อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 20 กันยายน 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 20 กันยายน 2563

พลังม็อบนักศึกษา : จะขับเคลื่อนไปด้านไหน

สัปดาห์นี้ว่ากันเรื่องของการเสร็จศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ และทิศทางพลังม็อบนักศึกษาที่จะขับเคลื่อนไปทางไหน พฤหัสบดีที่ 5 มีนาคม 2563 เวลา 12.00 น.


เสร็จศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจไปแล้ว เราก็ได้เห็นบรรยากาศแบบที่ไม่เคยเห็น คือ รอยร้าวระหว่างฝ่ายค้าน เกี่ยวกับเรื่องการไม่รักษาเวลา และดูเหมือนฝั่งกองเชียร์อนาคตใหม่จะอัดพรรคเพื่อไทยเต็ม ๆ ตรงที่อภิปรายยืดเยื้อ ไม่รักษาเวลา ตีโวหารแบบนักการเมืองรุ่นเก่า แถมมีบอกข้อสอบรัฐบาลก่อนจนเขาเตรียมตัวมาได้ทัน โดยเฉพาะเรื่องการเช่าที่ดินศูนย์สิริกิติ์ ขณะที่นายศรัณย์วุฒิ ศรัณยเกตุ ส.ส.อุตรดิตถ์ เพื่อไทย นั้นโดนติงเรื่องการใช้เวลามากที่สุด

จนส่วนที่เป็นไฮไลท์น่าสนใจที่พรรคอนาคตใหม่เขาเตรียมเปิดไว้อย่างดี ไม่ได้อภิปรายในเวลาไพรม์ไทม์ที่คนได้นั่งดูหน้าทีวี ต้องไปรอชาวเน็ตที่เขานั่งฟังสรุปเอา อย่างเช่น เรื่องปฏิบัติการไอโอทหาร ที่ยิ่งตอกย้ำปัญหาในกองทัพต่อเนื่อง หลังจากกรณีข่าวความเหลื่อมล้ำหรือการทุจริตในค่าย จนมีทหารผู้น้อยออกไปก่อเหตุกราดยิง หรือเรื่องพื้นที่เจรจาลับในมูลนิธิป่ารอยต่อ กว่าจะได้พูดก็ดึก แถมมีรัฐมนตรีไม่ถูกอภิปรายเหลืออีก



เรื่องที่พรรคอนาคตใหม่น่าจะตามขุด ตามฟ้องประชาชนต่อไปก็คือเรื่องลับ ๆ ในมูลนิธิป่ารอยต่อ หรือ เรื่องโรงงานขยะ ที่พุ่งเป้าไปที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย เต็ม ๆ ทั้งในเรื่องของการใช้คำสั่ง คสช.ให้สร้างโรงงานทำลายขยะได้โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการสำรวจผลกระทบสิ่งแวดล้อม และอาจโยงไปถึงการนำเข้าขยะเข้ามาจัดการในโรงงานประเทศไทย ซึ่งจะส่งผลเสียให้เป็นที่รวบรวมมลพิษก็ได้

คนที่น่าผิดหวังอยู่คือ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ที่หลายคนหวังว่าจะเป็น “หัวหมู่ทะลวงฟัน” แต่กลายเป็นว่าดึงดันจะอภิปรายปมถวายสัตย์ฯ ทั้งที่ประธานสภาฯ ขอไว้แล้วว่าเป็นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกับสถาบัน และทำแดกดันแบบปิ้งปลาประชดแมวไปเพิ่มคะแนนโหวตให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ แล้วออกมาบอกเองว่า เพื่อให้เห็นว่า คนอื่นคะแนนสูงกว่านายกฯ พูดง่ายๆ พอจัดฉากมันก็ไม่มีราคา



สิ่งที่คู่ขนานไปกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจ คือการลุกฮือแบบแฟลชม็อบ ของนักเรียน นักศึกษาตามสถาบันต่างๆ ที่เริ่มตั้งแต่วันที่พรรคอนาคตใหม่โดนยุบ เพราะเขามองภาพรวมจากข่าวว่า “เป็นการใช้เทคนิคทางกฎหมายที่ไม่เป็นธรรม” เลือกยุบพรรคก่อนการอภิปรายเพื่อปิดปากใครหรือหวังดูดงูเห่ามาสนับสนุนหรือไม่ และเขามองว่า กกต.ไม่มีความเป็นธรรมตรงที่ไม่เรียกสอบพรรคอนาคตใหม่ในประเด็นตาม พ.ร.ป.พรรคการเมือง ม.72

