อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 12 สิงหาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 12 สิงหาคม 2563

ข่าวคนไทยในออสเตรเลีย วันที่ 7 มิถุนายน 2563

ผู้คนหลายพันคนเข้าร่วมประท้วงในเมืองใหญ่ๆ นครซิดนีย์ เมลเบิร์น บริสเบน แอดิเลด และโฮบาร์ต เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2563 การชุมนุมที่มีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกับการประท้วงต่อสหรัฐเกี่ยวกับการเสียชีวิตของชายผิวสีอเมริกันที่สะเทือนโลก อาทิตย์ที่ 7 มิถุนายน 2563 เวลา 06.30 น.

@@@@ เมื่อวันเสาร์ที่ 6 มิถุนายน 2563 ชาวออสเตรเลียหลายพันคนเข้าร่วมการประท้วง Black Lives Matter ทั่วประเทศ เพื่อเรียกร้องความยุติธรรมให้กับ นายจอร์จ ฟลอยด์ ชายผิวสีชาวอเมริกันที่เสียชีวิตระหว่างถูกควบคุมตัวโดยตำรวจผิวขาวในมินนีอาโปลิส รัฐมินนิโซตา เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคมที่ผ่านมา ถึงแม้ว่าจะมีคำเตือนจากนายกรัฐมนตรี นายสกอตต์ มอร์ริสัน และหัวหน้าเจ้าหน้าที่สาธารณสุข Chief Health Officer เบรนแดน เมอร์ฟี เนื่องจากมีความเสี่ยงต่อการแพร่กระจายของโรคโควิด-19 จะส่งผลให้เกิดการแพร่ระบาดขึ้นในประเทศออสเตรเลียอีกครั้ง หลังจากที่จำนวนผู้ติดเชื้อใหม่ลดลงเป็นอย่างมาก และขอให้ประชาชนเลือกที่จะแสดงออกผ่านช่องทางอื่นแทน ..................... ผู้คนหลายพันคนเข้าร่วมประท้วงในเมืองใหญ่ๆ นครซิดนีย์ เมลเบิร์น บริสเบน แอดิเลด และโฮบาร์ต การชุมนุมเพื่อความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกับการประท้วงต่อสหรัฐจากนานาประเทศทั่วโลก เกี่ยวกับการเสียชีวิตของชายผิวสีอเมริกันที่สะเทือนโลกในครั้งนี้ จากประโยคในวาระสุดท้าย I can't breathe ได้สะท้อนถึงปัญหาความอยุติธรรมต่อคนผิวสีทั่วโลกในเรื่องการตายของ นายจอร์จ ฟลอยด์ และมีเป้าหมายที่จะดึงดูดความสนใจของชาวอะบอริจินจำนวนมากที่เสียชีวิตในออสเตรเลีย โยงไปถึง กรณี นายเดวิด ดันเก้ ชายเชื้อสายอะบอริจิน ที่เสียชีวิตในเรือนจำที่นครซิดนีย์ เมื่อปี 2015 ระหว่างถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัว ก็สิ้นใจด้วยประโยคฉันหายใจไม่ออกนี้ด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ดีผู้จัดการประท้วงได้แนะนำให้ผู้ประท้วงสวมหน้ากาก และให้ยึดกฏจำกัดระยะห่าง รวมทั้งได้มีการแจกน้ำยาฆ่าเชื้อให้แก่ผู้ร่วมชุมนุม ............... ในนครซิดนีย์ มีผู้ประท้วงหลายพันคนเข้าร่วมชุมนุมที่หน้าศาลาว่าการของซิดนีย์ เนิ่องจากศาลสูงสุดของรัฐนิวเซาท์เวลส์ NSW Supreme Court ได้ชี้ขาดว่าการประท้วงเป็นการผิดกฎหมาย พิจารณาว่าเป็นการละเมิดข้อจำกัดของการแพร่ระบาดโรคโคโรนาไวรัส เมื่อคืนวันศุกร์ สถานีรถไฟ Town Hall ในย่านศูนย์กลางธุรกิจของซิดนีย์ได้ปิดทำการระหว่างเวลา 14.00 น. ถึง 16.00 น. รถไฟในเมืองยังคงเปิดให้บริการ แต่จะไม่มีการหยุดที่สถานี Town Hall เพียงไม่กี่นาทีก่อนที่จะมีการประท้วงอย่างเป็นทางการซึ่งจะเริ่มต้นเวลา 15.00 น. ศาลอุทธรณ์ NSW ก็ได้ประกาศยกเลิกคำสั่งของ NSW Supreme Court
 
