้มีมากแค่ไหนยากที่จะคาดเดา แต่การที่ความไม่พอใจของรัฐบาลเปียงยาง “ระเบิด” ออกมาตอนนี้ “เป็นที่น่าสังเกต” ว่าน่าจะเป็นความต้องการเรียกร้องความสนใจจากชาวโลกมากกว่าหรือไม่ โดยเฉพาะสหรัฐ ท่ามกลางวิกฤติโรคระบาดโควิด-19 ซึ่งส่งผลกระทบอย่างหนักต่อเศรษฐกิจทุกหัวระแหงบนโลก สถานการณ์ทางเศรษฐกิจของเกาหลีเหนือที่เผชิญกับแรงบีบคั้นอย่างหนักมานานหลายสิบปี ย่อมต้องเผชิญกับความยากลำบากมากขึ้นอีกในช่วงนี้
        
นายคิม จอง-อึน ประกาศว่าเศรษฐกิจของเกาหลีเหนือ “จะต้องพึ่งพิงตัวเองด้วยความพอเพียงมากขึ้น” แต่วิกฤติโรคระบาดโควิด-19 กดดันให้รัฐบาลเปียงยางต้องเพิ่มการตีกรอบเศรษฐกิจของตัวเองหลายด้าน โดยเฉพาะการต้องปิดพรมแดนที่ติดกับจีนนานหลายเดือน เพราะสถานการณ์โรคระบาดในประเทศที่ถือเป็นผู้อุปถัมภ์เพียงหนึ่งเดียวของเกาหลีเหนือนั้นหนักหน่วงเอาการ เศรษฐกิจที่ถดถอยยิ่งตอกย้ำว่าเกาหลีเหนือเองก็ไม่ได้อะไรมากนัก จากการที่ท่านผู้นำลงทุนเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลไปพบกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐถึง 2 ครั้ง ที่สิงคโปร์ เมื่อเดือนมิ.ย. 2561 และที่เวียดนาม เมื่อเดือนก.พ. 2562 ซึ่งในการพบกันครั้งที่ 2 นั้น รัฐบาลทรัมป์ปฏิเสธผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตร “ข้อที่สำคัญ” ให้กับเกาหลีเหนือ เพื่อแลกกับการที่รัฐบาลเปียงยางยอมยกเลิกโครงการนิวเคลียร์ “บางส่วน”
        
เมื่อตกลงกันไม่ได้ การเจรจาอย่างเป็นทางการระหว่างสหรัฐกับเกาหลีเหนือยุติเพียงเท่านั้น แต่เป็นไปได้สูงที่ทั้งสองฝ่ายเคลื่อนไหวกันในเบื้องหลังอยู่แล้ว ทว่าอาจยังไม่มีความคืบหน้าที่น่าพอใจ และมีปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้เข้ามารุมเร้าอีก นั่นคือโรคโควิด-19 เกาหลีเหนือจึงไม่สามารถเดินเกมเนิบนาบได้อีก ต้องเป็นฝ่ายรุกมากขึ้น และเพื่อให้กระทบชิ่งถึงสหรัฐเร็วที่สุด “ผู้รับเคราะห์” จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากเกาหลีใต้
        
อย่างไรก็ตาม นอกจากวิกฤติโรคระบาดแล้ว ตอนนี้สหรัฐเผชิญกับปัญหาภายในรุมเร้ากดดันมากมาย ในขณะที่กำลังยันกันเองอยู่ สองเกาหลีกำลังจับตาท่าทีของรัฐบาลวอชิงตันด้วยความร้อนรน ว่าจะเคลื่อนไหวเร็วและมากน้อยเพียงใด เพราะไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ปฏิกิริยาของสหรัฐต่อเรื่องคาบสมุทรเกาหลีทำให้ “เปลี่ยนทิศทางลม” มาแล้วหลายครั้ง.

......................................................
ภัทราพร ไพบูลย์ศิลป
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 80