คราวนี้ก็เลยลุกฮือกันขึ้นมาว่า “องค์กรอิสระ องค์กรยุติธรรม ถูกใช้เพื่อผลประโยชน์ของรัฐบาลหรือไม่” เช่นนี้มันก็ไม่มีความเป็นประชาธิปไตยสิ แฟลชม็อบเริ่มครั้งแรกที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในวันยุบพรรคอนาคตใหม่ แล้วก็ลามมาที่มหาวิทยาลัยอื่นๆ ว่า พวกเราก็เป็นเสียงคนรุ่นใหม่ที่ออกมาต่อต้านรัฐบาลนี้เหมือนกัน เพราะดูไม่เป็นธรรมหลายอย่าง บริหารงานก็เล่นการเมืองแบบเก่า รัฐบาลควรออกไปได้แล้ว



ถามว่า เป้าประสงค์ของการทำแฟลชม็อบคืออะไร ถ้าให้นึกออกเร็ว ๆ ก็คือการแสดงพลังรวมตัวกันเพื่อให้เห็นว่า เราไม่พอใจรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แล้ว เพราะไม่เป็นประชาธิปไตยพอ เข้ามาก็ยึดอำนาจเข้ามา แล้วยังมี “ออกแบบรัฐธรรมนูญมาเพื่อพวกเรา” อีก มันทำให้รู้สึกได้ว่า มีความพยายามสืบทอดอำนาจ ดังนั้น มันต้องมีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งวิธีที่เร็วที่สุดคือการต้องยุบสภา เลือกตั้งใหม่ ให้คนรุ่นใหม่ได้แสดงพลังอีกครั้ง

แต่ปัญหาคือ ถึงยุบสภาเลือกตั้งใหม่ ถ้ายังใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็ไม่พ้นที่ พล.อ.ประยุทธ์จะกลับเข้าสู่อำนาจได้อีก เพราะเขาเขียนบทเฉพาะกาล 5 ปี ให้ ส.ว. (ที่ คสช.เลือกมา) มีสิทธิ์ในการโหวตเลือกนายกฯ ได้ด้วย เผลอ ๆ ถึงพลังประชารัฐไม่ได้เป็นพรรคอันดับหนึ่ง แต่สามารถรวมเสียง เจรจางูเห่าได้ เขาก็ยังกลับมาอยู่ดี เรื่องยุบสภาฯ จึงน่าจะไม่ใช่ประเด็นทิศทางหลักในการเคลื่อนไหวของกลุ่มนิสิตนักศึกษา

แต่เป้าหมายที่ดูว่าน่าจะจับต้องได้คือการ “บีบ” ให้มีการร่างกฎกติกาใหม่ คือการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ล้างภาพสิ่งที่เขาหาว่าเป็นความบิดเบี้ยว ทั้ง ส.ว.ที่ คสช.เลือก ล้างองค์กรอิสระชุดเดิม เพิ่มกระบวนการการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งภาระถูกโยนไปที่กรรมาธิการ ( กมธ.) วิสามัญศึกษาวิธีแก้ไขรัฐธรรมนูญ ชุดที่นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เป็นประธานทันทีว่า “ต้องออกแบบมาอย่างไรก็ได้ให้ได้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ( สสร. 3 ) ”

แต่ผลการศึกษาก็ต้องเอาไปให้สภารับรอง ซึ่งต้องใช้เสียง ส.ว.ส่วนหนึ่ง ก็ไม่รู้ว่า ส.ว.คนไหนจะเป็น “หน่วยกล้าตาย” หรืองูเห่าของรัฐบาลให้ได้บ้าง และถ้าจะเกิดกระบวนการ สสร.3 ก็ต้องมานั่งออกแบบโครงสร้างของ สสร.อีกนานว่า จะทำอย่างไรให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมให้ได้มากที่สุด ได้เข้ามาเป็น สสร. และกระบวนการยกร่างเผลอ ๆ ก็เป็นปีกว่าจะเสร็จ รัฐบาลก็อยู่ต่อไป ยกเว้น สสร.3 ไปเอาโมเดลรัฐธรรมนูญปี 40 มาใช้เลย สิ้นเรื่อง



