อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 30 พฤษภาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 30 พฤษภาคม 2563

เรื่องของ "เสธ.ขี้ลืม" ตอนที่ 3

ผมจึงคิดเหตุผลใหม่ เอาแบบว่า ขับรถกลับบ้านอยู่ดี ๆ ก็เกิดอาการวูบไป ฟื้นรู้สึกตัวอีกทีหนึ่งกางเกงที่ใส่อยู่ก็หายไปเสียแล้ว...อย่างไม่น่าเชื่อ… จันทร์ที่ 18 พฤษภาคม 2563 เวลา 11.00 น.


ความพยายามอยู่ที่ไหน ความพยายาม...เอ๊ย ความสำเร็จก็อยู่ที่นั่น ผมท่องสุภาษิตข้อนี้ไว้ในใจแล้วค่อย ๆ เปิดประตูห้องนอน เดินลงมาข้างล่าง ย้อนกลับไปที่รถ เปิดประตูเปิดไฟในรถขึ้นสำรวจอย่างรอบคอบ ทุกซอกทุกมุม แต่ก็ไม่ปรากฏแม้แต่เงาของไอ้กางเกงไม่รักดีตัวนั้นแต่อย่างใด ผมยิ่งหงุดหงิดและแช่งด่าตัวเองหนักขึ้นไปอีก

จนกระทั่ง ผมหมดความพยายามแล้วปิดไฟ ปิดประตูรถ เดินเข้าบ้าน พยายามนึกหาเหตุผลอธิบายเรื่องกางเกงหาย เช่น เกิดเหตุชุลมุนเพราะนักเรียนช่างกลตีกัน ผมในฐานะทหารของชาติซึ่งมีภารกิจข้อหนึ่งกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญว่า กำลังทหารพึงมีไว้เพื่อการปราบปรามจลาจลจึงจำเป็นต้องเข้าไประงับเหตุ

มิฉะนั้นกองทัพเป็นส่วนรวมก็จะต้องถูกวิจารณ์ว่าไม่สนับสนุนการปกครองในระบอบประชาธิปไตย และเมื่อเหตุการณ์สงบลงก็ปรากฏว่ากางเกงเครื่องแบบที่ใส่อยู่ได้หายไปแล้ว...อย่างไม่น่าเชื่อ...ไม่น่าเชื่อจริง ๆ ให้ฟ้าผ่า!!!

ฟังดูไม่น่าเชื่อจริง ๆ...ผมจึงคิดเหตุผลใหม่ เอาแบบว่า ขับรถกลับบ้านอยู่ดี ๆ ก็เกิดอาการวูบไป ฟื้นรู้สึกตัวอีกทีหนึ่งกางเกงที่ใส่อยู่ก็หายไปเสียแล้ว...อย่างไม่น่าเชื่อ

ก็พอดีเดินผ่านกระจกบานโตที่ติดเอาไว้ในบ้านตรงทางออกประตูเพื่อใช้สำรวจความเรียบร้อยของเครื่องแต่งตัว ผมเหลือบมองด้วยความเคยชินแล้วจึงเห็นว่า ไอ้กางเกงเวรตัวนั้นไม่ได้หายไปไหนหรอก…ก็นุ่งติดตัวผมอยู่นั่นแหละ ตั้งแต่เช้า !!!



เอาละ นำเรื่องของตัวเองมาประจานแล้ว ดังนั้น ต่อนี้ไปพี่โมทย์ที่ผมกำลังจะนำเรื่องราวมาเปิดเผยจะมาต่อว่าผมไม่ได้ว่าเอาเปรียบกัน

พี่โมทย์เขาเป็นเพื่อนกับพี่ดิษฐ์ที่ผมเคยนําเรื่องมาเล่าให้ฟังไปแล้วในฐานะ ผบ.พล อันโอ่อ่าแต่กลับต้องทำหน้าที่คอยวิ่งซื้อโอเลี้ยง ชาเย็น ข้าวหมูแดง ฯลฯ มาให้น้อง ๆ ทั้งหลายที่ทำหน้าที่เป็นฝ่ายเสธ.ในการฝึกแก้ปัญหานั่นแหละ พี่สองท่านนี้เป็นรุ่นอาวุโสที่สุดที่เข้ามาเรียนโรงเรียนเสธ.พร้อมกับพวกผม นับย้อนไปแล้ว ทั้งสองเป็นรุ่นพี่ผมตั้ง 7 รุ่นแน่ะ...

