อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 27 พฤษภาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 27 พฤษภาคม 2563

อนามัยโลกฝ่าวิกฤติ เสาหลักสู้โควิด-19

องค์การอนามัยโลก (ดับเบิลยูเอชโอ) เป็นหนึ่งในทบวงการชำนัญพิเศษของสหประชาชาติ (ยูเอ็น) หน้าที่รับผิดชอบด้านการสาธารณสุขระหว่างประเทศ นอกเหนือจากเรื่องสาธารณสุขแล้ว ยังครอบคลุมความปลอดภัยด้านอาหาร และความปลอดภัยบนท้องถนนด้วย          อาทิตย์ที่ 8 มีนาคม 2563 เวลา 09.30 น.


องค์การอนามัยโลก (ดับเบิลยูเอชโอ) เป็นหนึ่งในทบวงการชำนัญพิเศษของสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ก่อตั้งเมื่อวันที่ 7 เม.ย. 2491 มีหน้าที่รับผิดชอบด้านการสาธารณสุขระหว่างประเทศ ทั้งการสังเกตการณ์และการประสานความร่วมมือ โดยนอกเหนือจากเรื่องสาธารณสุขแล้ว ขอบเขตงานของดับเบิลยูเอชโอในบางส่วนยังครอบคลุมความปลอดภัยด้านอาหาร ความเปลี่ยนแปลงด้านสภาพอากาศและสิ่งแวดล้อม การใช้สารเสพติดบางชนิดในทางการแพทย์ และความปลอดภัยบนท้องถนนด้วย
        
ปัจจุบันดับเบิลยูเอชโออยู่ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ดำเนินงานระหว่างปี 2562 ถึง 2565 “เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ชาวโลกมีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดี” ภายใต้ “เป้าหมาย 3 พันล้าน” คือ ประชากรโลกไม่ต่ำกว่า  1 พันล้านคนสามารถเข้าถึงระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า ประชากรโลกไม่ต่ำกว่า 1 พันล้านคนได้รับการปกป้องในยามเกิดภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุข และประชากรโลกไม่ต่ำกว่า 1 พันล้านคนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยเฉพาะในด้านที่เกี่ยวข้องกับสาธารณสุข



ขณะเดียวกัน การดำเนินงานของดับเบิลยูเอชโอในเรื่องนี้มีจุดแข็งคือการเป็น “ศูนย์กลาง” ประสานความร่วมมือระหว่างรัฐสมาชิกซึ่งมีรูปแบบการเมือง สังคม และเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน ให้สามารถมีความเป็นเอกภาพในด้านการสาธารณสุขระหว่างประเทศ และกำหนดแนวทางปฏิบัติให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน นอกจากนี้ หลายประเทศยังมีนโยบายด้านสาธารณสุขที่ประยุกต์จากนโยบายพื้นฐานของดับเบิลยูเอชโอด้วย
        
แน่นอนการดำเนินงานของดับเบิลยูเอชโอตลอดระยะเวลา 7 ทศวรรษ สามารถจัดระเบียบและกำหนดมาตรฐานด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศได้ในหลายเรื่อง และช่วยให้ชาวโลกรอดพ้นวิกฤติด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศได้หลายครั้ง อย่างไรก็ตาม การทำงานของดับเบิลยูเอชโอเป็นที่น่าถกเถียงและกลายเป็นกรณีอื้อฉาวหลายครั้งเช่นกัน


        
ย้อนกลับไปเมื่อปี 2552 โลกเผชิญกับวิกฤติการแพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์เอ จากเชื้อไวรัส “เอช 1 เอ็น 1” โดยสถานการณ์เกิดขึ้นราว 2 ปีหลังดับเบิลยูเอชโอทำการวิจัยทางคลินิกด้านวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ ร่วมกับทั้งภาครัฐและภาคเอกชนของหลายประเทศ พญ.มาร์กาเร็ต ชาน ผู้อำนวยการดับเบิลยูเอชโอในเวลานั้น ประกาศให้สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์เอ “เป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ” เมื่อเดือนเม.ย. 2552

ต่อจากนั้นมีการประกาศให้เป็น “โรคระบาดวงกว้าง”(pandemic) เรียกเสียงวิจารณ์อย่างหนักจากหลายฝ่ายว่าดับเบิลยูเอชโอ “เจตนาสร้างความตื่นตระหนก” มากกว่าส่งเสริมให้มีการรับมืออย่างมีประสิทธิภาพ บริษัทยาหลายแห่งเร่งนำวัคซีนและยารักษาโรคออกมาใช้งาน ทั้งที่เพิ่งผ่านการทดลองได้ไม่นาน และมีการตั้งสมมุติฐานว่าอาจมีผลข้างเคียงต่ออาการของผู้ป่วยด้วย
        
