อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 30 พฤษภาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 30 พฤษภาคม 2563

"วิถีใหม่"ชีวิตภายหลังสถานการณ์โควิด

“วิถีใหม่” หรือ New normal มาเป็นโจทย์หลักในการปรับตัวของคนอีกครั้งหนึ่ง การใช้ชีวิตของเราจะเปลี่ยนไปต่อจากการเกิด technology disruption อันดับแรกที่เห็นเลยคือการต้องพึ่งพาเทคโนโลยีทางการสื่อสารมากขึ้น พฤหัสบดีที่ 7 พฤษภาคม 2563 เวลา 12.00 น.


ขณะนี้ก็เป็นเรื่องน่ายินดีที่จำนวนผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 หน้าใหม่ของประเทศไทยลดน้อยลงเรื่อยๆ จนถึงหลักหน่วย ซึ่งก็มีคนตั้งข้อสังเกตว่าเพราะการสุ่มตรวจเราน้อยลงหรือไม่ อันนี้ก็ต้องให้ทางสายแพทย์เขาเป็นคนตอบเอง แต่เมื่อสถานการณ์มันดีขึ้น หลายๆ คนเขาก็อยากให้เร่งรัดผ่อนปรนการปิดเมือง ปิดสถานประกอบการเร็วๆ เพราะอยากออกไปทำงานหารายได้แล้ว รอรับเงิน 5,000 บาทจากรัฐบาลไม่พอใช้ หรือยุ่งยาก

จริงๆ เรื่องความยุ่งยากนั้นเป็นสิ่งที่ดูเหมือนเป็นความพลาดของรัฐบาลอย่างหนึ่ง ที่อยากทำ Social distancing เลยให้ลงทะเบียนทางอินเทอร์เนต แล้วก็มีปัญหาอย่างไรเราก็เห็นๆ กันอยู่ จริงๆ อยากให้รัฐบาลใช้กลไกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสำรวจความเดือดร้อนของประชาชนแล้วส่งฐานข้อมูลให้รัฐเพื่อ “เยียวยาถูกคน” จะดีกว่า ให้ลงทะเบียนเองบางคนก็ไม่มีความรู้ หรือคนจนไม่ได้มีสมาร์ทโฟนเขาก็ไม่สามารถลงทะเบียนได้ง่ายๆ



เราอาศัยเทคโนโลยีในการทำงานมากขึ้น จนในช่วงแค่ไม่กี่ปีมานี้เทคโนโลยีมีอิทธิพลต่อการใช้ชีวิตคนแบบก้าวกระโดด กระทบการจ้างงาน ทำให้ต้องมีการทยอยปรับตัวในวิถีชีวิตเพราะผลจากเทคโนโลยี เราจะเห็นได้เช่นกรณีของธนาคารที่ใช้ระบบอีแบงค์กิ้งเยอะขึ้นจนปิดสาขา ไม่ค่อยจ้างงานเพิ่ม หรือสื่อมวลชนโดยเฉพาะนิตยสารก็ต้องปิดตัวไปหลายหัว เพราะมันเร็วไม่ทันอินเทอร์เนต และราคาแพงกว่าอินเทอร์เนต

พอมาถึงเวลาที่มีไวรัสโควิด-19 ระบาดนี้ ก็มีคำว่า “วิถีใหม่” หรือ New normal มาเป็นโจทย์หลักในการปรับตัวของคนอีกครั้งหนึ่ง การใช้ชีวิตของเราจะเปลี่ยนไปต่อจากการเกิด Technology disruption อันดับแรกที่เห็นเลยคือการต้องพึ่งพาเทคโนโลยีทางการสื่อสารมากขึ้น ลดการรวมตัว การประชุมอะไรก็ใช้ระบบ Conference กลุ่มใหญ่ได้ ทำให้สิ่งที่น่าสนใจแรกคือเรื่อง Work From Home จะกลายเป็นที่นิยมมากขึ้นหรือไม่ และต้องคิดว่ามีประสิทธิภาพดีหรือไม่