@@@@ รายงานสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อ COVID-19 ในออสเตรเลีย สถานะวันที่ 15 พฤษภาคม 2563 ดังนี้ สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อ COVID-19 ในออสเตรเลีย ได้ทำการ test เชื้อไวรัสทั่วประเทศไปแล้ว จำนวนกว่า 943,480 ราย มีผู้ติดเชื้อ COVID-19 (confirmed case) รวม 7,251 ราย มีผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มขึ้น 11 ราย ตั้งแต่เวลา 21.00 น. ของเมื่อวานนี้ (แหล่งข้อมูล กระทรวงสาธารณสุขออสเตรเลีย เมื่อเวลา 21.00 น. ของวันที่ 5 มิถุนายน) ในจำนวนดังกล่าวมีผู้เสียชีวิต 102 ราย รักษาหายแล้ว 6,683 ราย รายละเอียดดังนี้ รัฐนิวเซาท์เวลส์ 3,110 ราย (รวมผู้เสียชีวิต 48 ราย) รัฐวิกตอเรีย 1,681 ราย (รวมผู้เสียชีวิต 19 ราย) รัฐควีนส์แลนด์ 1,060 ราย (รวมผู้เสียชีวิต 6 ราย) รัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย 596 ราย (รวมผู้เสียชีวิต 9 ราย) รัฐเซาท์ออสเตรเลีย 440 ราย (รวมผู้เสียชีวิต 4 ราย)  รัฐแทสเมเนีย 228 ราย (รวมผู้เสียชีวิต 13 ราย) ดินแดนนอร์เทิร์นเทร์ริทอรี 29 ราย และ ACT 107 ราย (รวมผู้เสียชีวิต 3 ราย) .................... มาตรการควบคุมระดับท้องถิ่น รัฐนิวเซาท์เวลส์ มาตรการผ่อนคลาย ขั้นที่ 2 เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน ร้านอาหาร ร้านคาเฟ่ และผับ เปิดให้บริการอาหารลูกค้าได้ไม่เกิน 50 คน จัดงานแต่งได้ไม่เกิน 20 คน จัดงานศพได้ไม่เกิน 50 คน ประกอบพิธีกรรมต่างๆ ได้ ร้านเสริมสวย ร้านทำเล็บ เปิดรับลูกค้าได้ไม่เกิน 10 คน แกลอรี่ พิพิธภัณฑ์ ห้องสมุด สถาบันแห่งชาติ สถานที่ทางประวัติศาสตร์ สวนสัตว์  เปิดรับผู้เข้าชมอีกครั้ง โดยต้องไม่ให้หนาแน่นเกินไปในพื้นที่ทั้งหมด ปฏิบัติตามกฎเว้นระยะห่างทางสังคม สามารถเดินทางท่องเที่ยวภายในรัฐ NSW ได้  พื้นที่แคมปิ้ง และคาราวานพาร์ค เปิดให้บริการได้ .............. รัฐวิกตอเรีย มาตรการผ่อนคลาย ขั้นที่ 2 เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน รับแขกในบ้านได้ไม่เกิน 20 คน นับรวมสมาชิกในบ้านด้วย รวมตัวกันได้ทั้งในและนอกอาคารไม่เกิน 20 คน รวมทั้ง จัดงานแต่ง ประกอบพิธีทางศาสนา สระว่ายน้ำแบบในและนอกอาคาร จัดการออกกำลังกายกลางแจ้งแบบไม่สัมผัสตัวกัน สถานอำนวยความสะดวกในชุมชน ห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ แกลอรี่  สถาบันแห่งชาติ สถานที่ทางประวัติศาสตร์  และ จัดการประมูล ประมูลบ้าน เปิดให้เยี่ยมชมบ้าน ร้านอาหาร ร้านคาเฟ่ และผับ เปิดให้บริการอาหารลูกค้าได้ไม่เกิน 20 คนต่อพื้นที่ ให้บริการเครื่องดื่มแอลกอฮอล์กับอาหารเท่านั้น ค้างคืนในที่พักสำหรับอาศัย แคมป์ปิ้งและที่พักสำหรับนักท่องเที่ยว แบบที่ไม่ใช้สถานที่ส่วนกลางร่วมกัน โรงหนังกลางแจ้งแบบไดร์ฟอิน  สวนสนุกกลางแจ้ง สวนสัตว์ อาเขต เปิดรับผู้เข้าชมได้ไม่เกิน 20 คนต่อพื้นที่ โดยต้องไม่ให้หนาแน่นเกินไปในพื้นที่ทั้งหมด ร้านเสริมสวย ทำผิวสีแทน แว๊กซ์ ร้านทำเล็บ สปา ร้านสัก และร้านนวด (ไม่ใช่ร้านนวดแผนไทย) เปิดรับลูกค้าได้ไม่เกิน 20 คน โดยต้องเก็บรายละเอียดสำหรับติดต่อลูกค้าไว้ด้วย ................. รัฐควีนส์แลนด์ มาตรการผ่อนคลาย ขั้นที่ 2 เริ่มตั้งแต่วันที่ 12 มิถุนายน รับแขกในบ้านได้ไม่เกิน 20 คน  รวมตัวกันได้ทั้งในและนอกอาคารไม่เกิน 20 คน รวมทั้ง จัดการออกกำลังกายกลางแจ้งแบบไม่สัมผัสตัวกัน สระว่ายน้ำแบบในและนอกอาคาร พิพิธภัณฑ์ สถานที่ทางประวัติศาสตร์ จัดงานแต่ง ประกอบพิธีทางศาสนา สวนสาธารณะ ห้องสมุด เดินทางเพื่อการท่องเที่ยวผักผ่อนได้ ร้านอาหาร ร้านคาเฟ่ และผับ เปิดให้บริการอาหารลูกค้าได้ไม่เกิน 20 คน และพื้นที่ชนบทห่างไกล (Outback) เปิดให้บริการอาหารลูกค้าได้ไม่เกิน 