อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 1 มีนาคม 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 1 มีนาคม 2564

"ความเครียดก่อเกิดโรค และการขจัดความ เครียด" ตอน 2

ท่านผู้อ่านที่ติดตามบทความคอลัมน์นี้มาโดยตลอดคงได้อ่านบทความเรื่อง “ความเครียดก่อเกิดโรค และ การขจัดความ เครียด” ตอนที่ 1 ไปเรียบร้อยแล้ว ท่านจึงรู้จักแล้วว่า “ความเครียด” คืออะไร มีความดีหรือไม่ดีอย่างไร อาทิตย์ที่ 26 เมษายน 2563 เวลา 08.30 น.

ท่านผู้อ่านที่ติดตามบทความคอลัมน์นี้มาโดยตลอดคงได้อ่านบทความเรื่อง “ความเครียดก่อเกิดโรค และ การขจัดความ เครียด” ตอนที่ 1 ไปเรียบร้อยแล้ว ท่านจึงรู้จักแล้วว่า “ความเครียด” คืออะไร มีความดีหรือไม่ดีอย่างไร และทำให้เกิดโรคได้ทั้งโรคทางร่างกายและโรคทางจิตใจ
      
การขจัดความเครียด

        
การที่คนเรารู้สึกว่ากำลังตกอยู่ภายใต้ความเครียดนั้น ถ้าตนเองสามารถจัดการกับความเครียดได้อย่างถูกต้องเหมาะสม เช่น รู้จักปล่อยวางได้ เพียงแค่รับรู้ว่า ขณะนี้มีปัญหารับรู้ว่ามีคนว่ากล่าว ตำหนิ รับรู้ว่ามีคนด่า หรือเห็นคนชักสีหน้าใส่ หรือมีท่าทางดูถูก หรือแม้แต่เห็นเป็นภาพที่ไม่ปกติ ก็สามารถใช้สติควบคุมแล้วปล่อยวางไปได้ เรียกว่า ตนเองสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ ก็จะทำให้ความเครียดไม่สูงมากจนเกินไป ไม่โกรธมากจนเกินไป ไม่โลภมากจนเกินไป ไม่เคียดแค้นมากเกินไป ไม่ขอให้ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงของระบบประสาทอิสระ (Autonomic Nervous System) ก็จะไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย เช่น ความดันไม่สูงเพราะโกรธมาก หัวใจไม่เต้นเร็ว ไม่มีอาการใจสั่น ก็จะไม่เกิดโรค ไม่เกิดเหตุร้าย ไม่เกิดการทำร้าย เป็นต้น ดังนั้นการมีสติ การมีเหตุผล ก็จะเกิดปัญญา ยับยั้งชั่งใจ ไม่ใช้อารมณ์ปรุงแต่งให้จริงจังเกินไป ยอมถอยบ้าง ยอมอดทนบ้าง บ้างครั้งก็ยอมแพ้บ้างเพื่อไปตั้งต้นใหม่ให้ถูกต้องก็จะสามารถขจัดความเครียดได้
      
คนปกติเมื่อเจอปัญหาความขัดแย้งภายในใจ จะใช้กลไกการป้องกันตนที่เป็นประโยชน์ (Mental Mechanism) และมีข้อเสียหายน้อย เช่น

         1.ใช้การชดเชย (กลไกทางจิต) เช่น คนตัวเล็ก ทำให้เด่นโดยพูดเสียงดัง
         2.ใช้การฝัน (กลไกทางจิต) เช่น ผู้หญิงที่ต้องการแต่งงานอาจฝันเห็นงู
         3.การคิดเพ้อฝัน เช่น คนที่อยากมีบ้านหลังใหญ่ ก็คิดฝันว่าถูกลอตเตอรี่รางวัลที่หนึ่ง แล้วเอาเงินมาซื้อบ้านขนาดใหญ่
         4.การเลียนแบบ เช่น รวมเอาลักษณะต่าง ๆ ที่เขาพอใจ แล้วนำมาเป็นแบบอย่างประพฤติปฏิบัติจนเกิดลักษณะประจำตัวของเขาเอง
         5.การทำตรงกันข้าม เช่น คนที่ก้าวร้าวแต่แสดงออกเป็นคนที่สุภาพมากเกินไป
         6.การใช้เหตุผลเข้าข้างตนเอง เช่น คนที่มาทำงานสาย ก็ให้เหตุผลกับตัวเองว่าเพราะรถติด
         7.การต่อต้าน เช่น คนที่มีนัดแต่ไปสายทุกครั้งโดยไม่น่าจะมีอุปสรรคทำให้มาสาย
         8.การเปลี่ยนให้เป็นยอมรับ เช่น คนที่มีความก้าวร้าวเป็นนิจเปลี่ยนแรงผลักจากความก้าวร้าวไปสู่วิถีทางที่สังคมยอมรับ เช่น เป็นนักมวย เป็นนักกีฬา หรือเป็นศัลยแพทย์
         9.การทดแทน เช่น ผู้ชายคนหนึ่งต้องการแต่งงานกับแพทย์แต่บังเอิญไม่สมหวัง เลยทดแทนไปแต่งงานกับทันตแพทย์ตามที่จิตไร้สำนึกของเขาที่ยอมรับได้
         10.การใช้สัญลักษณ์ เช่น ใช้ศาลพระภูมิ หรือศาลเจ้าเป็นสัญลักษณ์แทนพ่อ
         11.การโทษตนเอง เช่น คนที่ไม่สามารถทนต่อความรู้สึกก้าวร้าวของตนต่อคนที่ตนนับถือ เช่น พ่อ แม่ หรือครู แล้วความก้าวร้าวนั้นกลับเข้าหาตัวของคนผู้นั้น เป็นต้น


