อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 31 มีนาคม 2563
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 31 มีนาคม 2563

สหรัฐ-ตาลีบัน

ขณะนี้กลุ่มตาลีบันและสหรัฐได้ตกลงกันที่จะลดความรุนแรงในประเทศอัฟกานิสถาน ส่งผลให้เกิดความหวังว่าอาจจะเกิดเป็นข้อตกลงสันติภาพขึ้นมาได้ในที่สุด พฤหัสบดีที่ 20 กุมภาพันธ์ 2563 เวลา 07.30 น.

       
ขณะนี้กลุ่มตาลีบันและสหรัฐได้ตกลงกันที่จะลดความรุนแรงในประเทศอัฟกานิสถาน ส่งผลให้เกิดความหวังว่าอาจจะเกิดเป็นข้อตกลงสันติภาพขึ้นมาได้ในที่สุด
        
แม้ความเคลื่อนไหวนี้ถือเป็นก้าวสำคัญครั้งประวัติศาสตร์ แต่นักวิเคราะห์ก็เตือนว่าความพยายามที่จะยับยั้งการนองเลือดเพราะสงครามในอัฟกานิสถานนั้นเต็มไปด้วยปัญหาวุ่นวายและอาจล้มเหลวได้ทุกเมื่อ หรือไม่ก็อย่างเลวร้ายที่สุดคือหลายฝ่ายที่ทำสงครามประหัตประหารกันอาจฉวยโอกาสที่สถานการณ์เงียบสงบ แต่ตัวเองจัดทัพใหม่และยึดพื้นที่ชัยภูมิสำคัญเอาไว้ให้ได้ก่อน
        
แอชลีย์ แจ๊คสัน นักวิจัยแห่งสถาบันพัฒนาโพ้นทะเลบอกกับเอเอฟพีว่า นี่คือสถานการณ์ที่ไม่ปลอดภัยอย่างแท้จริงและทำลายความหวังของทุกฝ่ายซึ่งได้ออกมาเคลื่อนไหวเพื่อปรับความสมดุล
        
มาร์ค เอปเซอร์ รมว.กลาโหมสหรัฐบอกว่า ข้อตกลงตั้งอยู่บนเงื่อนไขเพื่อที่จะลดความรุนแรงลงให้ได้ทุกวัน อย่างไรก็ตามยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าข้อตกลงจะเริ่มได้เมื่อใด แต่เจ้าหน้าที่ของกลุ่มตาลีบันบอกว่าใกล้แล้ว เช่นเดียวกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐบอกว่า ข้อตกลงสันติภาพเต็มฉบับนั้นใกล้แล้ว จะเริ่มได้ในเร็ว ๆ นี้ เพราะทุกคนต่างกระหายในสันติภาพเต็มทีแล้ว
        
สหรัฐได้ใช้เวลากว่าหนึ่งปีในการเจรจาต่อรองกับตาลีบันเพื่อข้อตกลงสันติภาพในอันที่จะยุติสงครามสู้รบในอัฟกานิสถานที่เปิดฉากขึ้นมาตั้งแต่วันที่ 11 ก.ย.2544
        
แม้รัฐบาลอัฟกานิสถานจะไม่ได้เข้าร่วมเจรจาด้วย แต่มัสซูด อันดาราบี รักษาการรัฐมนตรีมหาดไทยบอกว่าบางส่วนของการหยุดยิงนั้นจะมีกองกำลังฝ่ายความมั่นคงแห่งชาติรวมอยู่ด้วย เพราะเป็นกองกำลังภาคพื้นดินที่สู้รบเกือบจะทั้งหมด แต่จุดสำคัญอยู่ที่สถานการณ์ที่เปราะบาง หากตาลีบันยังโจมตีต่อไป กองกำลังฝ่ายความมั่นคงก็ต้องตอบโต้และสหรัฐจะต้องช่วยรัฐบาลอัฟกานิสถานตอบโต้ตาลีบัน การลดระดับความรุนแรงจะแสดงให้เห็นว่าตาลีบันควบคุมกองกำลังของตนเองได้มากน้อยแค่ไหนและแสดงถึงความจริงใจต่อการทำข้อตกลงเพื่อสันติภาพ ซึ่งจะทำให้กระทรวงกลาโหมสหรัฐต้องถอนกำลังทหารที่มีอยู่ 12,000-13,000 คนในขณะนี้ออกจากอัฟกานิสถาน
        
