อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 30 พฤษภาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 30 พฤษภาคม 2563

ชายชุดดำ -คนเผาเมือง ความจริงที่ไม่อยากหา

ถ้าย้อนไปดูประวัติศาสตร์การเมืองไทย ใครที่ติดตามคงรู้ว่า “ พฤษภาคม” ถือเป็นเดือนที่มีความสำคัญ มีความหมายทางการเมือง เพราะมีหลายเหตุการณ์ที่นำมาสู่การเปลี่ยนแปลง นับตั้งแต่พฤษภาทมิฬปี 35 จนถึง พ.ค. 53  แม้กระทั่งมีคนบางกลุ่ม พยายามนำมาสร้างเงื่อนไขทางการเมือง  อังคารที่ 19 พฤษภาคม 2563 เวลา 09.00 น.


แม้ประเทศไทยยังปราบปรามเชื้อไวรัสร้าย “โควิด-19“ ไม่สิ้นซาก แต่สถานการณ์ก็ดีขึ้นเรื่อยๆ  ในทางกลับกัน บรรดานักเคลื่อนไหวและนักการเมือง ก็เริ่มจัดทำกิจกรรม เพื่อไม่ให้ตนเองและพวกพ้องตกกระแส ไม่ได้อยู่ในความนึกคิดประชาชน ซึ่งจะส่งผลต่อการช่วงชิงอำนาจรัฐในอนาคต 
 
โดยเฉพาะในช่วงเดือนพฤษภาคมของทุกปี ซึ่งมักมีการจัดงานรำลึกเหตุการณ์ทางการเมือง เช่นพฤษภาทมิฬปี 2535 เหตุการณ์การชุมนุมทางการเมืองของ นปช.และคนเสื้อแดง  โดยเฉพาะการสลายการชุมนุม เมื่อ 19 พ.ค. 2553 ซึ่งจะครบรอบ 10 ปี  รวมทั้งการทำรัฐประหารของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา สมัยเป็น ผบ.ทบ. เมื่อ 22 พ.ค.2557 ในนามคณะ คสช.  แม้จะมีข้อจำกัด อันเนื่องมาจากเชื้อไวรัสร้าย และการประกาศบังคับใช้ใน พ.ร.ก. สถานการณ์ฉุกเฉิน

แต่ที่สร้างความฮือฮาคงหนีไม่พ้น ปรากฏการณ์การยิงแสงเลเซอร์ข้อความ “#ตามหาความจริง” ตามสถานที่เชิงสัญลักษณ์ทางการเมือง ในช่วงการชุมนุมเสื้อแดงปี 2553 เช่น พื้นที่ใกล้ๆ วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร ข้างตึกกระทรวงกลาโหม เป็นต้น ซึ่ง “คณะก้าวหน้า” เป็นการนำของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ, ปิยบุตร แสงกนกกุล, ช่อ พรรณิการ์ วานิช อดีตแกนนำพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) ออกตัวเป็นเจ้าภาพหลักในการแจ้งความเคลื่อนไหวดังกล่าว



นอกจากนี้บนความเคลื่อนไหวในเพจเฟซบุ๊กคณะก้าวหน้า ยังโพสต์ข้อความระบุไว้ตอนหนึ่งว่า "กี่ครั้งที่ประชาชนมือเปล่า ถูกสังหารอย่างเลือดเย็น กี่ครั้งที่ผู้ฆ่าและผู้สั่งฆ่า ไม่เพียงไม่ต้องรับโทษ แต่ยังเติบใหญ่ในเส้นทางอำนาจ ทุกครั้งความจริงถูกทำให้เลือนหาย ความยุติธรรมไม่เคยมาถึง
 
พอกันทีกับการที่ขอเพียงมีอำนาจล้นฟ้าจะลงมือฆ่าคนเป็นร้อยก็ไม่ผิด ฝากไปถึงผู้มีอำนาจว่า ไม่ต้องตามหาให้เหนื่อยแรงอีกต่อไปว่า ใครคือคนที่ฉายแสงสว่างส่องหาความจริง ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่คือพวกเรา 'ประชาชน' คนธรรมดาที่กำลังร่วมกัน #ตามหาความจริง"
 