20 คน ร้านเสริมสวย ทำผิวสีแทน แว๊กซ์ ร้านทำเล็บ​ สัก​ สปาร์​ เปิดรับลูกค้าได้แล้ว แต่สามารถรับลูกค้าได้ไม่เกิน 20 คน จัดงานศพได้ไม่เกิน 50 คน ................. รัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย มาตรการผ่อนคลาย ขั้นที่ 3 เริ่มตั้งแต่วันที่ 6 มิถุนายน ชุมนุมได้ 100 คน นั่งรับประทานอาหารในร้านได้ เปิดสถานที่จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ร้านนวด หอศิลป์ โรงละคร สถานที่จัดการแสดงดนตรี และสวนสัตว์ อนุญาตให้เดินทางภายในรัฐ (ยกเว้นเขต Kimberley และเขตชุมชนอะบอริจิน) ตั้งแต่วันที่ 29 พฤษภาคม 2563
.................... รัฐเซาท์ออสเตรเลีย มาตรการผ่อนคลาย ขั้นที่ 2 เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน จัดงานศพได้ไม่เกิน 50 คน สถานที่จัดเลี้ยง ห้องประชุม บาร์ คลับขนาดใหญ่ สามารถให้บริการลูกค้า และรวมตัวกันได้ ไม่เกิน 80 คน โรงภาพยนตร์ พิพิธภัณฑ์ สถานเสริมความงาม ยิม จัดการออกกำลังกายในอาคารได้ รวมตัวกันได้ไม่เกิน 20 คน สามารถจัดการออกกำลังกายกลาง และในอาคารแจ้งแบบไม่สัมผัสตัวกัน การแข่งกีฬา และสันทนาการภายในอาคาร ................ รัฐแทสเมเนีย มาตรการผ่อนคลาย ขั้นที่ 2 เริ่มตั้งแต่วันที่ 5 มิถุนายน แทสมาเนียจะไม่มีการดำเนินการร่วมกันเกี่ยวกับนโยบายผ่อนปรนต่างๆ เหมือนกับรัฐอื่นๆกับรัฐบาลกลาง ชุมนุมได้ 20 คน นั่งรับประทานอาหารในร้านได้ 40 คน เปิดโรงภาพยนตร์ พิพิธภัณฑ์ สถานออกกำลังกาย สวนสัตว์ และสถานที่อื่นๆ โดยจำกัดผู้ใช้บริการไม่เกิน 20 คน นักเรียนที่มีอายุ 7-10 ขวบ จะกลับเข้าสู่การเรียนการสอนในห้องเรียนตามปกติ ในวันที่ 9 มิถุนายน ในขณะที่นักเรียนในชั้นอื่นๆ นั้นกลับไปเรียนตามปกติก่อนหน้านี้แล้ว ................ ดินแดนนอร์เทิร์นเทร์ริทอรี มาตรการผ่อนคลาย ขั้นที่ 3 เริ่มตั้งแต่วันที่ 5 มิถุนายน ไม่มีข้อจำกัดเรื่องจำนวนคนที่สามารถชุมนุมได้ จัดกิจกรรมภายในอาคารได้ เปิดร้านอาหาร โรงภาพยนตร์ สามารถจัดแสดงคอนเสิร์ต วงดนตรี หรือ กิจกรรมเพื่อความบันเทิงอื่นๆได้ เปิดห้องสมุด สถานที่ออกกำลังกาย กิจกรรมการกีฬาได้รับอนุญาตให้เปิดดำเนินการได้ตามปกติ Gaming รวมถึง TAB ได้รับอนุญาตให้เปิดดำเนินการได้ตามปกติ สั่งเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์โดยที่ไม่ต้องสั่งอาหารได้ สถานเสริมความงาม หรือบริการด้านความงามต่างๆ รวมทั้ง เจาะ สักร่างกาย สามารถเปิด ให้บริการได้ สวนสนุก ห้องรับรอง จัดเลี้ยง สถานที่บริการชุมชน สันทนาการต่างๆ เปิดให้บริการได้ อาคารชมกีฬา สโมสรกีฬา สามารถเปิดให้บริการได้ และอนุญาตให้จัดการแข่งขันกีฬาได้ .................. ACT มาตรการผ่อนคลาย ขั้นที่ 2 เริ่มตั้งแต่วันที่ 30 พฤษภาคม ชุมนุมได้ 20 คน นั่งรับประทานอาหารในร้านได้ 20 คน ร้านเสริมสวย ทำผิวสีแทน แว๊กซ์ ร้านทำเล็บ สปา ร้านสัก เจาะร่างกาย และร้านนวด เปิดรับลูกค้าได้ไม่เกิน 20 คน รับแขกในบ้านได้ไม่เกิน 20 คน  รวมตัวกันได้ในงานแต่ง ร้านอาหาร ร้านคาเฟ่ สถานที่จัดเลี้ยง ห้องประชุม บาร์ คลับ เปิดให้บริการอาหารลูกค้าได้ไม่เกิน 20 คนต่อพื้นที่ จัดงานศพได้ไม่เกิน 50 คน ยิมขนาดเล็ก สโมสรเพื่อสุขภาพ ฟิตเนส หรือศุนย์บริการสุขภาพ โยคะบาร์ พิลาทิส สามารถกลับมาเปิดให้บริการได้ แกลอรี่ พิพิธภัณฑ์  ห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ แกลอรี่  สถาบันแห่งชาติ สถานที่ทางประวัติศาสตร์  สถานที่ท่องเที่ยวกลางแจ้ง สวนสัตว์ กลับมาเปิดให้บริการได้ การแสดง ร้องประสานเสียง ดนตรี และออเคสตร้า สามารถเปิดการแสดงได้ สถานที่แคมปิ้ง และคาราวานพาร์คสามารถเปิดให้บริการได้ สามารถจัดการออกกำลังกายกลาง และในอาคารแจ้งแบบไม่สัมผัสตัวกัน
 
