อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 12 สิงหาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 12 สิงหาคม 2563

เรื่องของ "เสธ.ขี้ลืม" ตอนที่ 4

พี่โมทย์ลุกขึ้นจากเก้าอี้มายืนอยู่หน้ากระจก แกะผ้าคลุมตัวออกแล้วส่งคืนช่างตัดผมที่กำลังทำหน้าเลิ่กลั่กอยู่ข้าง ๆ.... จันทร์ที่ 25 พฤษภาคม 2563 เวลา 11.00 น.


เรื่องหลับง่ายของพี่โมทย์ที่ผมเห็นด้วยกับตามีอยู่เรื่องหนึ่ง…
 
วันนั้น ผมกับพี่โมทย์เจอะกันหลังเลิกเรียนที่ร้านตัดผมเจ้าประจำแถวศรีย่าน ทักทายกันพอสมควรแล้วก็แยกย้ายกันไปประจำยังเก้าอี้ตัดผมของใครของมัน ผมขึ้นนั่งประจำที่ ช่างตัดผมจัดการปลดกระดุมเสื้อเครื่องแบบออก 2 เม็ดจะได้ไม่อึดอัด แล้วเอาผ้าคลุมสีขาวสะอาดตามาคลุมให้กันเศษผมเปรอะเปื้อน จากนั้นผมก็ขยับตัวให้นั่งสบาย ๆ อย่างผ่อนคลาย ส่วนช่างตัดผมก็แยกไปเตรียมเครื่องไม้เครื่องมือตามหน้าที่

ผมหันไปมองพี่โมทย์กะว่าจะหาเรื่องคุยฆ่าเวลา แต่ช้าไป…
พี่โมทย์หงายศีรษะพิงพนักเก้าอี้ตัดผมหลับไปเสียแล้ว พร้อมเริ่มส่งเสียงกรนเบา ๆ

จังหวะเดียวกันนั้นเอง ช่างตัดผมทั้งของผมและของพี่โมทย์ก็เดินกลับมาพร้อมที่จะทำหน้าที่ตามอาชีพ ผมหันมองเงาตัวเองและช่างตัดผมในกระจก แต่แล้วก็ได้ยินเสียงเอี๊ยดอ๊าดขึ้นจากเก้าอี้ข้าง ๆ ที่พี่โมทย์นั่งหลับอยู่ จึงหันไปมองอย่างแปลกใจ



พี่โมทย์ลุกขึ้นจากเก้าอี้มายืนอยู่หน้ากระจก แกะผ้าคลุมตัวออกแล้วส่งคืนช่างตัดผมที่กำลังทำหน้าเลิ่กลั่กอยู่ข้าง ๆ จากนั้นก็มองหน้าตัวเองในกระจก ยกมือขึ้นลูบเส้นผม หันซ้ายหันขวาไปมาทําท่าพึงพอใจกับทรงผมของตัวเอง หันไปพยักหน้ากับช่างตัดผมประจำตัวเพื่อยืนยันความพึงพอใจอีกครั้ง จากนั้นก็ควักกระเป๋าสตางค์ออกมา

ควักธนบัตรใบละร้อยมาใบหนึ่งส่งให้แล้วพูดเสียงเรียบ ๆ ว่า “ใช้ได้...ไม่ต้องทอนนะ”
ผมยังคงจับต้นชนปลายไม่ถูก สมองมึนงงไปหมด จนกระทั่งช่างตัดผมส่งเสียงขึ้นว่า

“ยังไม่ได้ตัดเลยครับท่าน…”
พี่โมทย์ทำท่างง ๆ จนเมื่อได้รับคำยืนยันเป็นมั่นเป็นเหมาะจากช่างตัดผมและตัวผมเองด้วยนั่นแหละจึงยอมขึ้นไปนั่งบนเก้าอี้ใหม่ก่อนจะส่งเสียงบ่นว่า

“อะไรวะ....หลับไปตั้งนานนึกว่าตัดเสร็จแล้ว” ก่อนจะหลับไปอีกครั้ง
อุ่นเครื่องเรื่องขี้ลืมของพี่โมทย์ไปแล้ว คราวนี้มาอ่านเรื่องทีเด็ดสุดยอดแบบอภิมหาอมตนิรันดร์กาลของพี่เขา แต่ก่อนที่ผมจะเล่าต่อไปก็ต้องทำความตกลงกันเรื่องกติกาบางอย่างเสียก่อน มิฉะนั้นจะนำความเสื่อมเสียมาสู่วงการได้



คุณเชื่อหรือเปล่าว่า วิถีชีวิตของผู้คนนั้น ส่วนหนึ่งย่อมเป็นไปตามสภาพแวดล้อม ยกตัวอย่างสมัยผมยังเด็กที่พ่อเป็นตำรวจอยู่ต่างจังหวัดสมัยนั้นเรื่องรบราฆ่าฟันกับ ผกค.ยังไม่มี บ้านเมืองจึงค่อนข้างสงบสุขไม่ค่อยมีเรื่องมีราวอะไรให้ตื่นเต้นกันนัก

ผมยังจำได้ดีว่าพ่อมักมีหน้าที่ต้องคอยห้ามทัพเรื่องตำรวจกับทหารตีกันอยู่บ่อย ๆ บางทีทหารก็หาเรื่องตำรวจก่อนแต่ก็พอ ๆ กับที่ตำรวจไปหาเรื่องทหารเขาก่อน จากนั้นก็นำไปสู่เรื่องบู๊ระหว่างคนมีสีด้วยกันเอง เรื่องราวประเภททหารยกพวกล้อมโรงพัก หรือล้มป้อมยามตำรวจมีให้เห็นกันอยู่บ่อย ๆ

เรื่องราวแบบนี้ คนสมัยนี้ไม่ได้เห็นแล้วครับ...แน่นอน เพราะสภาพแวดล้อมมันเปลี่ยนไป
แต่ก็แปลกดีเพราะทหารกับตำรวจสมัยก่อนนั้น แม้จะมีเรื่องมีราวถึงกับหัวร้างข้างแตกกัน แต่พอผู้บังคับบัญชาทั้งสองฝ่ายมาห้ามทัพแล้วจับมือให้ดีกัน ก็ปรากฏว่าหลังจากนั้นทหารกับตำรวจคู่กรณีก็มักกลับกลายเป็นเพื่อนรักกันอย่างไม่น่าเชื่อ ไม่มีติดใจอาฆาตกัน ว่ากันว่าต่างฝ่ายต่างมี “ใจนักเลง” แล้วก็แล้วกันไป 

แน่นอนครับ เรื่องแบบนี้สมัยนี้ย่อมไม่มีให้เห็นแล้ว เพราะนั่นเป็นเรื่องของยุคสมัยที่เปลี่ยนไปอย่างว่า แต่คุณคิดเหมือนผมไหมว่า น่าสงสารตำรวจออก สมัยก่อนถูกทหารล้อมโรงพักบ่อย ๆ มาสมัยนี้พอทหารเลิกล้อมโรงพักแล้ว นึกว่าตำรวจจะสบายขึ้น...

หนอยแน่...ตำรวจกลับถูกชาวบ้านล้อมโรงพักแทนเสียนี่
เวรกรรมของตำรวจไทยจริง ๆ...เฮ้อ !!! 
.................................................................
คอลัมน์ : สอยดาวมาร้อยบ่า – RELOADED
โดย “พล.อ.บัญชร ชวาลศิลป์”
Facebook : Gen.Bunchon - บัญชร ชวาลศิลป์ 


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    100%

บอกต่อ : 105