อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 30 พฤษภาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 30 พฤษภาคม 2563

ว่าด้วยเรื่องความยุติธรรมสากล

หญิงสาวถูกชายจรจัดวิ่งเข้าทำร้ายได้รับบาดเจ็บ เธอมาแจ้งความ ชายแปลกหน้าถึงให้การปฏิเสธ แต่ก็ยังยืนยันปฏิเสธว่าไม่ได้ทำร้ายหญิงสาว พุธที่ 6 พฤษภาคม 2563 เวลา 10.00 น.


ร้อยตำรวจโท นักสืบครุ่นคิด ผ้าปิดปากทำให้ได้ยินเสียงลมหายใจตัวเองชัด ขณะนี้แม้นั่งในห้องสืบสวน ก็ยังต้องนั่งห่างกัน ไม่ค่อยมีใครอยากเข้าใกล้ กินข้าวกันแบบห่าง ๆ เพราะต่างกลัว ตัวเองติดนะไม่เท่าไหร่ แต่พาไปแพร่คนใกล้ตัวมันจะวุ่นนัก

นักสืบหนุ่มไม่มีครอบครัวและยังหาคนรักไม่พบ นั่งทำงานอ่านรายละเอียดคดี หญิงสาวถูกชายจรจัดวิ่งเข้าทำร้ายได้รับบาดเจ็บ เธอมาแจ้งความไว้แล้ว และตอนนี้เธอได้โพสต์ลงเฟซบุ๊กบอกเล่าเรื่องราวต่าง ๆ นั่นทำให้สังคมตื่นตัว เขารวบรวมนักสืบชั้นประทวน และออกไปจุดเกิดเหตุทันที



การทำร้ายกันแบบไม่มีสาเหตุนี่เป็นเรื่องอันตรายมาก หญิงสาวที่ได้รับบาดเจ็บใช้เส้นทางจากรถไฟฟ้ากลับบ้านนั่งวินจยย.เป็นประจำ แต่วันเกิดเหตุปรากฏว่าเธอโดนชายแปลกหน้าซึ่งนั่งอยู่ตรงนั้น ครั้งแรกที่เห็น หญิงสาวเผยว่ารู้สึกกลัวเป็นอย่างยิ่ง แต่ก็ต้องเดินผ่าน ชีวิตไม่มีทางเลือกให้มากนัก

จังหวะที่ก้าวเดิน ชายดังกล่าวพุ่งเข้ากระแทกและชกเข้าที่หน้าเธออย่างแรง จนถึงกับล้มลงไป เธอกรีดร้อง ชายคนดังกล่าวยังเตะที่ท้องเธอซ้ำ
เสียงร้องทำให้วินจยย.ตรงนั้นออกมาดู ชายที่ทำร้ายจึงรีบวิ่งหนีไป วินจยย.ต่างวิ่งมาดูอาการ ร่างกายเธอบอบช้ำ แต่ความหวาดกลัวเกาะกลุ่มจิตใจมากกว่า

วินจยย.ประสานมูลนิธิมารับตัวไปโรงพยาบาล ชายในเสื้อวินต่างใจดีรอรับเธอกลับที่พัก โดยไม่คิดเงิน พวกเขาเห็นเธอเป็นลูกค้ามานาน และเห็นเธอเป็นมนุษย์ยิ่งกว่า
คืนแรกเธอเจ็บปวดแผล แต่หวาดผวาฝันร้ายอย่างยิ่ง เช้าวันต่อมา ลางานและหอบสภาพอันบอบช้ำแจ้งความกับตำรวจ นักสืบหนุ่มจึงลงพื้นที่ทันที



“น่าจะหาตัวไม่ยาก”

หลังจากแจ้งความเธอกลัวคดีไม่คืบ จึงเขียนบอกเล่าเรื่องราวลงเฟซบุ๊ก นั่นทำให้ได้รับความสนใจของสื่อมวลชนที่ขอสัมภาษณ์เป็นจำนวนมาก กลายเป็นแรงกดดันของตำรวจทำคดี แต่นักสืบหนุ่มไม่สนใจ ยิ่งกดดันเขายิ่งชอบ มันเป็นแรงผลักดันบางอย่าง จะยกเว้นก็แต่ผู้บังคับบัญชาต่างกลัวไม่ชอบการกดดันแบบนี้

นักสืบหนุ่มไม่สน เขาไล่กล้องวงจรปิด ถามวินจยย.ในพื้นที่ ได้รับรู้เรื่องราวว่า ชายคนนี้จรจัด อยู่แถวนี้มานาน เห็นเดินไปเดินมา บางทีก็เดินขอเงินคนทั่วไป คราวนี้ความรวมใจของวินจยย. คนในชุมชน มีส.ส.ในพื้นที่ลงมาดูด้วย ทุกคนต่างต้องการจัดการวายร้ายตัวนี้ โดยที่ทุกคนต่างสวมหน้ากาก แบ่งปันเจลล้างมือ และยืนห่างกันด้วยความเกรงกลัวโควิด-19