@@@@ เมื่อวันเสาร์ที่ 6 มิถุนายน 2563 สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงแคนเบอร์รา และสถานกงสุลใหญ่ ณ นครซิดนีย์ สถานกงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ ณ นครเมลเบิร์น และนครบริสเบน ร่วมกับหน่วยงานทีมประเทศไทยในออสเตรเลีย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยและออสเตรเลียได้จัดเที่ยวบินพาณิชย์พิเศษของสายการบินไทย เที่ยวบินที่ TG 474 บริสเบน-เมลเบิร์น-กรุงเทพฯ นำคนไทยในออสเตรเลียจำนวน 290 คนเดินทางกลับประเทศไทย โดยรับผู้โดยสารจากนครบริสเบนและนครเมลเบิร์น ทีมสถานกงสุลใหญ่ ณ นครซิดนีย์ เดินทางจากนครซิดนีย์ไปยังนครบริสเบนเพื่อสมทบกับทีมจากสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงแคนเบอร์รา ในการปฏิบัติภารกิจอำนวยความสะดวกส่งคนไทยในรัฐควีนส์แลนด์กลับบ้าน ขณะที่ทีมสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงแคนเบอร์รา อีกส่วนหนึ่ง นำโดยเอกอัครราชทูตฯ เดินทางไปอำนวยความสะดวกคนไทยที่สนามบินนครเมลเบิร์นด้วย โดยเที่ยวบินดังกล่าวออกจากนครเมลเบิร์นเมื่อเวลา 12.05 น. และมีกำหนดถึงกรุงเทพฯ ในวันที่ 6 มิถุนายน 2563 เวลาประมาณ 18.45 น. (ตามเวลาประเทศไทย) การจัดเที่ยวบินพิเศษ TG 474 นี้เป็นไปตามแนวทางจัดการเคลื่อนย้ายคนไทยในต่างประเทศกลับประเทศไทยของศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 รวมถึงมาตรการสาธารณสุขเพื่อป้องกัน/ควบคุมโรค และมาตรการจำกัดการเดินทางของรัฐบาลไทยและออสเตรเลีย โดยผู้โดยสารที่เดินทางกลับประเทศไทยกับเที่ยวบินพิเศษนี้เป็นบุคคลสัญชาติไทยที่มีความจำเป็นเร่งด่วน อาทิ ผู้สูงอายุ เด็กและเยาวชน ผู้ที่ประสบปัญหาด้านสุขภาพ และผู้ที่ถือวีซ่าออสเตรเลียประเภทท่องเที่ยว (visitor) หรือวีซ่าชั่วคราวประเภทอื่นๆ ที่หมดอายุแล้วหรือใกล้หมดอายุและไม่สามารถต่ออายุได้อีก การดำเนินการในครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลไทยที่ให้ความสำคัญกับการดูแลสวัสดิภาพของคนไทยในต่างประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โดยให้ความสำคัญกับการนำคนไทยที่ตกค้างในต่างแดนและประสบปัญหาต่างๆ ให้สามารถเดินทางกลับประเทศไทยได้อย่างปลอดภัย สำหรับคนไทยในออสเตรเลียที่ยังคงประสงค์จะกลับประเทศไทย สถานเอกอัครราชทูตฯ และสถานกงสุลใหญ่ฯ จะหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยและออสเตรเลียเพื่อหาแนวทางช่วยเหลือและจะแจ้งความคืบหน้าให้ทราบต่อไป ในกรณีฉุกเฉินโปรดติดต่อสถานเอกอัครราขทูตฯ ที่ หมายเลขโทรศัพท์สายด่วน 0402 735 642 หรือ 0429 597 191 หรือ Line ID: CBRCONSULAR และสถานกงสุลใหญ่ฯ ที่หมายเลขโทรศัพท์ (02) 9241 2542-3 สายด่วน 0411 424 303
LINE ID: thaiconsulatesydney
 

