อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 27 พฤษภาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 27 พฤษภาคม 2563

ผู้ชี้นำแห่งอาระเบีย "เอ็มบีเอส"กับศึกรอบด้าน

เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน ทรงดำรงตำแหน่ง รมว.กระทรวงกลาโหม โดย “ผลงานแรก” นั่นคือปฏิบัติการทางทหารของซาอุดีอาระเบียในเยเมน “โดยไม่จำเป็น” ต้องรอพระบรมราชานุญาตจากสมเด็จพระราชาธิบดีซัลมาน และคณะรัฐมนตรีซาอุดีอาระเบีย อาทิตย์ที่ 15 มีนาคม 2563 เวลา 09.30 น.


เมื่อสมเด็จพระราชาธิบดีซัลมาน เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์พระองค์ใหม่แห่งซาอุดีอาระเบีย เมื่อปลายเดือน ม.ค. 2558 พระองค์ทรงแต่งตั้งพระราชโอรส คือเจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน ให้ทรงดำรงตำแหน่ง รมว.กระทรวงกลาโหม ซึ่งเจ้าชายโมฮัมเหม็ดทรงดำเนินนโยบายหลายด้าน “เพื่อความมั่นคง” ของราชวงศ์ซาอุด บ้านเมือง สถานภาพและบทบาทของซาอุดีอาระเบียบนเวทีโลก

โดย “ผลงานแรก” ของเจ้าชายโมฮัมเหม็ดเกิดขึ้นภายในเวลาเพียง 3 เดือนหลังการทรงรับตำแหน่งเจ้ากระทรวงกลาโหม นั่นคือปฏิบัติการทางทหารของซาอุดีอาระเบียในเยเมน “โดยไม่จำเป็น” ต้องรอพระบรมราชานุญาตจากสมเด็จพระราชาธิบดีซัลมาน และคณะรัฐมนตรีซาอุดีอาระเบีย

หลังจากนั้นเพียง 2 ปี “ความเปลี่ยนแปลงครั้งประวัติศาสตร์” เกิดขึ้นในซาอุดีอาระเบีย เมื่อสมเด็จพระราชาธิบดีซัลมานทรงแต่งตั้งเจ้าชายโมฮัมเหม็ดให้ทรงขึ้นดำรงพระอิสริยยศเป็นมกุฎราชกุมาร เมื่อเดือน มิ.ย. 2560 นับเป็นการแหวกธรรมเนียมครั้งใหญ่ที่สุดของราชวงศ์ซาอุด เนื่องจากพระราชดำรัสของสมเด็จพระราชาธิบดีอิบนุ ซาอุด ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์ ว่าให้การสืบทอดราชสมบัติของราชวงศ์ซาอุดนั้น เป็นการสืบต่อระหว่างพระเชษฐากับพระอนุชา ไม่ใช่ระหว่างพระราชบิดากับพระราชโอรส

การทรงดำรงพระอิสริยยศมกุฎราชกุมารของเจ้าชายโมฮัมเหม็ด ซึ่งสื่อตะวันตกมักแทนพระนามของพระองค์ว่า “เอ็มบีเอส” แน่นอนหมายถึงการประกาศว่าพระองค์คือองค์รัชทายาท “อย่างเป็นทางการ” แต่ที่แตกต่างจากมกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบียทุกพระองค์ที่ผ่านมา คือการเป็น “ผู้มีอำนาจปกครองสูงสุดโดยพฤตินัย” ของซาอุดีอาระเบีย ในขณะที่พระพลานามัยของพระราชบิดาเปลี่ยนไปตามพระชนมพรรษาที่มากขึ้น มกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ดทรงมีบทบาทเพิ่มขึ้นเช่นกันในทุกมิติของการบริหารประเทศ



