อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 11 สิงหาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 11 สิงหาคม 2563

ผู้นำฝ่ายค้านอังกฤษ "สตาร์เมอร์"กู้วิกฤติพรรคแรงงาน

พรรคแรงงานซึ่งเป็นพรรคแกนนำฝ่ายค้านของสหราชอาณาจักรเปลี่ยนตัวผู้นำคนใหม่เมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา จากนายเจเรมี คอร์บิน เป็นนายเคียร์ สตาร์เมอร์ ทนายความซึ่งเชี่ยวชาญด้านกฎหมายสิทธิมนุษยชนและมีบรรดาศักดิ์เป็นอัศวิน เจ้าตัวประกาศไม่ชอบให้ใครเรียกว่า “เซอร์” อาทิตย์ที่ 14 มิถุนายน 2563 เวลา 09.30 น.

พรรคแรงงานซึ่งเป็นพรรคแกนนำฝ่ายค้านของสหราชอาณาจักรเปลี่ยนตัวผู้นำคนใหม่เมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา จากนายเจเรมี คอร์บิน เป็นนายเคียร์ สตาร์เมอร์ ทนายความซึ่งเชี่ยวชาญด้านกฎหมายสิทธิมนุษยชนและมีบรรดาศักดิ์เป็นอัศวิน แม้เจ้าตัวประกาศชัดไม่ชอบให้ใครเรียกว่า “เซอร์” แต่ถือเป็น “ธรรมเนียมปฏิบัติ” ของในสหราชอาณาจักรที่ชอบทำอะไรตรงกันข้ามกับคำขอของบุคคลมีชื่อเสียง จึงไม่น่าแปลกใจที่สำนักข่าวท้องถิ่นทุกแห่งจะพร้อมใจกันเรียกสตาร์เมอร์ว่า “ท่านเซอร์”
        
ทั้งนี้ สตาร์เมอร์ในวัย 57 ปี ถือเป็น “ดาวรุ่ง” ของพรรคแรงงานอย่างแท้จริง เนื่องจากเพิ่งได้รับการเลือกตั้งเข้าสู่สภาสามัญเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2558 แต่ใช้เวลาเพียง 5 ปีเท่านั้นในการไต่เต้าสู่การเป็นผู้นำของหนึ่งในพรรคการเมืองเก่าแก่ที่สุดของสหราชอาณาจักร และภายในระยะเวลาเพียง 2 เดือน สตาร์เมอร์พิสูจน์ตัวเองให้ทุกฝ่ายได้ประจักษ์ว่า “เขามีศักยภาพเพียงพอ” ขณะที่การมีบุคลิกภาพที่แสดงถึงความเอาใจใส่ กระตือรือร้น และการพูดที่ใช้ถ้อยคำเข้าถึงอารมณ์ของผู้ฟัง แม้คะแนนนิยมของพรรคแรงงานในภาพรวมยังเป็นรองพรรคอนุรักษนิยมของนายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสัน แต่เมื่อวิเคราะห์ในรายละเอียดจะพบว่า ความนิยมของประชาชนที่มีต่อพรรคแรงงานนั้น “เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ”
        
ในระหว่างการกล่าวถ้อยแถลงต่อสภาสามัญเมื่อต้นเดือนนี้ สตาร์เมอร์กล่าวว่าจอห์นสันเป็นผู้นำซึ่งไม่สามารถ “เป็นที่พึ่ง” ให้กับประชาชนได้ เนื่องจากผู้นำสหราชอาณาจักรเป็นบ่อนทำลายความเชื่อมั่นทั้งจากภายในรัฐบาลด้วยกัน และที่สำคัญคือจากชาวสหราชอาณาจักร ทั้งที่บ้านเมืองกำลังเผชิญกับวิกฤติโรคระบาด ทุกฝ่ายต้องการความมั่นใจและความชัดเจนจากรัฐบาลมากที่สุด


 อย่างไรก็ตาม จอห์นสันกลับเลือกที่จะพาตัวเองดำดิ่งลงไปในภาวะวิกฤติซึ่งมีชนวนเหตุจากโรคระบาด โดยเฉพาะการมีท่าทีขึงขัน ปฏิเสธมาตรการล็อกดาวน์และยืนกรานจะใช้แนวทางสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ตั้งแต่ต้น จนเรียกเสียงวิจารณ์อย่างหนักจากหลายฝ่ายทั้งในและต่างประเทศ หลังจากนั้นแม้เริ่มมีท่าทีอ่อนลง แต่ในระหว่างนั้นจอห์นสันล้มป่วยจากโรคโควิด-19 และต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลเป็นระยะเวลานานพอสมควร ทว่าจำนวนผู้เสียชีวิตและผู้ป่วยที่เพิ่มแบบก้าวกระโดด ยิ่งเพิ่มคำถามเกี่ยวกับมาตรการของรัฐบาลที่ไม่มีความจริงจังเพียงพอหรือไม่
        