จริงๆ เรื่อง Work From Home นี้เคยเป็นนโยบายที่พรรคภูมิใจไทยหยิบยกมาขายช่วงหาเสียง “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคเขาเสนอเรื่องนี้เพื่อลดความแออัดของจราจรใน กทม. และแก้ปัญหาฝุ่นควันพิษที่เกิดจากการใช้รถยนต์ วันนี้กลายเป็นทางเลือกที่น่าสนใจเพื่อลดการเสี่ยงติดเชื้อ นอกจาก Work From Home เดี๋ยวนี้คนก็ซื้อของผ่านอินเทอร์เนตกันเยอะมากขึ้นจนมีการจัดอันดับว่าไทยเป็นประเทศที่ใช้ e-commerce เยอะแบบอันดับต้นๆ ของโลก



การปรับตัวที่เกิดขึ้นตามมา คือการปรับตัวเรื่องการประเมินสถานการณ์ความจำเป็น ผลจากโควิดทำให้หลายคนทำงานไม่ได้ ทำให้อาจมีการเก็บออมเพิ่มขึ้น เพื่อมีทุนทรัพย์ในการปรับตัวหากเกิดอะไรที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างเป็นเวลายาวนานอีก การซื้ออะไรที่ไม่จำเป็นก็ลดลง ให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางอาหาร และต้องปรับตัวในการพึ่งพาตัวเอง อย่างเกิดโรคช่วงแรกๆ มันตรวจยากกว่าจะเข้าเกณฑ์ PUI คนก็พึ่งตัวเองโดยการระวังตัว รักษาระยะทางสังคม

หลายคนที่ทำงานไม่ได้ หลายกิจการที่เปิดไม่ได้ ก็ต้องเรียนรู้ในการปรับทักษะใหม่ของตัวเองเพิ่มขึ้น อย่างบางคนอาจชำนาญการทำงานแบบเดียว แต่พอถูกสถานการณ์บีบให้ต้องหารายได้เสริม ก็ต้องหัดพลิกแพลงหรือปัดฝุ่นประสบการณ์เดิมๆ มาประยุกต์ใช้หารายได้บ้าง สร้างทักษะใหม่เพิ่ม หรือไม่พวกพ่อค้าแม่ค้าก็ต้องคิดเทคนิคในการขาย หาเครือข่ายที่ “มีอัตลักษณ์ร่วม” เช่นที่มหาวิทยาลัยต่างๆ เปิดเพจขายของ ก็ได้พวกศิษย์เก่ากันเองช่วยอุดหนุน

การปรับตัวทางสังคมอีกอย่างหนึ่งที่ดูเหมือนจะเกิดขึ้นแล้ว คือมิตรภาพออนไลน์ จากต่างคนต่างมา มาอยู่ในกลุ่มเพจเดียวกันก็ทำความรู้จักกัน แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร (และช่วยกันแสกนข่าวปลอมหรืออธิบายข่าวที่อธิบายใจความไม่ครบ) ใช้เทคโนโลยีในการช่วยเหลือคนตกทุกข์ได้ยาก เช่น การแจ้งกรณีคนเดือดร้อนและรวมตัวกันบริจาคช่วยเหลือ แต่กรณีนี้ต้องระวังมิจฉาชีพ ซึ่งหวังว่ากระทรวงดีอีเอส, ปอท.ก็ต้องเข้ามาดูแลด้วย



สิ่งที่น่าสนใจคือการเล็งเห็นว่า การที่ประชากรไหลทะลักเข้ามาหางานในเมืองหลวง พอประสบปัญหาขึ้นมา ก็ลำบาก ขณะที่ต้นทุนในชีวิตตัวเองอยู่ต่างจังหวัด เช่น บางคนก็มีสวนมีที่ดิน ก็พยายามกลับไปใช้ชีวิตแบบพอเพียงก่อน ทำให้หลังโควิด อาจเกิดภาวะที่การกระจุกตัวในเมืองใหญ่น้อยลง และกระจายประชากรรวมถึงกระจายความเจริญออกไปในภูมิภาคมากขึ้น เพราะการพึ่งทรัพยากรจากส่วนกลางอย่างเดียวมันเข้าถึงลำบาก