แต่ทีนี้จะมีปัญหาอีกข้อหนึ่งที่น่าสนใจ กลุ่มนิสิตนักศึกษาออกมาก็จริง แต่ยังมีกลุ่มพลังเงียบที่ไม่รู้มีเท่าไรอีก ถ้ามีเงื่อนไขในการนิรโทษกรรมให้ผู้ได้รับผลกระทบจากรัฐธรรมนูญปี 60 ( อย่างน้อยก็กลุ่มอดีตกรรมการบริหารพรรคอนาคตใหม่ ) อาจมีการจุดประเด็นเรื่องนิรโทษกรรมเป็นการฝ่าฝืนหลักนิติธรรมขึ้นมา แล้วก็มีอีกฝ่ายเรียกม็อบออกมาต่อต้าน กลายเป็นความขัดแย้งในสังคมอีก ทั้งที่เราขัดแย้งแบ่งขั้วกันมาตั้งแต่ปี 48

สิ่งที่รัฐบาล “แก้ผ้าเอาหน้ารอด”ไปก่อน คือจะเสนอให้มีการตั้งกรรมาธิการเพื่อรับฟังความเห็นของคนรุ่นใหม่..ซึ่งก็ขอทีเถอะเรื่องไอ้การรับฟังความเห็นนี่ประเทศไทยทำกันแบบว่าบ่อยจนน่ารำคาญ ราคาในการรับฟังความเห็นเราจ่ายไปเสียเยอะ พอไม่ถูกใจผู้มีอำนาจขึ้นมา รายงานก็ถูกเก็บเข้าลิ้นชักไปเสียอย่างนั้นแหละ พูดง่ายๆ ทำแค่พอเป็นพิธีกรรมว่า “ฉันก็รับฟังพวกเธอนะ แต่ฉันมีวิธีบริหารงานของฉัน”



ทางออกของรัฐบาลถ้าจะไม่ให้ม็อบมันขยายตัวตอนนี้ ถ้าเอาแบบฉลาดแกมโกงหน่อย ก็คือการอ้างเรื่องไวรัสโควิด-19 มาเตือนเรื่องการชุมนุมซ้ำแล้วซ้ำเล่าให้เกิดภาพความกลัว แต่ทางออกที่น่าจะสวยกว่าคือการที่พยายามนิ่ง และพยายามสร้างผลงาน หาเรื่องดีๆ ขึ้นมากลบกระแส และหยุดเสียทีกับการให้บางคนในพรรคร่วมรัฐบาลออกมาปลุกกระแสเรื่องมีการสร้างลัทธิชังชาติขึ้นมา เพราะมันยิ่งสร้างความเกลียดชังและระวัง 6 ตุลา 19 จะกลับมา

สิ่งที่สำคัญในการประชาสัมพันธ์ คือการสร้างภาพลักษณ์ที่เป็นบวกให้ได้รับการยอมรับให้ได้ ภาพลักษณ์ที่เป็นบวกที่เห็นว่าจำเป็นที่สุด ณ ขณะนี้ คือการทำให้กระบวนการยุติธรรมมันยุติธรรมจริง ไม่ใช่หวังผลทางการเมือง เมื่อมีปัญหาก็ตรวจสอบชี้แจงให้โปร่งใส อธิบายความให้ได้ว่ากระบวนการยุติธรรมมันถูกต้องแล้ว แล้วต่างพรรคต่างก็ต้องเร่งทำผลงาน อย่างตอนนี้เรื่องปัญหาหน้ากากอนามัยขาดแคลน กระทรวงพาณิชย์ควรมีแอคชั่นให้คนอุ่นใจ

เงียบ ไม่ตอบโต้ ทำผลงาน สร้างความโปร่งใส แค่นี้แหละถ้ายังไม่อยากให้ม็อบลงถนน.

........................................
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง”  

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    50%
  • ไม่เห็นด้วย
    50%

บอกต่อ : 279