ใครอ่านความเคลื่อนไหวดังกล่าว  และติดตามการเมือง ก็คงมองออกว่า “กลุ่มก้าวหน้า“ ต้องการชี้เป้าไปที่กองทัพ และรัฐบาลในขณะนั้น เนื่องจากเชื่อว่าทั้งพฤษภาทมิฬปี 2535 และการสลายการชุมนุมวันที่ 19 พ.ค.2553 กองทัพตกเป็นจำเลยของสังคม โดยเฉพาะในเหตุการณ์หลัง “นายธนาธร“ ได้เข้าไปร่วมชุมนุม-สังเกตการณ์ ที่บริเวณสี่แยกคอกวัว



ขณะที่ “นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ“ แกนนำนปช.. เตรียมจัดกิจกรรมออนไลน์ เชิญคนในหลายแวดวง อาทิ ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์, ศ.ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ, น.ส.ลักขณา ปันวิชัย หรือคำผกา, นายเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล ประธานสภานิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, น.ส.จุฑาทิพย์ สิริขันธ์ ประธาน สนท. เขียนบทความรำลึกเหตุการณ์เผยแพร่ทางเฟซบุ๊กเพจยูดีดีนิวส์
 
อย่างไรก็ตาม การหยิบยกเหตุการณ์ใดขึ้นมา  เพื่อกล่าวหาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง  ก็ย่อมถูกฝ่ายถูกพาดพิงออกมาตอบโต้ ดั่งสำนวนที่ว่า เหรียญย่อมมีสองด้าน  ยิ่งชี้นิ้วกล่าวหาใครว่า เป็นความผิด ยิ่งต้องถูกตอบโต้


 
อย่าลืมว่า เหตุการณ์การชุมนุมทางการเมืองปี 53 นั้น รัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้ตั้งคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ที่มี "นายคณิต ณ นคร" เป็นประธาน 
 
รายงานตอนหนึ่งระบุว่า "...เหตุการณ์สำคัญที่ก่อให้เกิดความสูญเสียมากที่สุดคือ ที่สี่แยกคอกวัวและถนนดินสอ วันที่ 10 เม.ย.2553 มีผู้เสียชีวิต 26 ราย เป็นพลเรือน 21  ราย รวมทั้งนายมูราโมโตะ ช่างภาพชาวญี่ปุ่น เจ้าหน้าที่ทหาร  นาย รวมทั้ง พ.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม มีผู้บาดเจ็บทั้งผู้ชุมนุมและทหารรวมกว่า 864 คน เป็นเจ้าหน้าที่ทหารกว่า 300 นาย
 
โดยพบหลักฐานว่ามีคนชุดดำไม่ทราบฝ่ายแน่ชัด ใช้อาวุธสงครามโจมตีเจ้าหน้าที่ทหารที่ถนนตะนาวและถนนข้าวสาร บริเวณสี่แยกคอกวัว ในเวลาประมาณ 20.00 น. โดยใช้ระเบิดเอ็ม 79 และอาวุธปืนเล็กยาวหรืออาวุธสงครามยิงเจ้าหน้าที่ทหารซึ่งปฏิบัติการอยู่ที่ถนนตะนาวและถนนข้าวสาร เสียชีวิต 1 นาย

สำหรับที่ถนนดินสอ จากหน้าโรงเรียนสตรีวิทยา ต่อเนื่องมาถึงอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยก็ถูกโจมตีโดยกลุ่มคนชุดดำเช่นเดียวกัน หลังจากนั้นในเวลา 20.44  น.
 
จากการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่นิติวิทยาศาสตร์จากทาง คอป. หลังจากมีการโจมตีแล้วเราพบว่ามีร่องรอยกระสุนที่มีวิถีการยิง มาจากเจ้าหน้าที่อยู่ถ้าบนถนนตะนาว ก็คือจากทิศทางวงเวียนวัดบวรนิเวศวิหาร มาทางสี่แยกคอกวัว ถ้าที่ถนนดินสอจากสะพานวันชาติมาทางวงเวียนอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยมีร่องรอยมาก..."