ต่อมาโลกเผชิญกับวิกฤติโรคจากการติดเชื้อไวรัสอีโบลายาวนานระหว่างปี  2556 ถึง 2559 โดยพื้นที่วิกฤติที่สุดคือภูมิภาคตะวันตกของทวีปแอฟริกา ดับเบิลยูเอชโอประกาศภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศเมื่อปี 2557 ท่ามกลางเสียงวิจารณ์อย่างหนักเกี่ยวกับการบริหารเชิงโครงสร้างของดับเบิลยูเอชโอ ตั้งแต่ยอดพีระมิดลงมาถึงฐานพีระมิด เชื่อมโยงกับการคอร์รัปชั่นและการเมืองภายในองค์กร

ส่งผลให้ดับเบิลยูเอชโอขาดสภาพคล่องทางการเงินอย่างหนัก และหลายฝ่ายวิจารณ์การดำเนินงานของดับเบิลยูเอชโอ ในการจัดการกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสอีโบลา ว่าแม้ในที่สุดดับเบิลยูเอชโอระดมทุนได้ตามเป้าหมาย โดยส่วนใหญ่ยังต้องอาศัยความช่วยเหลือจากกลุ่มประเทศร่ำรวย แต่การใช้เวลานาน และการตอบสนองต่อโรคในพื้นที่จริง บ่งชี้ “การขาดทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญภาคสนาม” และมีการตั้งข้อสังเกตว่า เป็นเพราะเจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่เป็นแพทย์นักวิจัยหรือไม่
        
แม้ดับเบิลยูเอชโอมีบทเรียนมาแล้วเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสอีโบลา ซึ่งใช้เวลานานถึง 5 เดือนกว่าจะมีการประกาศให้เป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ แต่ในสถานการณ์โรคระบาดที่โลกกำลังเผชิญร่วมกันอยู่ในตอนนี้ คือการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือโรค “โควิด-19” ความเชื่องช้าของดับเบิลยูเอชโอเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อีกครั้ง เนื่องจากใช้เวลานานถึง 1 เดือนนับตั้งแต่ได้รับรายงานอย่างเป็นทางการ กว่าจะมีการประกาศให้เป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ ซึ่งในคราวนี้ดับเบิลยูเอชโอยืดอกรับว่า ประเมินสถานการณ์ผิดพลาด
        
จริงอยู่ที่ดับเบิลยูเอชโอสามารถเป็น “ศูนย์กลาง” ระหว่างรัฐสมาชิกทั้ง 194 แห่ง ให้ดำเนินนโยบายด้านสาธารณสุขที่สอดคล้องกันในยามเกิดภาวะวิกฤติ แต่วิกฤติด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศหลายครั้งที่ผ่านมา สะท้อนการขาดเสถียรภาพด้านโครงสร้างภายในองค์กรของดับเบิลยูเอชโอว่ายังคงเป็นปัญหาเรื้อรัง และมีแรงกดดันคืองบประมาณที่ลดลง ยิ่งไปกว่านั้น การที่ดับเบิลยูเอชโอมีสำนักงานสาขาประจำแต่ละภูมิภาครวม 6 แห่ง และแต่ละแห่ง “มีอำนาจเป็นของตัวเอง” จึงเกิดปัญหาว่าในหลายกรณีไม่มีการรายงานบางเรื่องไปยังสำนักงานใหญ่ของดับเบิลยูเอชโอ ที่เมืองเจนีวา ในสวิตเซอร์แลนด์
        
ไม่ว่าจะตกเป็นเป้านิ่งให้เป็นที่วิจารณ์หนักหน่วงขนาดไหน อีกทั้งข้อครหาอีกมากมายซึ่งดับเบิลยูเอชโอทั้งยอมรับแล้วนำไปแก้ไข ปฏิเสธและเสนอหลักฐานโต้แย้ง และไม่แสดงความคิดเห็นโดยตรง อย่างไรก็ตาม ท้ายที่สุดแล้วดับเบิลยูเอชโอยังคงเป็น “เสาหลักของโลก” ในด้านการดูแลสุขภาพและการสาธารณสุข ที่ยังคง “น่าเชื่อถือ” ต่อให้เป็นฝ่ายวิจารณ์ก็ยังต้องรับฟัง หากไม่มีดับเบิลยูเอชโอ นอกจากความขัดแย้งทางการเมืองและเศรษฐกิจระหว่างมหาอำนาจ และการสู้รบที่ยังคงเกิดขึ้นในหลายประเทศ ปัญหาด้านสาธารณสุขโดยเฉพาะโรคระบาดอาจ “วิกฤติมากกว่านี้”.

.................................................................
ภัทราพร ไพบูลย์ศิลป.

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 74