        
กลไกการป้องกันตนดังกล่าวข้างต้น จะช่วยให้คนที่ใช้สบายใจขึ้น และเป็นการเสริมสร้างสุขภาพจิต แต่ต้องไม่ลืมว่าในสังคมคอมพิวเตอร์และสังคมดิจิทัลในปัจจุบัน เป็นสังคมที่รวดเร็วเป็นอย่างมากด้านการสื่อสาร การใช้กลไกทางจิตใจข้างต้นทั้ง 11 ข้อนี้ จึงต้องใช้เหตุผลของความถูกต้อง เหตุผลด้านจริยธรรม เหตุผลด้านพุทธศาสนา คือ เมตตา ปรานี เอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่ เข้ามากำกับดูแลให้เป็นไปถูกต้องตามทำนองคลองธรรมด้วย
        
คนที่มีจิตใจสมบูรณ์จะขจัดความเครียดได้ดี โดยมีลักษณะดังนี้ เป็นคนที่มีสติควบคุมตนเองได้ มีความอดทน ให้อภัยคนเป็น ยอมรับสิ่งทดแทน แม้จะทำอะไรแล้วไม่สำเร็จในช่วงต้น ๆ แต่ก็อดทนทำต่อเนื่องไปได้ มีความสามารถในการเรียนรู้ รู้จักรักผู้อื่นและยอมให้ผู้อื่นรักโดยมีประวัติว่าชีวิตในวัยเด็ก มีความสัมพันธ์กับบุคคลสำคัญในชีวิตที่ดี มีพลัง หรือมีแรงผลักที่จะสร้างและมีความพยายามรักษาให้มีพลังต่อไป รวมทั้งมีการทำด้วย และไม่เป็นโรคจิต
              
การขจัดความเครียดควรจะต้องขจัดได้อย่างรอบด้าน กล่าวคือ เมื่อขจัดความเครียดแล้วสามารถผ่อนคลายความเครียดได้ ทั้งทางร่างกาย ทางจิตใจ ทางครอบครัวและทางสังคมโดยรอบ
      
การผ่อนคลายความเครียดทางร่างกาย

        
เช่น นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ออกกำลังกายตามความเหมาะสมของร่างกายในแต่ละคน หายใจลึก ๆ ช้า ๆ กลั้นหายใจชั่วขณะ และค่อย ๆ หายใจออก การนวดแขนขา
      
การผ่อนคลายความเครียดทางจิตใจ

         
เช่น อยู่กับปัจจุบัน รับรู้ตามความเป็นจริง หัดปล่อยวางไม่ปรุงแต่ง ศึกษาธรรมะและนำไปปฏิบัติ คิดในทางบวก หัดสร้างอารมณ์ขัน ไม่ตึงเครียดเกินไป ฟังเพลงร้องเพลง สวดมนต์ พูดคุยกับพ่อแม่ญาติพี่น้องเท่าที่พูดคุยได้
      
การผ่อนคลายความเครียดทางสังคม

        
เช่น ความสุขที่สำคัญมาก คือ การสร้างความสุขในครอบ ครัว หากิจกรรมและงานอดิเรกทำ เช่น รดน้ำต้นไม้ รู้จักควบคุมการใช้จ่าย ยึดเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งพระองค์ได้ประทานให้แก่พวกเรา รวมทั้งรู้จักบริหารเวลา ใช้การสื่อสารการพูดคุย รู้จักให้อภัย รู้จักขอบคุณ เข้าคิว และขอโทษ
      
กิจกรรมสำคัญที่ทำให้ลดความเครียดได้ดี

        
ควรประกอบด้วย กิจกรรม 4 อย่าง คือ การทำงาน การคบเพื่อน การเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ตลอดชีวิต และต้องรู้จักเล่นด้วย เพื่อให้สมองได้ผ่อนคลายไม่คร่ำเคร่งจนเกินไป
        
เนื่องจากความเครียด ก่อให้เกิดโรคทั้งโรคทางร่างกาย และโรคทางจิตเวช การเป็นโรคทางร่างกาย เรื้อรังก็ทำให้เกิดความเครียดได้ ดังนั้น การรักษาโรคทางกายสาเหตุจากจิตใจ โรคทางสรีรวิทยา จึงอาศัยการรักษาจากอายุรแพทย์ร่วมกับจิตแพทย์ ส่วนโรคทางจิตเวชที่เกิดจากความเครียด อาศัยการรักษาจากจิตแพทย์
        
รักกายหมั่นดูแลตัว รักครอบครัวหมั่นดูแลใจ
        
ขอให้ทุกท่าน สุขกายสบายใจครับ
      
ข้อมูลจาก นายแพทย์ธีระ ลีลานันทกิจ รองประธานมูลนิธิโรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
.

..........................................................
นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 38