อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 30 พฤษภาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 30 พฤษภาคม 2563

ให้ประชาชนใช้ชีวิตวิถีใหม่ แต่การเมืองไม่วิถีใหม่

“วิถีใหม่”หรือ new normal ซึ่งคิดว่าคงเป็นศัพท์แห่งปี เกี่ยวกับการปรับตัวประเภทคนเราต้องมีหลายทักษะในการหาเลี้ยงชีพ เมื่อถึงเวลาคนเราต้องออกมาเอื้ออาทรให้ความช่วยเหลือกัน ปรับเปลี่ยนรูปแบบชีวิตสนใจกับการให้ความสำคัญทางสุขภาพมากขึ้น พฤหัสบดีที่ 21 พฤษภาคม 2563 เวลา 12.00 น.


วันที่ 17 พ.ค. เป็นวันที่ ศบค.ทบทวนมาตรการผ่อนปรนในการป้องกันระวังการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ให้ประชาชนสามารถใช้ชีวิตได้สะดวกมากขึ้น ส่วนหนึ่งมันก็เป็นผลดีต่อภาคธุรกิจที่ชะงักไปหลายกิจการ เช่น ห้างสรรพสินค้า ซึ่งถ้ายังจะล็อคเมืองให้ยาวออกไปอีก ความสูญเสียทางเศรษฐกิจก็จะยิ่งมีมากขึ้น คนตกงานมากขึ้น และรัฐบาลเองก็คงจะไม่สามารถจ่ายช่วยเหลือเยียวยาได้ยาวนานมากนัก

แต่ก็มีหลายเสียงบ่นถึง “ความย้อนแย้ง” เรื่องมาตรการว่า “บางอย่างมันน่าจะผ่อนปรนได้มากกว่านี้” สายรักสวยรักงามเขาบอกว่า อนุญาตให้เปิดคลินิกความงามแต่ไม่ให้ทำหน้ามันประหลาดพิลึก คนที่ “ความสวยรอไม่ได้” เขาบอกว่า “จิ้มโบทอกซ์มันแป๊บเดียวเองไม่ใช่ต้องทำอะไรเป็นชั่วโมง” หรือในฟิตเนส ห้ามใช้พวกลู่วิ่งแต่ให้ใช้โซนฟรีเวท เช่นพวกเครื่องยกน้ำหนัก สายสุขภาพเขาก็ว่าคนก็ไปออกันอยู่ตรงนั้นนั่นแหละ ถ้าจะแพร่ก็แพร่เพราะออกแรงเหมือนกัน

สิ่งที่น่าสนใจคือ “วิถีใหม่” ในเรื่องการเรียนการสอน ที่จะต้องเปิดเรียนช้าออกไปอีก แถมจะให้มีการเรียนทางช่องโทรทัศน์หรืออินเทอร์เนต ซึ่งก็ต้องดูฐานความเหลื่อมล้ำของประชากรด้วยว่า คนประเทศเราไม่ใช่ว่าจะมีเงินซื้อสมาร์ทโฟน สมาร์ททีวี หรือแทบเล็ตกันได้ทุกคน ถ้าเกิดภาวะจำยอมที่จะต้องซื้อมาใช้เรียน ก็ต้องมานั่งมึนๆ งงๆ กับเทคโนโลยีอีกสักพัก หรือแทนที่จะเรียนเด็กบางคนดันไปเล่นเกม ขโมยเงินเติมเกมเข้าอีก



หลายคนเขาก็สนับสนุนให้รัฐบาลเปิดโรงเรียนดีกว่า เพราะการเรียนในโรงเรียนมันมีลักษณะการคุมวินัยเด็กให้เข้าเรียนตามตารางสอน ไม่เป็นภาระผู้ปกครองต้องมานั่งกำกับลูกหลานให้เรียนแทนที่จะได้สนใจเรื่องทำงาน และอีกอย่างหนึ่งการเรียนการสอนในโรงเรียนเป็นสิ่งที่ทำให้เด็กได้สังคม ได้มีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อน กับครู โดยเฉพาะกับเด็กข้ามชั้นอย่างประถมไปมัธยมหรือมหาวิทยาลัยมันจำเป็นต้องมีสังคมใหม่ แต่ก็ขึ้นอยู่กับรัฐบาลจะพิจารณา