ระหว่างที่เรียนหนังสือด้วยกัน น้อง ๆ ทุกคนในรุ่นก็ยกให้สองท่านนี้เป็น “สองผู้ยิ่งใหญ่” ประจำรุ่น ตามระบบอาวุโสที่ถูกอบรมปลูกฝังกันมาตลอดชีวิตทหาร พวกเราให้ความเคารพและหาทางรับใช้ช่วยเหลือพี่เขาทุก ๆ อย่าง ซึ่งพี่เขาก็วางตัวดีไม่เอาเปรียบพวกเรา มีอะไรก็ช่วยทำให้อย่างเช่นวิ่งซื้อของกินให้ตามคำสั่งของน้อง ๆ ระหว่างฝึกแก้ปัญหา ซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อนในวิถีชีวิตปกติของพวกเราเหล่า (อดีต) นักเรียนนายร้อย

พี่โมทย์ที่ผมกล่าวถึงนี้เป็นคนขี้ลืมอย่างอภิโคตรมหาวายร้ายเลยครับ…และนอกจากจะขี้ลืมสุดยอดแล้ว พี่เขายังเป็นคนหลับง่ายอีกต่างหาก

เรื่องในห้องเรียนไม่ต้องพูดถึง พวกเราต้องคอยจัดเวรกันสะกิดพี่เขาเวลาเผลอส่งเสียงกรนขึ้นมาอย่างมีความสุขระหว่างที่อาจารย์กำลังก้มหน้าก้มตาบรรยายอยู่บนแท่นหน้าห้อง ต้องคอยปลุกพี่เขาไปกินข้าวเวลาพักกลางวัน และรวมทั้งต้องคอยปลุกพี่เขาให้ลุกขึ้นกลับบ้านเวลาเลิกเรียนอีกด้วย



เรื่องหลับง่ายนี้ พี่ดิษฐ์เล่าให้พวกเราฟังเรื่องหนึ่ง…

กูนั่งรถไปกับมัน ในกรุงเทพฯ นี่แหละ วันนั้นกูง่วง พอขึ้นรถที่มันขับกูก็เลยหลับไปที่เบาะหน้า หลับไปพักหนึ่งนะก็ต้องสะดุ้งตกใจตื่นเมื่อมีเสียงใครมาเคาะกระจกอยู่ข้าง ๆ ตื่นขึ้นมาปรากฏว่าเป็นตำรวจจราจรว่ะ เสียงแตรจากรถข้างหลังงี้ดังขรมไปหมด เหลียวมองไป ปรากฏว่ารถติดไฟแดงอยู่ จึงลดกระจกลง

ตำรวจจราจรเขาเบ๊ะให้ทีหนึ่งเพราะเราทั้งคู่แต่งเครื่องแบบร้อยเอกอยู่ เขาเรียกกูผู้กองแล้วบอกให้ช่วยปลุกเพื่อนผู้กองที่ขับรถด้วย หันไปดู...

อ้าว ไอ้โมทย์หลับซบคาพวงมาลัย คงตั้งแต่รถติดไฟแดงครั้งแรกนั่นแหละ แถมแม่งกรนอีกต่างหาก...กูงี้อายแทบแทรกแผ่นดินหนี”…
-----------------------------
คอลัมน์ : สอยดาวมาร้อยบ่า – RELOADED
โดย “พล.อ.บัญชร ชวาลศิลป์”
Facebook : Gen.Bunchon - บัญชร ชวาลศิลป์ 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 44