อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 13 สิงหาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 13 สิงหาคม 2563

จลาจลสหรัฐ2020 ต้องทหารถึงเอาอยู่?

สถานการณ์ประท้วงและจลาจลสีผิวที่กำลังเกิดขึ้นทั่วสหรัฐตอนนี้ มีที่มาที่ไปจากอะไร คนทั้งโลกทราบดีแล้ว และในขณะที่ทุกสายตาจับจ้องไปที่ท่าทีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าจะจัดการกับปรากฏการณ์ลุกฮือทางสังคมครั้งนี้อย่างไรและด้วยวิธีใด อาทิตย์ที่ 7 มิถุนายน 2563 เวลา 09.30 น.

สถานการณ์ประท้วงและจลาจลสีผิวที่กำลังเกิดขึ้นทั่วสหรัฐตอนนี้ มีที่มาที่ไปจากอะไร คนทั้งโลกทราบดีแล้ว และในขณะที่ทุกสายตาจับจ้องไปที่ท่าทีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าจะจัดการกับปรากฏการณ์ลุกฮือทางสังคมครั้งนี้อย่างไรและด้วยวิธีใด ผู้นำสหรัฐได้หยิบยกการใช้อำนาจตามกฎหมายการจลาจล ฉบับปี 2350 ที่ประธานาธิบดีสามารถ “ยึดอำนาจ” กองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ และสั่งให้กองทัพสหรัฐเคลื่อนไหวทางทหาร “เพื่อรักษาความสงบและผดุงไว้ซึ่งความมั่นคงภายใน” ด้วยการยับยั้งการก่อความไม่สงบจนส่งผลให้ไม่อาจบังคับใช้กฎหมายของส่วนกลางในพื้นที่แห่งนั้นได้
        
กฎหมายการจลาจลได้รับการบัญญัติขึ้นเมื่อ 213 ปีที่แล้ว ในสมัยประธานาธิบดีโธมัส เจฟเฟอร์สัน ผู้นำสหรัฐคนที่ 3 มอบความชอบธรรมให้กับรัฐบาลกลางในการควบคุมกลุ่มทหารพรานในแต่ละรัฐ ที่ต่อมาพัฒนาเป็นกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ ควบคู่ไปกับการใช้อำนาจสั่งการกองทัพสหรัฐ “ต่อสถานการณ์อย่างจำเพาะเจาะจง” อาทิ ความพยายามก่อกบฏล้มล้างอำนาจรัฐบาลกลางในกรุงวอชิงตัน



ทั้งนี้ สภาคองเกรสแก้ไขกฎหมายการจลาจลอย่างน้อย 2 ครั้ง ครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อปี 2404 เพิ่มเติมหมวดว่าด้วยการอนุญาตให้รัฐบาลวอชิงตันสามารถใช้อำนาจผ่านกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ และกองทัพสหรัฐ โดยไม่ต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐบาลของรัฐแห่งใดก็ตาม เมื่อเกิดกรณี “มีการรวมตัวก่อการกบฏต่อการใช้อำนาจบริหารของรัฐบาลกลางแห่งสหรัฐ” โดยการแก้ไขกฎหมายครั้งนั้นเกิดขึ้นท่ามกลางบริบทของสงครามกลางเมืองพอดี
        
การแก้ไขกฎหมายดังกล่าวเป็นครั้งที่ 2 เกิดขึ้นเมื่อปี 2414 เป็นการแก้ไขมาตรา 253 เกี่ยวกับการปกป้องชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกันจากการคุกคามของกลุ่มคูคลักซ์แคลน โดยมอบความชอบธรรมให้กับรัฐบาลวอชิงตันในการผดุงไว้ซึ่งความเท่าเทียม ตามที่ปรากฏอยู่ในบทบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญสหรัฐครั้งที่ 14 เมื่อปี 2411
        
การบังคับใช้อำนาจของรัฐบาลกลางตามกฎหมายการจลาจลเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้งในสหรัฐ ส่วนมากใช้ในช่วงของการรวมประเทศซึ่งมีข้อพิพาทอย่างหนักกับกลุ่มชนพื้นเมืองอเมริกัน การผละงานประท้วงครั้งใหญ่ของสหภาพแรงงานหลายแห่งในช่วงต้นของการพัฒนาประเทศ ซึ่งเป็นความขัดแย้งอย่างหนักในหลายรัฐ ขณะที่ประธานาธิบดีจอห์น เอฟ. เคนเนดี มีการใช้กฎหมายนี้เช่นกัน ด้วยเหตุผลเพื่อการบูรณาการการศึกษาในประเทศ ให้ยุติการแบ่งแยกระหว่างสีผิวในชั้นเรียน โดยบังคับใช้อย่างจำเพาะเจาะจงเป็นรายรัฐ
        