เราถูกพูดกันมากถึงเรื่อง “วิถีใหม่” หรือ New normal ซึ่งคิดว่าคงเป็นศัพท์แห่งปี เกี่ยวกับการปรับตัวประเภทคนเราต้องมีหลายทักษะในการหาเลี้ยงชีพ เมื่อถึงเวลาคนเราต้องออกมาเอื้ออาทรให้ความช่วยเหลือกัน ปรับเปลี่ยนรูปแบบชีวิตสนใจกับการให้ความสำคัญทางสุขภาพมากขึ้น ใช้อินเทอร์เนตทำงานมากขึ้น จนมีคนคิดถึงวิถีใหม่ในระดับมหภาค คือฝ่ายเอกชนสนับสนุนให้ไทยเป็น HUB ด้านสุขภาพได้ จากการควบคุมโรคที่ถ้าดูตามสถิติแล้วเราทำได้ค่อนข้างดี

แต่พอหันมาดูฝั่งการเมืองก็ได้แต่เบ้ปากใส่ มันเหมือนกับรณรงค์ให้ประชาชนใช้ชีวิตวิถีใหม่แต่ฝ่ายการเมืองเองก็ยังยึดถือ “การเล่นการเมืองแบบเดิมๆ” ประเภท “สมบัติต้องผลัดกันชม” ในภาวะที่ฝ่ายการเมือง ฝ่ายนโยบายต้องคิดอะไรที่เกี่ยวข้องกับความเดือดร้อนของประชาชน เยียวยาให้ครบทุกกลุ่มไม่ให้ตกหล่น ก็ยังคงมีการเล่นการเมืองระหว่างนี้อยู่ได้อย่างน่าอัศจรรย์ เรื่องสลับ “เก้าอี้ดนตรี” กันนั่นแหละไม่ใช่อะไร



เรื่องมันเกิดในฝั่งพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ซึ่งก็ไม่รู้อยู่ๆ เกิดปัญหาอะไรขึ้นมาที่จ้องจะเปลี่ยนตัวนายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรค กับนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรค  สองคนนี้ถูกมองว่ามาในโควตาของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ ซึ่งเป็นคนแรกๆ ที่ออกมาสนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ อีกสมัย เพื่อสานต่อภารกิจด้านยุทธศาสตร์ชาติ ปรองดอง (ที่ไม่เห็นจะสำเร็จ) ให้เรียบร้อย

ปัญหาที่คอการเมืองเขามองคือ นายอุตตมและนายสนธิรัตน์ เป็นคนที่ถูกชูมานำพรรคในช่วงแรกเนื่องจากภาพลักษณ์ดี เป็นสายแก้ปัญหาเศรษฐกิจ แต่ทั้งสองคนนี้ไม่ใช่นายทุนหรือมีกำลัง ส.ส.ในมือ ทำให้ขาดอำนาจการต่อรอง ข่าวว่า ส.ส.ก็บ่นว่าเข้าถึงยาก ขณะที่ “ผู้จัดการพรรค”ตัวจริงคือ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ซึ่งมารับตำแหน่งประธานยุทธศาสตร์พรรค ดูเหมือนเป็น “มือประสานสิบทิศ” แก้ปัญหาขัดแย้งในพรรคได้ดีกว่า

ก็เลยเกิดเหตุการณ์การกดดันให้นายอุตตมกับนายสนธิรัตน์เซ็นสละตำแหน่งในพรรคเอง แต่ปรากฏว่าทั้งคู่ก็ไม่ยอมเซ็น ทำให้มีการล่ารายชื่อกรรมการบริหารพรรคให้ได้เสียงถึงกึ่งหนึ่งคือ 18 คนจาก 34 คน ให้ลาออกเพื่อจะได้มีการประชุมใหญ่ของพรรคเลือกกรรมการบริหารชุดใหม่ ในส่วนของเลขาธิการพรรคนั้นเห็นว่ามีแคนดิเดตสองคนคือนายสันติ พร้อมพัฒน์ ซึ่งว่ากันว่าเป็นนายทุนของกลุ่มเพชรบูรณ์ และนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ก็เป็นทุนใหญ่