เที่ยวบินพาณิชย์พิเศษของสายการบินไทย TG 474 บริสเบน-เมลเบิร์น-กรุงเทพฯ นำคนไทยในออสเตรเลียจำนวน 290 คน กลับประเทศไทย ออกจากนครเมลเบิร์นเมื่อเวลา 12.05 น.และมีกำหนดถึงกรุงเทพฯ ในวันที่ 6 มิ.ย. 63 เวลาประมาณ 18.45 น.
 
@@@@ มาตรการผ่อนคลายการควบคุมการระบาดระดับท้องถิ่น รัฐเซาท์ออสเตรเลีย ขั้นที่ 2 เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน ที่ผ่านมา ทำให้ธุรกิจ ร้านค้าต่างๆในนครแอดิเลดเริ่มคึกคักขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ร้านอาหารไทย หรือ ธุรกิจนวดสปา แผนไทย ปริ๊นซี่ สยุมพร เดียวสุรินทร์ ก็เป็นหนึ่งในเจ้าของธุรกิจนวดสปา แผนไทย ร้าน Siam Retreat Thai Massage & Spa ซึ่งเธอเองมี ถึง 3 สาขา เธอได้เปิดเผยกับเดลินิวส์ว่า เธอรู้สึกว่า ช่วงเวลาที่เธอเคยคิดว่าเลวร้ายนั้นผ่านไปเร็วกว่าที่คิด ตอนที่มีภาวะระบาดใหม่ เธอทุกข์ทรมานมาก คิดว่าถึงทางตันของธุรกิจเธอแล้ว เธอวางแผนที่จะพยุงธุรกิจเท่าที่ทำได้ ถึงขนาดคิดจะต้องขายกิจการทิ้งแบบขาดทุนไปทั้งหมด เพราะธุรกิจของเธออยู่ในย่านธุรกิจ ค่าเช่าสูงทุกสาขา แต่ทุกอย่างเริ่มเปลี่ยนแปลงไปในทางตรงกันข้ามเมื่อรัฐบาลเริ่มออกประกาศช่วยเหลือธุรกิจขนาดเล็ก Small business ................ สยุมพรเล่าว่า “ขอบคุณประเทศออสเตรเลียให้ที่อยู่ ที่ทำมาหากินสำหรับผู้ประกอบสัมมาชีพสุจริต รัฐบาลที่นี้ให้การช่วยเหลือธุรกิจที่ได้รับผลกระทบดีมาก ไม่ว่าเงินช่วยเหลือต่างๆแก่ small business รวมทั้งเงิน job keeper และ job seeker ภาษีที่พวกเราเคยบ่นว่าเสียไปมากมาย มันกลับมาคืนแก่เราในภาวะวิกฤติ โชคดีจริงๆคะ ที่หนูทำธุรกิจแบบถูกต้อง เสียภาษี และ พนักงานทุกคนเราก็เสียภาษีให้ ตอนนี้เราได้รับความช่วยเหลือ จากเงินของเราเอง หลังจากรัฐเซาท์ออสเตรเลียได้เลื่อนการเปิดกิจการร้านนวด เป็นวันที่ 1 มิถุนายน เหมือนหนูได้โชค 2 ชั้น ลูกค้าที่อัดอั้นจากการ lock down เข้ามาใช้บริการ จนร้านของหนูทั้ง 3 สาขา มีลูกค้าจองจนเกือบเต็มทั้งอาทิตย์ พนักงานรวมทั้งตัวหนูเองแทบไม่มีเวลาทานข้าว ลูกค้าเข้ามาเยอะมากคะ ขนาดหนูต้องลงนวดเองแล้ว ยังต้องเรียกพนักงานมาเสริม ก็ยังไม่พออีก แต่เรายังต้องรักษามาตรฐาน ความสะอาด และ กฏเกี่ยวกับการควบคุมโรคอย่างเคร่งครัดคะ ถ้าเกิดมีการระบาดรอบสอง จะลำบากแน่ ธุรกิจคงจะหยุดชะงักจริง หนูอยากให้ร้านนวด และ ผู้ประกอบการทุกท่าน ทำตามกฏอย่างเคร่งครัดนะคะ อย่าเห็นแก่ตัว ค่าใช้จ่ายอาจจะเพิ่มมากขึ้น แต่มันจะคุ้มค่าสำหรับอนาคตนะคะ ได้กินยาว”
 

สยุมพร เดียวสุรินทร์ หนึ่งในเจ้าของธุรกิจนวดสปา แผนไทยในนครแอดิเลด ร้าน Siam Retreat Thai Massage & Spa ซึ่งเธอเองมี ถึง 3 สาขา ธุรกิจเริ่มฟื้นตัว หลังจากรัฐเซาท์ออสเตรเลีย ออกประกาศมาตรการผ่อนคลาย ขั้นที่ 2 เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน ที่ผ่านมา
 
@@@@ จากการที่ได้ไปทำการแสดงดนตรีไทยในงาน Multicultural Event ต่างๆ ในประเทศออสเตรเลีย ทำให้ ครูปลา พีรัญยา วิสิฐจันทรกูล ได้รู้จักกับนักดนตรี และนักแต่งเพลงหลากหลายสัญชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศออสเตรเลีย จนนำไปสู่โอกาสที่ได้รับการสัมภาษณ์ การนำเสนอบทเพลงไทยร่วมสมัย และได้ถูกคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 10 ศิลปินในการแบ่งปันเรื่องราวทางศิลปะวัฒนธรรม ผ่านสารคดีที่มีชื่อว่า Outside In โดยศูนย์งานศิลปะในรัฐควีนส์แลนด์ Brisbane Multicultural Arts Centre ซึ่งผู้อำนวยการสร้างได้ประทับใจในเรื่องราวการถ่ายทอดดนตรีไทยให้กับผู้เรียนที่เกิดในประเทศออสเตรเลีย กล่าวคือ ในการสอนดนตรีไทยนั้น เธอไม่ได้สอนแค่ให้นักเรียนเล่นดนตรีได้ แต่ยังสอดแทรกความเป็นไทยในเรื่องของการแสดงความเคารพเครื่องดนตรีไทยก่อนบรรเลงด้วยการไหว้ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของนักดนตรีไทย ในการแสดงความระลึกถึงพระคุณของครูบาอาจารย์ที่สั่งสอนเรามา เพื่อให้มีสติก่อนการบรรเลง และเพื่อเป็นการแสดงความเคารพผู้ชมก่อนเริ่มทำการแสดง ทำให้นำไปสู่การตั้งชื่อสารคดีว่า “My Wai” สำหรับเพลงประกอบสารคดีนี้ เป็นการผสมผสานของเครื่องสายไทย ได้แก่ ขิม ซออู้ ซอด้วง ในแบบดนตรีไทยร่วมสมัยเข้าด้วยกัน พีรัญยา ชี้แจงกับเดลินิวส์ว่า “ดีใจที่ได้รับคัดเลือก แล้วก็มีงานดีๆรออยู่ข้างหน้า เดี๋ยวปลาจะมาเล่าโปรเจ็คให้ฟังอย่างละเอียดอีกทีนะคะ ปลาขอกราบขอบพระคุณท่านเจ้าคุณพระศรีพุทธิวิเทศ เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธาราม นครบริสเบน ที่ให้ความอนุเคราะห์เมตตาให้ใช้สถานที่ในการถ่ายทำ ณ วัดไทยพุทธาราม ขอบพระคุณคุณพ่อคุณแม่ที่ส่งเสริมให้ได้เรียนดนตรีไทย ขอบพระคุณครูอาจารย์ทุกๆท่าน ขอบพระคุณพี่กุ้ง ศักรินทร์ สุวรรณรัตน์ สำหรับเพลงที่ไพเราะ ขอบพระคุณผู้มีอุปการคุณทุกๆท่านที่อำนวยการจัดงานเทศกาลทางวัฒนธรรมไทยในออสเตรเลียทุกๆรัฐ ขอบพระคุณคุณอาน้อย ไตรภพ ที่เมตตาสนับสนุน และขอขอบพระคุณทีมงานจาก Brisbane Multicultural Centre ที่มอบโอกาสให้ได้เป็นตัวแทนของคนไทยในการแบ่งปันเรื่องราวทางศิลปะ วัฒนธรรมร่วมสมัยในประเทศออสเตรเลียคะ” ครูปลา พีรัญยา วิสิฐจันทรกูล จบปริญญาตรี และปริญญาโท สาขาดนตรีศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เกียรตินิยมอันดับหนึ่งเหรียญทอง สำหรับผู้ที่สนใจในผลงานดนตรีไทยร่วมสมัย สามารถติดตามได้ที่ Facebook: Brisbane Thai Music by Kru Pla เบอร์ติดต่อเธอ 0415 368 294
 