 
ถ้าย้อนไปดูเหตุการณ์เมื่อวันที่ 10 เม.ย. 53 จะพบว่า ตั้งแต่ช่วงเช้า “นายขวัญชัย ไพรพณา“ อดีตประธานชมรมคนรักอุดร ได้นำคนเสื้อแดงไปสร้างความวุ่นวายที่กองทัพภาคที่ 1 (ทภ.1 ) จนเกิดกระทบกระทั่งระหว่างมวลชนกับเจ้าหน้าที่ทหาร ต่อเนื่องไปจนถึงช่วงค่ำ เหมือนมีการวางแผนกันไว้ตั้งแต่ต้น 
 
ขณะที่ “นายราเมศ รัตนะเชวง“ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงกรณีมีการกล่าวพาดพิงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรค ปชป. เรื่องการสลายการชุมนุมทำให้คนเสียชีวิตว่า บุคคลกลุ่มที่ออกมากล่าวหาใส่ร้ายนายอภิสิทธิ์สมัยรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อปี 53 ว่า  เป็นการสร้างวาทะกรรมเพื่อทำลายนายอภิสิทธิ์ ด้วยข้อความอันเป็นเท็จ ทั้งๆที่เรื่องดังกล่าวได้ผ่านการพิสูจน์จากกระบวนการยุติธรรมจนสิ้นกระแสความว่านายอภิสิทธิ์ ไม่ได้กระทำความผิดตามที่กล่าวหา
 
ทั้งนี้ หลักฐานจากคอป.  ยืนยันชัดเจนในเรื่องการชุมนุมเมื่อ ปี 2553 การชุมนุมครั้งนั้นเป็นการชุมนุมที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญชัดเจน และในบริเวณการชุมนุมดังกล่าว ก็มีกลุ่มชายชุดดำแฝงตัวอยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุมมีการใช้อาวุธสงคราม รายงานของ คอป. มีรายละเอียดเป็นจำนวนมากที่ยืนยันข้อเท็จจริงในเรื่องต่างๆ 
 
อยากจะชี้แจงให้เห็นคือมีข้อเท็จจริงอีกมุมหนึ่งที่สำคัญคือ การพิสูจน์ความจริงผ่านกระบวนการยุติธรรม ที่มีการยื่นฟ้องนายอภิสิทธิ์ ต่อศาลอาญาในข้อหาเจตนาฆ่าผู้ชุมนุม ได้ร่วมกันก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิด ด้วยการใช้ สั่งการให้เจ้าหน้าที่ทหารหน่วยต่างๆ เข้าปฏิบัติการผลักดันผู้ชุมนุม สลายการชุมชุม ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288 
 
คดีนี้ศาลชั้นต้นยกฟ้อง เพราะไม่มีเขตอำนาจในการพิจารณาคดีนี้ ศาลอุทธรณ์ยืนตามศาลชั้นต้น ความหมายคือยกฟ้องตามศาลชั้นต้น คดีขึ้นสู่ศาลฎีกา ศาลฎีกามีคำพิพากษายกฟ้องเช่นกัน 

อย่างไรก็ตามคดีนี้ยังไม่จบเหตุ เพราะเมื่อคดีไม่อยู่ในอำนาจของศาลอาญา อำนาจการพิจารณาคดีก็ตกไปอยู่กับ ป.ป.ช. ซึ่งเป็นองค์กรอิสระที่มีอำนาจโดยตรง มีการยื่นคำร้องให้เอาผิดทั้งหมด 3 คน คือ 1.นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 2.นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี


 
3.พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง ผบ.ทบ. ในข้อหาปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบสั่งใช้กำลังทหาร ตำรวจ และข้าราชการพลเรือนเข้าสลายการชุมนุมของกลุ่ม นปช. จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก 
 
นายราเมศ กล่าวว่า ผลการวินิจฉัยของคณะกรรมการ ป.ป.ช. รับฟังเป็นยุติว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมาย โดยให้เหตุผลไว้น่าสนใจคือ “อยู่ในช่วงการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ซึ่งปรากฏข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาของศาลว่าการชุมนุมของกลุ่มนปช. มิใช่การชุมนุมโดยสงบตามรัฐธรรมนูญ 
 
และมีบุคคลที่มีอาวุธปืนปะปนอยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุมนปช. จึงมีเหตุจำเป็นที่ ศอฉ. ต้องใช้มาตรการขอพื้นที่คืน เพื่อให้เกิดความสงบสุขในบ้านเมืองโดยมีคำสั่งให้พนักงานเจ้าหน้าที่นำอาวุธติดตัว หากมีความจำเป็นสามารถนำมาใช้เพื่อระงับยับยั้งได้ไปตามสถานการณ์ หรือเหตุการณ์เฉพาะหน้า หรือป้องกันตนเองได้ อันเป็นไปตามหลักสากล ตามนัยคำพิพากษาศาลแพ่ง ในคดีหมายเลขดำที่ 1433/2553”
 