ตรงนี้ก็ถือเป็นโจทย์หนึ่งของรัฐในการกระจายทรัพยากรลงไปในต่างจังหวัดให้ทั่วถึง เพื่อให้เกิดการลงทุน การจ้างงานในต่างจังหวัดเพิ่ม หรือการหาจุดขายให้คนทำงานในต่างจังหวัด เช่นกรณีการท่องเที่ยว จังหวัดเล็กๆ อย่างพัทลุงพยายามชูความเป็นเมืองท่องเที่ยวรอง แบบวิถีสโลว์ไลฟ์ สัมผัสธรรมชาติ อาหารน่าสนใจ จนกลายเป็นเมืองรองที่เป็นจุดหมายการท่องเที่ยวลำดับต้นๆ พอๆ กับบุรีรัมย์ที่นายเนวิน ชิดชอบ วางแผนไว้ไม่ให้เป็นแค่เมืองผ่าน

ทรัพยากรทางคมนาคม สาธารณสุขก็ต้องลงไปเมืองรอง เมืองเล็กเพิ่มมากขึ้น ก็เป็นโจทย์ที่ท้าทายว่ารัฐจะให้อำนาจท้องถิ่นเพิ่มมากขึ้นหรือไม่หลังจากนี้ เพราะถ้าทรัพยากรมี รัฐส่งเสริม ผู้นำท้องถิ่นมีวิสัยทัศน์ในการบริหารให้คนมีงานทำ คนก็ไม่จำเป็นต้องเข้ามากระจุกตัวในเมืองใหญ่ มันน่าคิดไปถึงขนาดว่าน่าจะมีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดเลยด้วยหรือไม่ เพื่อเอาคนที่รู้จัก เข้าใจท้องถิ่นจริงๆ ขึ้นมาบริหารร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น



ผู้ว่าฯ เป็นคนท้องถิ่นเขาก็จะมีความรักและอยากพัฒนาท้องถิ่นอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่การแต่งตั้งโยกย้ายแบบ “รู้กัน” ว่ามันมีการแบ่งเกรดจังหวัดอยู่ อย่างเกิดผู้ว่าจังหวัดรายได้ดีๆ เช่นภูเก็ต เชียงใหม่ ถูกย้ายไปจังหวัดเล็กอย่างยโสธร มุกดาหาร ก็ถูกมองว่า “ลดเกรด” และมีความหมายเชิงลดคุณค่าของจังหวัดนั้นไปซะอีก แต่ถ้าให้ดี หากคิดจะเลือกผู้ว่าฯ ก็ไม่ควรให้เป็นลักษณะของกลุ่มการเมืองส่ง เพื่อป้องกันการให้คุณให้โทษกับฝ่ายไหนเวลาเลือกตั้ง ส.ส.

การรักษาระยะทางสังคม จะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในการใช้ชีวิตอย่างมาก ตัวแปรสำคัญคือการใช้เทคโนโลยี การสามารถเข้าถึงอุปกรณ์ได้ ซึ่งความรู้เป็นสิ่งสำคัญ ย้อนกลับไปที่กล่าวมาข้างต้นคือประเทศไทยยังมีช่องว่างทางความรู้มาก เราไม่สามารถเอาวิถีแบบคนเมืองมาตัดสินคนทั้งประเทศได้ ตรงนี้เป็นโจทย์ของกระทรวงศึกษาธิการ หรือกระทรวงอุดมศึกษาที่จะต้องสร้างฐานความรู้ทั้งประชากรรุ่นเก่ารุ่นใหม่

สำคัญคือความไม่ประมาท เพราะเราไม่รู้ว่า ในอนาคตจะมีโรคอุบัติใหม่อะไรให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้หรือแรงกว่านี้หรือไม่ การให้ความสำคัญต่อสุขภาพตัวเองและบริการสุขภาพจึงมีความจำเป็นมากขึ้น และการรับรู้ข่าวสารอย่างรวดเร็วก็สำคัญมากขึ้นเช่นกันเพื่อสามารถวางแผนรองรับสถานการณ์ได้ก่อน ไม่ใช่พอเกิดเรื่องค่อยหาทางแก้ อย่างกรณีหน้ากากอนามัยหรือชุด PPE ทางการแพทย์ การตั้งรับเหมือนเดินตามหลังเชื้อทำให้เกิดปัญหาขาดแคลน

มีโจทย์อีกหลายเรื่องที่จะกลายเป็นวิถีใหม่ อันดับแรกเริ่มจากการติดตามข่าวสาร และคัดกรองข่าวน่าเชื่อถือได้.
........................................
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง” 
ขอบคุณภาพประกอบบางส่วนจาก : Pixabay , wongnai

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 134