แรงกระเพื่อมในพรรคแรงขึ้นเรื่อยๆ มีทั้งกรรมการฝั่งที่สนับสนุน พล.อ.ประวิตร เช่นกลุ่ม กปปส. กลุ่มโคราช ขณะที่ฝ่ายของนายอุตตมและนายสนธิรัตน์นั้น ภาพที่ออกมาเดิมเหมือนกับจะไป ขอตัวช่วย” จากกรรมการบริหารในกลุ่มสามมิตร แต่ต่อมาก็มีรายงานข่าวว่า มีการล็อบบี้ให้กลุ่มสามมิตร กลุ่มชลบุรี เปลี่ยนมาสนับสนุน พล.อ.ประวิตร ขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคแทน พร้อมเมื่อไรก็หงายไพ่เลยคือให้กรรมการลาออกแล้วเลือกหัวหน้ากันใหม่

ซึ่งจากรายงานข่าว ความต้องการเปลี่ยนตัวหัวหน้าพรรคจะทำให้เสร็จในเดือน มิ.ย.นี้ โดยให้นายอุตตมเป็นผู้นำเสนอ พ.ร.ก.กู้เงินฯ 1.9 ล้านล้านบาท และ พ.ร.บ.โอนงบประมาณเข้างบกลางช่วยโควิดก่อน แล้วค่อยเปลี่ยน จากนั้นจึงมีการปรับ ครม.งวดแรก เพื่อให้ทีมเศรษฐกิจใหม่เข้ามาเสนอร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2564 (ที่ต้องตัดเงิน 25%ไปใช้หนี้) โละทีมนายสมคิด ชื่อทีมใหม่ที่ถูกจับตามองคือนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล อดีตผู้ว่าการแบงค์ชาติ



อย่างที่ว่าคือการเลือกตั้งพรรค พปชร. ต้องไปง้อพรรคอื่นมาร่วมรัฐบาลเยอะ โควตาเก้าอี้รัฐมนตรีเลยจำกัดจำเขี่ย ขนาดตอนตั้งรัฐบาลมีกลุ่มขอนแก่นของนายเอกราช ช่างเหลา และกลุ่มด้ามขวาน ส.ส.ใต้ออกมาขอเก้าอี้บ้างยังไม่ได้ ดังนั้นเลยต้องสมบัติผลัดกันชม นายอุตตมกับนายสนธิรัตน์เป็นรัฐมนตรีมาสองรัฐบาลแล้วก็ให้โควตาแกนนำกลุ่มอื่นบ้าง ชื่อที่เป็นแคนดิเดตคือนายอนุชา นาคาศัย แกนนำกลุ่มสามมิตรกับนายสุชาติ ชมกลิ่น ประธาน ส.ส.พรรค

พอมาเล่นการเมืองกันแบบนี้ ในช่วงเวลาที่คนใช้อินเทอร์เนตมากขนาดนี้ ระวังการเผยแพร่ข่าวสารจะยิ่งย้ำภาพการเมืองน้ำเน่า โดยเฉพาะ “บิ๊กป้อม” เองอาจตกเป็นตำบลกระสุนตกเต็มๆ ว่าจะมาเป็นหัวหน้าพรรคมีผลประโยชน์อะไรแอบแฝงหรือไม่ โดยเฉพาะทำงบปี 64 เรื่องแผนการจัดซื้ออาวุธที่หลายๆ คนอยากให้ชะลอไปอีก 3-4 ปีด้วยซ้ำเพราะต้องใช้เงินในการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศมหาศาล ต่างก็มองว่าเรื่องปากท้องสำคัญกว่าซื้ออาวุธ

ตัว “บิ๊กป้อม” เอง ก่อนตั้ง ครม.ประยุทธ์ 2 ก็มีข่าวบ่นๆ เรื่องสุขภาพร่างกายไม่ค่อยแข็งแรง แต่สุดท้ายมาเป็นรองนายกฯ แล้วเที่ยวนี้จะขึ้นคุมพรรคเอง ชาวเน็ตเขาก็สงสัยกันว่าตกลงอะไรเป็นอะไร ? แล้วเวลานี้มันเป็นเวลาที่รัฐบาลต้องสร้างผลงาน เห็นภาพ พล.อ.ประยุทธ์เดินสายหารือนักธุรกิจ เหมือนจะสร้างความหวังใหม่ๆ ที่จะประสานพลังรัฐ ภาคเอกชน ประชาสังคม พาประเทศชาติให้รอด แต่ภาพการเมืองก็ยังเป็นแบบเดิมๆ
 
ระวังคนจะก้าวข้ามความเบื่อหน่ายไปถึงความเกลียดชัง แล้วกระทบเสถียรภาพรัฐบาล.
........................................
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง” 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 65