กินเวลาไม่นาน ก็มีคนแจ้งเบาะแสเจอตัวชายคนนี้ ตำรวจนำกำลังไป เมื่อเจอตัวก็ทำการจับกุมอย่างง่าย ๆ พาตัวมาโรงพักหลังจากตรวจสอบหน้าค่าตาจากรูปพรรณที่หญิงสาวผู้เสียหายเล่า และดูวงจรปิดในพื้นที่ มีความคล้ายคลึง

หลังจากสอบปากคำอยู่นาน พบว่าชายคนดังกล่าวมาจากต่างจังหวัด เดินทางมาหางานทำในเมืองหลวง เรื่องราวน่ารันทดออกจากปากเขา โดยยืนยันว่าไม่ได้ก่อเหตุนี้แต่อย่างใด

ไม่ว่าจะงัดหลักฐานอย่างไรมา เขาก็ยืนยันว่าไม่ได้ทำ ไม่รู้จักหญิงสาว แต่พยานจำนวนมากให้การว่า ชายคนดังกล่าวทำ เป็นคนจรจัดที่อยู่แถวนี้มานาน
หญิงสาวผู้เสียหายเดินทางมาพบ ใบหน้ายังเต็มไปด้วยบาดแผลเจ็บปวด เธอเผชิญหน้ากับคนที่ทำร้ายเธอ ตาสบตา หลังจากนั้นหญิงสาวก็บอกว่า
“ใช่ค่ะ! คนนี้แหละที่ทำ”



ตำรวจสอบปากคำเธออีกเพียงเล็กน้อย เมื่อยืนยันว่าชายคนดังกล่าวคือคนก่อเหตุ นักสืบหนุ่มประสานร้อยเวร เรียกเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานมาตรวจเก็บดีเอ็นเอ ไว้ประกอบข้อมูลทุกอย่าง หลังจากเก็บข้อมูลหญิงสาวไปแล้ว ก่อนที่ร้อยเวรจะเขียนสำนวนอย่างชำนาญ แล้วพาตัววายร้ายออกจากโรงพัก ไปที่ศาล เพื่อทำการฝากขังตามขั้นตอนกฎหมาย หลังจากแจ้งข้อหา ศาลอนุญาตฝากขัง ไม่มีใครมาประกันตัว จึงต้องเข้าคุกทันที

หญิงสาวขอบคุณตำรวจ นักสืบหนุ่มได้รับคำชมเชยจากผู้บังคับบัญชา เขาดูข่าวที่สื่อมวลชนนำเสนอ จากนั้นก็ขับรถกลับคอนโดมิเนียมที่ซื้อไว้ แวะซื้อเบียร์ 4 กระป๋อง หลังจากงดขายมานาน ก็ได้ฤกษ์ดื่มเบา ๆ

บนระเบียงคอนโดมิเนียมชั้น 24 เห็นวิวมากมาย เห็นชุมชน บ้านจัดสรรเรียงราย ทางด่วนที่ไม่มีรถวิ่ง เพราะเคอร์ฟิวเริ่มทำงานแล้ว นักสืบหนุ่มจิบเบียร์เบา ๆ ยืนมองภาพตรงนั้นแล้วครุ่นคิด

ทำไมชายคนดังกล่าวถึงให้การปฏิเสธ ทำทีคล้ายพูดไม่รู้เรื่อง แต่สุดท้ายก็ดูไม่บ้า แต่ก็ยังยืนยันปฏิเสธว่าไม่ได้ทำร้ายหญิงสาว ทั้งที่มีหลักฐานตรงหน้าอย่างชัดแจ้งชัดเจน แต่เขาก็ยังปฏิเสธข้อหา หยุดคิดแล้วจิบเบียร์อีกอึก รสชาติที่คุ้นเคย

บางทีและบางทีหลักฐานแม้ชัดเจน แต่ใจคนก็ยังเลือกจะไม่ยอมรับความจริง นั่นเป็นสิทธิของผู้ต้องหา ในฐานะผู้บังคับใช้กฎหมาย เขามีหน้าที่พิสูจน์ความจริงและจัดการให้สังคมดำเนินต่อไปได้โดยไม่มีคนร้ายมาทำร้ายใครได้อย่างอำเภอใจอีก รับหรือไม่รับสารภาพเป็นสิทธิของผู้ต้องหา แต่กฎหมายต้องดำเนินต่อไปได้ด้วยฐานของความยุติธรรมสากล
................................
คอลัมน์ : หนอนโรงพัก
โดย "ณัฐกมล ไชยสุวรรณ"
ขอบคุณภาพประกอบบางส่วนจาก : Pixabay

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 130