 
พีรัญยา วิสิฐจันทรกูล ครูดนตรีไทย ได้ถูกคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 10 ศิลปิน โดยศูนย์งานศิลปะในรัฐควีนส์แลนด์ Brisbane Multicultural Arts Centre ในการแบ่งปันเรื่องราวทางศิลปะวัฒนธรรม ผ่านสารคดีที่มีชื่อว่า Outside In
 
@@@@ ททท. สำนักงานซิดนีย์ ประเทศ​ออสเตรเลีย จัดทำโครงการ Amazing Thailand Online Training ระหว่างวันที่ 25 พฤษภาคม – 15 กันยายน 2563 เพื่อประชาสัมพันธ์ประเทศไทย เจาะกลุ่ม Travel Agents/Travel Consultants/Home-Based Agent ทั้งในออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ผ่านเวปไซต์และ eDM ของ Travel Trade: Travel Daily และ Travel Bulletin โดย Online Training ประกอบไปด้วยเนื้อหาประเทศไทยจำนวน 8 Modules, คำถามท้ายบท  และมอบรางวัลสร้างแรงจูงใจสำหรับเอเจ้นท์ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ที่จบหลักสูตรด้วยคะแนนสูงสุด เป็นบัตร voucher ช๊อปปิ้งจำนวน 80 รางวัล, ของที่ระลึกจาก ททท. และรางวัลห้องพักประเทศไทยจำนวน 50 รางวัล ทั้งนี้ เพื่อให้ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับแหล่งท่องเที่ยวไทยและแหล่งท่องเที่ยวเชื่อมโยง และให้ประเทศไทยยังคงเป็น Top of Mind สำหรับชาวออสเตรเลียและนิวซีแลนด์  ส่งเสริมการสร้างความสัมพันธ์กับพันธมิตรในช่วงวิกฤติการแพร่ระบาดของ COVID-19 และเตรียมพร้อมสำหรับการขายเมื่อสถานการณ์การระบาดสิ้นสุดลง โดยคาดว่าจะมีเอเจ้นท์เข้าร่วมโครงการราว 3,000 คน
 