อย่างไรก็ตาม สมเด็จพระราชาธิบดีอิบนุ ซาอุด ทรงกำหนด 2 เสาหลักเป็นรากฐานค้ำจุนซาอุดีอาระเบีย นั่นคือการกระจายความร่ำรวยจากทรัพยากรน้ำมันให้เข้าถึงชาวซาอุดีอาระเบียทุกหัวระแหง “เพื่อซื้อใจ” และให้ได้มาซึ่ง “ความสวามิภักดิ์” จากประชาชนต่อราชวงศ์ซาอุด และเกี่ยวเนื่องไปยังประเด็นทางศาสนาด้วย แต่ในความเป็นจริงยังมีอีกหนึ่งเสาหลัก ที่แม้ไม่ได้มีการประกาศอย่างเป็นทางการ แต่เสาหลักนี้มีความสำคัญกับซาอุดีอาระเบียอย่างมากจนถึงปัจจุบัน และน่าจะกลายเป็นเสาหมายเลขหนึ่งซึ่งค้ำยันเสาหลักอีกสองเสา นั่นคือความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงกับสหรัฐ ถึงขั้นที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เคยกล่าวว่าราชวงศ์ซาอุดอาจล่มสลายภายในเวลาไม่เกิน 2 สัปดาห์ หากไม่มีกองทัพอเมริกา “ให้ความคุ้มครอง”

ด้วยการที่ทรงยังมีพระชนมพรรษาไม่มาก มกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ดจึงทรงเป็นที่นิยมในกลุ่มคนหนุ่มสาวของซาอุดีอาระเบีย พระองค์ทรงกำหนดแผนยุทธศาสตร์ปฏิรูปประเทศในชื่อ “วิสัยทัศน์ 2030” ครอบคลุมทั้งในด้านสังคม วัฒนธรรมและเศรษฐกิจ โดยมีเป้าหมายหลักคือการที่ซาอุดีอาระเบียต้องลดการพึ่งพิงน้ำมันให้ได้มากที่สุด

จริงอยู่ที่แผนการปฏิรูปแบบนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วในรัชสมัยของสมเด็จพระราชาธิบดีอิบนุ ซาอุด แต่กระแสต่อต้านเมื่อเกือบ 100 ปีก่อนเป็นเช่นไร ความตึงเครียดแบบนั้นยังคงมีต่อแผนการของมกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ด ความรวดเร็วจนถึงขั้นรีบเร่งของแผนการก่อให้เกิดบรรยากาศของความไม่ไว้วางใจและ “ความไม่สงบ” ไปทุกหย่อมหญ้าของสังคมซาอุดีอาระเบีย การปฏิรูปประเทศ “ให้มีความทันสมัยมากขึ้น” ย่อมต้องแลกด้วยแรงกดดันทางเศรษฐกิจมหาศาล ยิ่งการที่ธุรกิจแทบทุกอย่างในประเทศเป็นรัฐวิสาหกิจ ประชาชนย่อมต้องแบกรับค่าครองชีพที่แพงขึ้น



ในโลกของทุนนิยมที่ผลประโยชน์เหนือกว่าความเป็นพันธมิตรที่เป็นเพียงการจับมือกันหลวม ๆ ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร ซาอุดีอา ระเบีย รัสเซีย และสหรัฐ มีทั้งความขัดแย้งและความร่วมมือทับซ้อนกันในหลายเรื่อง แล้วยังเคราะห์ซ้ำกรรมซัดกับ “เรื่องไม่คาดฝัน” เมื่อเกิดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ “โควิด-19” ที่ไม่ได้กระทบเพียงวงการสาธารณสุข แต่ยังขยายวงกว้างไปทุกด้าน แต่เห็นจะเป็นอุตสาหกรรมท่องเที่ยวซึ่งได้รับผลกระทบมากที่สุด เมื่อความต้องการเดินทางลดลง เนื่องจากมีความเสี่ยงของการติดโรค บั่นทอนอุปสงค์น้ำมันดิบในตลาดโลก