ยิ่งไปกว่านั้น การที่จอห์นสันออกโรงปกป้องนายโดมินิก คัมมิงส์ ที่ปรึกษาอาวุโสคนสำคัญซึ่ง “เจตนาละเมิด” นโยบายของรัฐบาลในการควบคุมโรคโควิด-19 เสียเอง จนเรียกเสียงวิจารณ์อย่างหนักว่าการกระทำของคัมมิงส์ทำให้ประชาชนจำนวนมากต้องเผชิญกับความเสี่ยงติดโรค โดยเฉพาะการเดินทางข้ามเมืองทั้งที่มีเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่อยู่ในร่างกาย  และยกประเด็นเกี่ยวกับครอบครัวมาเป็นสิ่งที่หลายฝ่ายมองว่า “เป็นเพียงข้ออ้าง” แต่จอห์นสันอาจหลงลืมไปหรือไม่ว่า  การทำแบบนี้กลายเป็นการแบ่งคะแนนนิยมของตัวเองไปให้กับฝ่ายตรงข้ามโดยปริยาย
        
แต่โชคดีที่จอห์นสันยัง “กินบุญเก่า” ได้อยู่ แม้ความนิยมของประชาชนที่มีต่อตัวเองลดลงมากขึ้น ทว่าพรรคแรงงานยุคก่อนหน้า    สตาร์เมอร์ซึ่งอยู่ภายใต้การนำของคอร์บินนานเกือบ 5 ปี ยังไม่สามารถพิสูจน์ตัวเองให้กับประชาชนได้มากพอเช่นกัน ไม่อย่างนั้นคอร์บินคงได้รับโอกาสให้เข้าสู่บ้านเลขที่ 10 ดาวนิงสตรีท และสมาชิกพรรคแรงงานคงได้กลับมายึดม้านั่งฝั่งรัฐบาลได้แล้ว ไม่ใช่ห่างหายไปนานกว่า 10 ปีแล้วแบบนี้



นั่นน่าจะเป็นเพราะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา พรรคแรงงานขาดกลไกการทำงานที่จะสามารถสร้างความดึงดูดใจให้กับสมาชิกแถวหน้า ส่งผลให้บรรยากาศภายในพรรคและในการประชุมสภาสามัญที่มีการถ่ายทอดสดไปทั่วประเทศ เป็นไปอย่างอึมครึมและเอื่อยเฉื่อย ขณะที่ความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งล่าสุดที่เกิดขึ้นเมื่อเดือน ธ.ค. 2562 ที่พรรคอนุรักษนิยมสามารถเจาะฐานเสียงของพรรคแรงงานได้ในหลายเมือง อาจยิ่งทำให้สมาชิกและฝ่ายสนับสนุนหลายคนเริ่มถอดใจ
        
ทว่าเพียงไม่นานหลังสตาร์เมอร์เข้ามา ดูเหมือนสถานการณ์ภายในพรรคแรงงานมีความสงบและเป็นระบบมากขึ้น บ่งชี้ว่าสตาร์เมอร์สามารถควบคุมสมาชิกพรรคได้ ขณะเดียวกัน สตาร์เมอร์ซึ่งเป็นนักกฎหมาย ประกาศชัดเจนว่าเขาคือผู้ปฏิรูปแนวทางปฏิบัติการทำงานของฝ่ายค้าน ที่ไม่ใช่เพียงชี้นิ้วตำหนิและวิจารณ์รัฐบาล หรือสักแต่ค้านเพียงเท่านั้น แต่ต้องตรวจสอบและเสนอแนะแนวทางแก้ไขอย่างสร้างสรรค์ให้กับรัฐบาล พร้อมทั้งต้องมีการนำเสนอแหล่งข้อมูลหรือหลักฐานที่สามารถตรวจสอบได้ ซึ่งพรรคแรงงานได้ใช้แนวทางดังกล่าวของสตาร์เมอร์อย่างเป็นทางการครั้งแรก นั่นคือการไม่วิจารณ์กรณีของคัมมิงส์ ทั้งที่ชัดเจนว่ารัฐบาลเป็นฝ่ายผิด โดยหากเป็นฝ่ายค้านยุคก่อนคงมีการประณาม และหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมากล่าวในที่ประชุมสภาสามัญแล้ว
        
อย่างไรก็ดี แนวทางของสตาร์เมอร์ได้รับเสียงวิจารณ์เหมือนกันว่า เป็นความสุภาพและสุขุม “ที่มากเกินไปหรือไม่” ถึงขั้นที่สื่อแท็บลอยด์ฝีปากกล้าหลายสำนักแทบไม่มีข้อเขียนวิจารณ์ผู้นำฝ่ายค้านคนปัจจุบันในทางเสียหาย “เพราะไม่มีอะไรจะเขียนถึง” ด้วยความที่สตาร์เมอร์ค่อนข้างเก็บเงียบเรื่องชีวิตส่วนตัว ยิ่งสะท้อนว่า  สตาร์เมอร์มีความแตกต่างจากคอร์บินอย่างชัดเจนในทุกด้าน ตอนนี้ฝ่ายรัฐบาลน่าจะกำลังจับตาความเคลื่อนไหวของบุคคลผู้นี้อย่างใกล้ชิด
        
ย้อนกลับไปหลังช่วงเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปลายปีที่ผ่านมา พรรคแรงงานกำลังอยู่ในภาวะที่เรียกได้ว่า “สิ้นหวัง” เพราะแทบมองไม่ออกเลยว่าจะมีโอกาสคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งอีกครั้งได้เมื่อไหร่ ทว่าภายใต้การนำของสตาร์เมอร์ ทำให้โอกาสของพรรคแรงงานเริ่มถอยห่างจากปากเหวบ้างแล้ว.

..........................................................
ภัทราพร ไพบูลย์ศิลป.
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 59