@@@@ หลังจากมาตรการผ่อนคลาย ขั้นที่ 2 ของ รัฐนิวเซาท์เวลส์ ได้อนุญาตให้ ร้านเสริมสวย ร้านทำเล็บ เปิดรับลูกค้าได้ไม่เกิน 10 คน ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน ที่ผ่านมา ร้านทำเล็บ เจ้าของคนไทยแห่งเดียวในเมือง Coffs Harbour หรืออาจจะเป็นแห่งเดียวในประเทศออสเตรเลีย ที่เจ้าของเป็นคนไทย Sabai Sabai Nail & Spa ของสองพี่น้อง แจง ชนกพร พนาจาร และเจี๊ยบ ชนัญชิดา วายซอลล์ ซึ่งต้องปิดร้านไป 2 เดือน ในช่วงโควิดระบาด ตอนนี้กลับมาเปิดร้านได้แล้ว และแน่นอนยุ่งจนไม่มีเวลาให้ครอบครัว .............. ชนกพร เล่าว่า “เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน ยุ่งมาก 2 วันแรก ลูกค้าโทรมาจองเวลาทำเล็บเต็มทั้ง 2 วันเลย ไม่มีเวลากินข้าวกินน้ำ ตั้งแต่เปิดร้านถึงเวลาเลิกงาน แต่ก็ชอบนะคะ อยากให้ยุ่งแบบนี้ทุกวันตลอดไปเลย ลูกค้าทุกคนที่มาทำเล็บบอกว่า เขารอวันนี้มาตั้ง 2 เดือน เขาดีใจมากที่เราได้กลับมาเปิดร้านแล้ว ส่วนเราก็ดีใจมากเช่นกันที่ลูกค้าคิดถึงและกลับมาทำเล็บกับเราเหมือนเดิม  ส่วนสถานการณ์โควิดที่ Coffs Harbour สงบดีคะ แต่เราก็ยังต้องปฏิบัติตามกฏ รักษาระยะห่างอยู่เพื่อความปลอดภัยของเราเอง เพราะสถานการณ์ตอนนี้ถึงแม้ว่าจะดีขึ้น แต่ก็ไม่สามารถพูดได้ว่า 100 % แต่รัฐบาลก็ช่วยเราเยอะ ปิดร้านไปสองเดือนนี่อดตายแน่นอน ถ้ารัฐบาลไม่ช่วย small business อย่างเรา ขอบคุณประเทศออสเตรเลียคะ”  ................... คุยกับเธอมาถึงตรงนี้ก็ถือโอกาสเก็บเอาเรื่องการเข้ามาใช้ชีวิตในประเทศออสเตรเลียของพี่น้องคู่นี้เอามาฝากเผื่อผู้อ่านเดลินิวส์จะได้ข้อคิดในการต่อสู้ในต่างแดน ชนกพร เล่าว่า “พูดถึงเรื่องมาอยู่ ที่ออสเตรเลีย ทุกๆคนที่อยู่ทางบ้านเรา เขาจะคิดว่าเรามีแฟนเป็นฝรั่งมีเงินรวย อยู่แบบสุขสบาย แต่เขาจะรู้ไหมว่า เราทำงานหนักแค่ไหน กว่าจะได้เงินมาแต่ละดอลล่าร์หนึ่ง มันยากขนาดไหน ตอนมาใหม่ๆก็ยังทำงานไม่ได้ จนมาพบแฟนเขาขอแต่งงาน โชคคดี วีซ่าแจงไม่มีข้อจำกัด แต่งเสร็จทำเรื่องแล้วอยู่ต่อได้เลย พอแต่งแล้ว วีซ่าก็เปลี่ยน เขามีชั่วโมงให้ไปเรียนฟรี แต่ก็ได้ไปเรียนจนครบชั่วโมงแล้วหลังจากนั้นก็ลุยทำงานเลย อยากทำเพราะเรามีคนข้างหลังรอเรา และเราต้องดูแลเขาทุกคน พ่อแม่ พี่สาวก็คือ พี่เจี๊ยบ นี่แหละ แล้วก็ลูกพี่สาวอีก 2 คน และก็น้องชายของเรา คือมีแจงเพียงคนเดียวที่ต้องทำในตอนนั้น ทำจนมองไม่เห็นอะไร ไม่เคยออกข้างนอกกับแฟน การดูแลเขาและลูกสาวในตอนนั้นก็ไม่ค่อยมี จนความสัมพันธ์ระหว่างแม่กับลูกลดน้อยลง เพราะเราจะมุ่งอยู่อย่างเดียวคือ งาน เงิน คิดอย่างนี้อยู่ตลอดจนวันหนึ่งแฟนถามว่า คุณส่งเงินกลับบ้านตลอด เธอเก็บไว้ให้ตัวเองบ้างไหม แจงถามเลยว่าทำไม แฟนก็ว่า ไม่มีอะไร แค่อยากให้เราเก็บไว้ให้ตัวเองบ้าง เผื่อวันหนึ่งเราไม่สบายขึ้นมาจะได้มีเงินไว้รักษาตัวเอง เขาก็ห่วงและหวังดี แต่เราก็บอกแฟนไปว่าฉันต้องส่งเพราะถ้าไม่ส่งแล้วพ่อแม่ฉันจะเอาที่ไหนกินที่ไหนใช้ เพราะเขาไม่ได้มีงานทำเหมือนคนที่นี่ เราก็บอกเขาไปว่า ถ้าเธอรักฉัน เธอต้องรักครอบครัวฉันด้วย เธอแต่งงานกับฉันนั้นหมายความว่าเธอต้องแต่งงานกับครอบครัวของฉันด้วย เพราะพ่อแม่ฉันมาก่อนเสมอ แล้วถามเขาว่า เธอรักพ่อแม่เธอไหม แฟนบอกรักสิ ฉันก็รักพ่อแม่ฉันเหมือนกับเธอ และจะไม่มีวันที่ฉันจะหยุดส่งเงินให้เขา ดูแลเขา เพราะพ่อแม่ฉันมีได้แค่คนเดียว ต้องดูแลจนเขาตายจากฉันไป หลังจากนั้นแฟนไม่เคยถามอีกเลย ยิ่งตอนช่วงทำบ้าน แจงส่งเงินบ่อยมาก  แจงปั๊มเงิน ทำงาน 3 จ๊อบในวันเดียว ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองทำได้ไง ส่งบ่อยจนธนาคารเขาถามว่าทำไมส่งบ่อยจัง ถึงจะลำบากก็ยอมเพื่อพ่อแม่และเราสามารถยกระดับของพ่อแม่จากคนจนไม่มีอะไร จากคนที่ไม่ค่อยมีใครสนใจ ให้คนเขานับถือ เราทำให้ท่านได้ยิ้มมีความสุขได้เราก็ดีใจมากแล้ว