สำหรับ คำวินิจฉัยของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ระบุไว้ชัดเจนว่าทั้ง นายอภิสิทธิ์นายสุเทพ , พล.อ.อนุพงษ์ ไม่ได้กระทำความผิดตามที่กล่าวหา และศาลฎีกาได้เคยวินิจฉัยไว้ในคดีเลขที่1699/2560 “ว่าการกระทำของนายอภิสิทธิ์และนายสุเทพเป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการเพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง” ก็เป็นข้อเท็จจริงที่สอดคล้องต้องกัน

“เรื่องดังกล่าวนี้ควรจะยุติ เพราะได้ผ่านการค้นหาความจริง ด้วยกระบวนการยุติธรรม ไม่ควรที่จะมาใช้วาทะกรรมในการปลุกปั่นให้ประชาชนเข้าใจผิดในข้อมูล”
 
โฆษกพรรค ปชป. กล่าวอีกว่า  ข้อเท็จจริงปรากฏผ่านกระบวนการยุติธรรมในหลายคดีเช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1699/2560 คดีอาญาที่นายอภิสิทธิ์และนายสุเทพได้ยื่นฟ้องนายธาริต เพ็งดิษฐ์ “หน้าที่ 9 บรรทัดที่ 1-4 ระบุไว้ชัดตอนหนึ่งว่า “ในตอนค่ำมีชายชุดดำใช้อาวุธปะปนอยู่ในกลุ่ม นปช. และซุ่มอยู่บนอาคารในบริเวณดังกล่าวด้วย มีการยิงกันด้วยเครื่องยิงลูกระเบิด M79 จากกองกำลังไม่ทราบฝ่าย มีเจ้าหน้าที่ทหารและพลเรือนเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก” นี่คือผลการไต่สวนข้อเท็จจริงที่ชัดเจนตามคำพิพากษา
 
คำพิพากษาศาลฎีกา เลขที่ 6646-6674/2561 คดีแพ่งที่มีกลุ่มผู้ชุมนุมเผาอาคารพาณิชย์ของประชาชน ศาลพิพากษาให้แกนนำชดใช้ค่าเสียหาย 19,347,000 บาท โดยให้เหตุผลในหน้าที่54 บรรทัดที่ 6-10 ระบุเหตุผลไว้ชัดว่า “ผลแห่งความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่อาคารและทรัพย์สินของโจทก์ทั้ง 4 ที่ถูกบุคคลผู้ชุมนุมในกลุ่ม นปช. วางเพลิงเผาทำลายนั้น เป็นผลที่เกิดจากคำปราศรัยของจำเลยที่ 6  ถึง ที่ 8 โดยเข้าลักษณะเป็นผู้ยุยงส่งเสริมในการละเมิดของบุคคลผู้ชุมนุมในกลุ่ม นปช. ที่ร่วมกันเผาอาคาร”
 
อย่าลืมว่า ยังมีคดีคนเสื้อแดงถูกศาลฎีกาตัดสินพิพากษาจำคุก อันเนื่องมาจากเผาศาลากลางหลายจังหวัด หน่วยงานราชการและเอกชน วางระเบิดใกล้ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย  มวลชนบางคนหลบหนีคดี ล่วงละเมิดสถาบันไปต่างประเทศ


 
งานนี้เลยมีข้อสงสัยว่า การเคลื่อนไหวตามหาความจริงของ บรรดา ”กลุ่มก้าวหน้า“ กำลังทำลายคนกันเองอย่าง แกนนำนปช. คนเสื้อแดง และ พรรคการเมืองที่เป็นพันธมิตรอย่าง “เพื่อไทย (พท. ) “ หรือเปล่า 
 
เนื่องจากข้อเท็จจริงที่ปรากฎขึ้นบางส่วน เท่ากับตอกย้ำว่า ขบวนเคลื่อนไหวการเมือง ที่อ้างว่า เป็นความต้องการประชาชนนั้น มีการใช้ความรุนแรง มีการกระที่ผิดกฎหมาย มีคนยุยงให้ใช้ความรุนแรง จนกลายเป็นวลีอมตะ “เผาบ้าน เผาเมือง“ และการปรากฎตัวของชายชุดดำ
.....................................
คอลัมน์ สืบเสาะเจาะข่าว
โดย "ระฆังแก้ว"


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    80%
  • ไม่เห็นด้วย
    20%

บอกต่อ : 50