แม้ตาลีบันยังไม่ได้แสดงความเห็นอะไร แต่โมฮัมหมัด กาซิม รองหัวหน้าตำรวจในจังหวัดกันดาฮาร์ทางตอนใต้ของอัฟกานิสถานซึ่งเป็นพื้นที่ยึดครองของตาลีบันบอกว่า กลุ่มกบฏตาลีบันพร้อมแล้วสำหรับสันติภาพ เพราะเขาเคยพูดคุยกับผู้บัญชาการของตาลีบันทางวิทยุ และปฏิกิริยาของตาลีบันต่อเรื่องนี้คือเป็นไปในทางบวก ไม่มีรายงานการปะทะ ระเบิด หรือการสู้รบกันระหว่างกองกำลังฝ่ายความมั่นคงของอัฟกานิสถานกับกลุ่มตาลีบันในพื้นที่นี้เลย หลังทราบข่าวเรื่องการหยุดยิงบางส่วน เพราะนักรบของตาลีบันเองก็เบื่อหน่ายกับสงครามเหมือนกัน พวกเขาไม่ได้ประโยชน์อะไรเลยจากสงครามที่ดำเนินต่อไปเลย พวกเขากระหายอยากเห็นความสงบสุข
        
แต่นักวิจัยสถาบันพัฒนาโพ้นทะเลเตือนว่าการหยุดยิงอาจทำให้ทหารฝ่ายรัฐบาลอัฟกานิสถานซึ่งขณะนี้อยู่ในตำแหน่งที่เสียเปรียบในหลายจังหวัด ซึ่งอาจจะเสียท่าให้กับกลุ่มกบฏตาลีบันก็ได้ ตัวเธอจึงมองว่า ตาลีบันอาจเห็นเป็นโอกาสที่ฝ่ายรัฐบาลอ่อนแอแล้วหักหลังเข้าโจมตีเพื่อยึดครองพื้นที่ทั้งหมดก็ได้
        
ไมค์ ปอมเปโอ รมว.ต่างประเทศสหรัฐบอกว่าการเจรจาระหว่างสหรัฐกับตาลีบันคืบหน้าไปมากและหวังว่าจะไปถึงระดับที่สามารถลดความรุนแรงลงมาได้ไม่เพียงแต่ในเอกสารบนกระดาษแต่ต้องทำให้ได้เห็นจริง สามารถลดความรุนแรงในอัฟกานิสถานลงมาให้ได้
        
แม้มีการเจรจา แต่สงครามในอัฟกานิสถานยังคงดำเนินต่อไป ตามตัวเลขของหน่วยงานตรวจสอบของรัฐบาลสหรัฐบอกว่า การปะทะกันนับจำนวนครั้งได้มากที่สุดเกินกว่าที่เคยบันทึกไว้ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีที่แล้ว ส่วนเวลาที่ตาลีบันหยุดยิงนั้นตั้งแต่ปี 2544 เป็นต้นมา เกิดขึ้นในปี 2561 ในช่วงสามวันแรกของวันอีดสิ้นสุดเดือนรอมฎอน ทำให้เห็นภาพชาวอัฟกันแบ่งปันไอศกรีมกับนักรบตาลีบัน และถ่ายเซลฟี่กับชาวบ้าน แต่หลังจากนั้นความรุนแรงก็กลับมาอีก
        
แวนด้า เฟลบับ-บราวน์ นักวิจัยอาวุโสของสถาบันบรุคกิ้งบอกว่า หลายฝ่ายในสงครามอัฟกานิสถานคงจะมีความสุขถ้าได้เห็นการลดความรุนแรงนั้นล้มเหลว เช่นรัฐบาลอัฟกานิสถานนั้นโดยส่วนลึกไม่มีความสุขเกี่ยวกับช่องทางการทำข้อตกลงระหว่างสหรัฐกับตาลีบัน ซึ่งควรจะมาคุยกับรัฐบาลอัฟกานิสถานด้วย และอยากเห็นตาลีบันมีส่วนจัดสรรอำนาจด้วย.

.....................................................
เลนซ์ซูม

 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 20