ลืมความเหนื่อยความลำบาก ทำร้านอาหารด้วย ทำร้านทำเล็บด้วย พอออกจากร้านทำเล็บร้านแรก ก็ได้งานใหม่ทำเล็บเหมือนเดิม แต่ก็ทำกับคนเวียดนามเหมือนเดิม แต่ดีกว่ากันหน่อยเพราะเจ้าของเขาทำงานเหมือนเพื่อน ไม่เหมือนเจ้านายกะลูกน้องในระหว่างทำงานร้านเล็บเช้า ตอนกลางคืนก็ยังทำอยู่ที่ร้านอาหารไทยของอาผู้หญิงคนที่แนะนำให้มาทำมาหากินที่เมืองนอก แต่ทำไปได้สักพักใหญ่เรารู้สึกว่าอยากมีลูกก็เลยไปถามอา เขาก็พูดทำนองไม่อยากให้เรามีเพราะถ้าเรามีเราต้องทำงานให้เขาไม่ได้เต็มที่ แล้วเรื่องระหว่างอากะหลานก็เริ่มจะไม่ค่อยดี ความสัมพันธ์ก็เริ่มแย่ จนเราต้องขอว่า เราจะทำงานร้านเขากี่วัน เขาก็เหมือนจะไม่พอใจ เราก็อยากมีอนาคตของเราสร้างครอบครัว เราก็เลยตัดสินใจมีน้อง ความสัมพันธ์ก็แย่ไปเลย เราเลือกที่จะเดินจากมา ตอนเราอยู่ เราทำทุกอย่างในร้านยิ่งกว่าลูกจ้างทำตั้งแต่หน้าร้านยันหลังร้าน เวลาเลิกก็เลิกพร้อมกับเจ้าของร้าน กลับบ้านดึกทุกวันจนไม่มีเวลาให้ลูกกับสามี ต่อมาก็ได้มีลูกคนแรกที่เกิดกับสามีออสเตรเลีย และได้พักงานจนกลับมาทำงานอีกครั้ง ตั้งแต่มาอยู่ที่ออสเตรเลียไม่เคยไปไหนไกล ไม่เคยได้ออกจากเมือง Coffs Harbour เท่าไร อยู่มา 11ปี ไม่เคยไปเมลเบิร์น ไม่เคยไปแคมเบอร์ร่า ไม่เคยไปเที่ยว ถ้าไปซิดนีย์ก็ไปแค่ทำธุระ แต่ไม่เป็นไรเพราะเราจน เราต้องทำงาน” .............. ชนัญชิดา พี่สาว เล่าว่า “เรามีกันอยู่แค่นี้ 3 คน พี่น้อง แจงโชคดี ได้มาอยู่ก่อน ทำงานหาเงินได้ ก็อยากให้เจี๊ยบมาทำมาหากินที่นี่บ้าง แจงเขามีเพื่อนและมีฝรั่งเขาสนใจอยากรู้จักผู้หญิงไทย เวียดนาม แจงก็เลยเอารูปเจี้ยบให้เพื่อนฝากไปให้ฝรั่งเพื่อนของสามีของเขาดูเผื่อเขาจะสนใจพี่สาวตัวเอง หลังจากนั้นเพื่อนแจงก็ส่งข้อความมาบอกว่าฝรั่งคนนั้นเขาเห็นรูปแล้วเขายิ้ม และสนใจเรา ก็จบแค่นั้น แจงเองเขาก็ไม่เคยเห็นหน้าแฟนเจี๊ยบนะ แล้วแฟนเจี๊ยบเขาก็บินมาหาเจี๊ยบที่ไทยเลย หลังจากนั้นเขาก็ขอแต่งงาน แล้วเจี๊ยบก็ตามเขามาอยู่ที่นี่ ตอนนั้นน้องแจงคลอดลูกและกลับมาทำงานแล้วพอดี เจี้ยบก็มาออสเตรเลีย น้องแจงก็พาเจี้ยบไปฝากทำงานกับร้านเล็บที่น้องแจงทำอยู่ แต่ไม่ได้ทำด้วยกันเพราะเขามีร้าน 2 ร้าน น้องแจงทำอีกที่หนึ่ง แต่หลังจากเจี้ยบทำงานได้ปีกว่า เจี๊ยบก็คุยกะแฟนว่า เราน่าจะเปิดร้านของตัวเองนะ ก็มาชวนน้องแจงเปิดกันสองคนพี่น้อง” ................ ชนกพร เล่าต่อว่า “พี่เจี๊ยบเขาอยากเปิดร้าน เขาบอกลงทุนให้ก่อนทุกอย่าง แต่ความจริงในใจแจงคิด แจงไม่อยากทำ ทำอยู่กับคนอื่นก็ดีอยู่แล้ว ไม่ต้องรับผิดชอบเยอะ แต่พี่เจี้ยบและแฟนก็ยืนยันว่าอยากเปิด ถ้าเปิดก็เปิด ทำเพื่อพี่ ตัดสินใจออกจากร้านเล็บมาเปิดร้านของตัวเองที่ร่วมทุนกับพี่เจี้ยบ ตอนเปิดใหม่ๆดีมากเพราะแจงมีลูกค้าเก่าที่เขาชอบเรา เขาก็ตามเรามา ก็ทำงานกะพี่สาวสองคน ไม่มีลูกจ้าง ต่อมาแจงมีลูกคนที่สองก็หยุดงานไปอีก ลูกค้าก็ลดลง แต่ก็ถือว่าโอเค แจงทำงานร้านเล็บกับคนอื่น และมาเปิดของตัวเองรวมๆแล้วเกือบจะ 10 ปีแล้ว แจงอยากทำร้านอาหาร อยากเป็นเจ้าของร้านอาหารบ้าง เปิดร้านเล็กๆ นั่นคือความคิดอีกอย่างที่อยากทำ และยังไม่ได้ทำ หมายถึงร้านของตัวเองคะ แจงชอบคิดโน่น นี่ นั่น คิดอยู่ตลอดเวลาอยากทำอะไร แต่กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ก็ล้มลุกคลุกคลานมาเยอะ เราสองคนพี่น้องก็ภูมิใจที่เราทำได้” Sabai Sabai Nail Spa อยู่ที่ Cinema walk arcade, Coffs Harbour NSW 2450 โทรไปจองเวลาบริการได้ที่ 0490 300 216


ชนกพร พนาจาร และชนัญชิดา วายซอลล์ สองพี่น้อง เจ้าของร้านทำเล็บที่เจ้าของเป็นคนไทย Sabai Sabai Nail & Spa แห่งเดียวในเมือง Coffs Harbour ซึ่งต้องปิดร้านไปถึง 2 เดือน ในช่วงโควิดระบาด ตอนนี้กลับมาเปิดร้านได้แล้ว
 
ไตรภพ ซิดนีย์
tripope@hotmail.com

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 80