ซึ่งหนึ่งในการใช้อำนาจดังกล่าวของเคนเนดีที่น่าจดจำที่สุด คือการแก้ไขปัญหาการรับนักศึกษาที่มหาวิทยาลัยแอละแบมา เมื่อปี 2506 โดยนายจอร์จ วอลเลซ ผู้ว่าการรัฐแอละแบมาในเวลานั้น ถึงขั้นยืนขวางประตูทางเข้ามหาวิทยาลัยแอละแบมา เพื่อขัดขวางการยื่นใบสมัครของนักศึกษาผิวสี 2 คน เคนเนดีใช้อำนาจตามกฎหมายการจลาจล สั่งให้ พล.ต.เฮนรี เกรแฮม ผู้บัญชาการกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิประจำรัฐแอละแบมา เดินทางไปที่มหาวิทยาลัยเพื่อเปิดทางให้นักศึกษาผิวสีทั้งสองคนได้สมัครเข้าเรียน แม้วอลเลซไม่เห็นด้วย แต่ยอมถอยโดยดี
        
ขณะที่ประธานาธิบดีจอร์จ เอช.ดับเบิลยู.บุช ใช้อำนาจตามความในกฎหมายการจลาจล เพื่อยุติเหตุประท้วงที่บานปลายเป็นการก่อความรุนแรงและปล้นสะดมเป็นวงกว้าง ที่นครลอสแอนเจลิส เมื่อปี 2535 จากคดีที่ศาลยกฟ้องตำรวจ 4 นาย โดย 3 จาก 4 นายเป็นตำรวจผิวขาว ซึ่งร่วมกันทำร้ายร่างกายนายร็อดนีย์ คิง นักเขียนและนักเคลื่อนไหวผิวสี สถานการณ์ความไม่สงบเกิดขึ้นนานต่อเนื่อง 6 วัน และยุติเมื่อกองทัพสหรัฐร่วมกับกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิเข้าควบคุมสถานการณ์ มีผู้เสียชีวิตทั้งสิ้น 63 ศพ ได้รับบาดเจ็บมากกว่า 2,000 คน และยังมีผู้ถูกจับกุมอีกมากกว่า 12,000 คน


        
หลังผ่านพ้นกรณีของนายร็อดนีย์ คิง ไม่มีผู้นำสหรัฐคนใดใช้อำนาจจากกฎหมายนี้อีก ด้วยข้อถกเถียงในหลายมาตรา และปฏิกิริยาของประชาชนที่มีต่อการบังคับใช้กฎหมาย ยิ่งไปกว่านั้นคือการเคลื่อนไหวของกองทัพสหรัฐและกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิมีเงื่อนไขจำกัดภายใต้กฎหมายเกี่ยวกับการรวมกำลังพลบนแผ่นดินอเมริกา Posse Comitatus Act ได้รับการบัญญัติขึ้นเมื่อปี 2421 ควบคุม
อำนาจของรัฐบาลวอชิงตันในการบัญชาการ “เจ้าหน้าที่ส่วนกลางทางทหาร” ซึ่งหมายถึงกองทัพสหรัฐ ในการทำหน้าที่ผู้แทนเฉพาะกิจของรัฐบาลพลเรือน ในการบังคับใช้กฎหมายด้านความมั่นคง ไม่ว่าจะเป็นการตรวจค้นหรือจับกุม มีผลครอบคลุมเฉพาะกับกองทัพบกก่อน ตามด้วยกองทัพอากาศ กองทัพเรือ และกองกำลังนาวิกโยธิน
        
ขณะที่แม้การใช้อำนาจตามกฎหมายความมั่นคงของฝ่ายพลเรือนโดยกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิให้ขึ้นอยู่กับผู้ว่าการรัฐแต่ละแห่ง อย่างไรก็ตาม “ในยามฉุกเฉิน” ประธานาธิบดีสหรัฐสามารถอาศัยอำนาจตามความในประมวลกฎหมายอาญาหัวข้อ 10 ซึ่งเป็นกฎหมายพื้นฐานรับรองการแสดงบทบาทของกองทัพสหรัฐต่อกิจการภายในประเทศ
        
อย่างไรก็ตาม หมวดย่อย 3602 ของประมวลกฎหมายอาญาหัวข้อ 10 ถือเป็นพื้นฐานที่ทุกเหล่าทัพของสหรัฐยึดมั่นปฏิบัติมาตลอด นั่นคือกองทัพสหรัฐต้องปกป้องประเทศ เพื่อผดุงไว้ซึ่งความมั่นคงและสันติสุขของชนในชาติ ตลอดจนการคุ้มครองสินทรัพย์ใดก็ตามที่แม้ไม่ได้อยู่บนแผ่นดินสหรัฐ แต่รัฐบาลสหรัฐเป็นผู้ครอบครองอย่างถูกต้องตามกฎหมาย การให้ความสนับสนุนนโยบายของรัฐบาล การดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ และการต้องมีชัยชนะเหนือความก้าวร้าวและภัยคุกคามใดก็ตาม ที่ส่งผลต่อสันติภาพและความมั่นคงของสหรัฐ
        
กระนั้นสถานการณ์ที่กำลังดำเนินอยู่ตอนนี้ นอกจากเป็นการสะกิดให้ปัญหาเรื้อรังหลายด้านในสหรัฐกลับมาเป็นที่พูดถึงในวงกว้างอีกครั้ง ความร่วมมือและการคานอำนาจระหว่างรัฐบาลพลเรือนทรงอิทธิพลที่สุดในโลก กับกองทัพซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกเป็นที่น่าสนใจเช่นกัน.

....................................................
ภัทราพร ไพบูลย์ศิลป
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    25%
  • ไม่เห็นด้วย
    75%

บอกต่อ : 71