ขณะเดียวกันยังมีความสัมพันธ์กับกาตาร์ที่ตึงเครียดมานานหลายปี และกรณีพิพาทกับอิหร่านที่ยังคุกรุ่นเป็นเนืองนิตย์ ไหนจะ “ความลับ” ของอดีตนายกรัฐมนตรีซาอัด ฮาริรี แห่งเลบานอน สมัยเยือนซาอุดีอาระเบียเมื่อปลายปี 2560 คดีฆาตกรรมนายจามาล คาช็อกกี ผู้สื่อข่าวชาวซาอุดีอาระเบียที่ตุรกี เมื่อปี 2561 และการที่แทบไม่เคยมีฝ่ายใดในซาอุดีอาระเบียแสดงท่าทีอย่างเป็นทางการต่อ “การควบคุม” พระบรมวงศานุวงศ์ที่เกิดขึ้นแล้วหลายครั้ง “ความสีเทา” ของมกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ดยิ่งเป็นที่ “น่าจับตา” เพราะทุกสิ่งที่เกิดขึ้นล้วนย้อนกลับมาหาเจ้าชายหนุ่มแห่งซาอุดีอาระเบียทั้งสิ้น

ราคาน้ำมันเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกมานาน โดยเฉพาะเป็นตัวแปรกำหนดอัตราเงินเฟ้อ ในขณะที่ทั่วโลกกำลังวิกฤติจากเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ที่ทำให้ทุกฝ่ายป่วนกันไปหมด สถานการณ์นี้เป็นตัวชี้วัด “ไหวพริบ” หรือ “กึ๋น” ภาวะผู้นำ และ “ความใจถึง” ของผู้นำแต่ละประเทศเช่นกัน

การนำพาประเทศให้อยู่รอดอาจต้องยอม “กรีดเลือด” และกลืนคำสัตย์สาบานบางอย่าง น้ำมันคือเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงซาอุดีอาระเบียมาตลอด การประชุมระหว่างองค์การกลุ่มประเทศผู้ส่งน้ำมันออก (โอเปก) ที่ซาอุดีอาระเบียเป็นหัวเรือใหญ่ กับรัสเซียซึ่งเป็นประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่สุดซึ่งไม่ใช่สมาชิกโอเปก อาจมีเบื้องหลังที่คนภายนอกยากที่จะทราบ

ซาอุดีอาระเบียไม่มีทางเปิดเผย “เหตุผลที่แท้จริง” ว่าเพราะเหตุใดจึงตัดสินใจ “ฉีกข้อตกลง” กับรัสเซีย แล้วต่างฝ่ายต่างเตรียมปั๊มน้ำมันให้ล้นตลาดโลก รัสเซียเองก็เช่นกันที่ไม่มีทาง “เผยไต๋” ของตัวเอง แต่ทั้งสองประเทศยอมเจ็บตัวแบบเลือดสาดด้วยการใช้ทรัพยากรสำคัญของตัวเองเพื่อแลกกับความได้เปรียบในการต่อรองผลประโยชน์ในอนาคต

ในขณะที่ฝ่ายหนึ่งที่อยู่ห่างไกลอีกซีกหนึ่งของโลกจะระแคะระคายเรื่องนี้มากแค่ไหนยากที่จะทราบ แต่ที่จะเกิดขึ้นแน่นอนคืออุตสาหกรรมน้ำมันดิบจากหินชั้นดินดานที่สหรัฐกำลังเพิ่มการผลิตอย่างหนัก และหวังให้เป็นสินค้าพลิกโฉมตลาดน้ำมันโลกจะได้รับผลกระทบจนแทบกระอัก และตลาดน้ำมันของสหรัฐมีข้อแตกต่างสำคัญจากซาอุดีอาระเบียและรัสเซีย คือไม่มีกองทุนสำรองคอยรองรับ

การเป็นฝ่ายเปิดแนวรบใหม่ทั้งภายนอกและภายในของเจ้าชายหนุ่มแห่งซาอุดีอาระเบียในคราวนี้ น่าจะเป็นไปเพื่อการปูหนทางให้ราบรื่นสู่การเป็นสมเด็จพระราชาธิบดีพระองค์ใหม่ โดยไม่ว่าต้องแลกด้วยการตัดขาดสายเลือดเดียวกัน หรือเส้นเลือดทางธุรกิจ แต่เพื่อการมีอำนาจที่มั่นคงแต่เพียงผู้เดียว พระองค์ทรงพร้อมเปิดเกมแลก

----------------------------------
ภัทราพร ไพบูลย์ศิลป.

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 70