อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 31 มีนาคม 2563
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 31 มีนาคม 2563

ปม "สินเชื่อเงินทอนทหาร" สะเทือน "ธุรกิจลายพราง" 

ช่วงที่ผ่านมาเกิดโศกนาฎกรรม ที่คนทั้งประเทศต้องจดจำ เมื่อเกิดเหตุการณ์การกราดยิงของจ่าทหารคลั่งที่ถูก “นาย” เอารัดเอาเปรียบจากโครงการสวัสดิการเงินกู้ ซึ่งเป็นที่มาของ “สินเชื่อเงินทอน”  พฤหัสบดีที่ 20 กุมภาพันธ์ 2563 เวลา 08.00 น.


เหตุการณ์กราดยิงประชาชนอาวุธสงครามใน “ห้างเทอมินอล21กลางเมืองโคราชของจ่าทหารคลั่ง” กลายเป็นโศกนาฏกรรม ครั้งประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย จนส่งผลให้คู่กรณีเสียชีวิต 2 ศพและประชาชนผู้บริสุทธิ์ต้องสังเวยชีวิตอีก 27 ศพ มีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 58 ราย จนกลายเป็นข่าวดังไปทั่วโลก

ต้นเหตุโศกนาฏกรรมครั้งนี้ มาจากการใช้อำนาจของนายทหารชั้นผู้ใหญ่ที่ทำมาหากินกับ “โครงการสวัสดิการเงินกู้” สำหรับซื้อที่ดินเพื่อปลูกสร้างบ้านพักอาศัยให้ทหารชั้นผู้น้อย อันเป็นที่มาของ “สินเชื่อเงินทอน” ปมสังหารหมู่ครั้งนี้ 



อย่างที่ทราบผู้ที่เข้ามาหากินกับโครงการนี้ก็คือ นายทหารชั้นผู้ใหญ่ ซึ่งบางรายใช้ภรรยาหรือญาติเป็น “ตัวแทน” ทำหน้าที่นายหน้าประสานระหว่างเจ้าของที่ดินหรือเจ้าของโครงการหมู่บ้านจัดสรรกับนายทหารชั้นผู้น้อยที่เป็นผู้ซื้อบ้าน นอกจากนี้ อาจจะมีทหารชั้นผู้น้อยบางคนมาช่วยเดินนายหน้าให้นายอีกด้วย

สำหรับทหารชั้นผู้น้อยที่จะซื้อบ้านจะทำเอกสารสัญญากู้ภายใต้ โครงการสวัสดิการเงินกู้ ของกองทัพ และมี “นาย” ซึ่งเป็นทหารชั้นผู้ใหญ่ช่วยอำนวยความสะดวกในการกู้เงิน

ส่วนใหญ่วงเงินที่กู้ได้มักจะสูงกว่าราคาบ้านจึงมี  "เงินส่วนต่าง"  ที่เรียกว่า “สินเชื่อเงินทอน”ที่ทหารชั้นผู้น้อยสามารถเก็บไว้ใช้จ่ายอื่นๆ 



แต่ท้ายที่สุดกรรมก็ไปตกอยู่กับทหารชั้นผู้น้อยเหล่านี้ เวลาเงินเดือนออกจะถูกหักชำระเงินกู้ทำให้ชักหน้าไม่ถึงหลังเงินเดือนไม่พอใช้ บางทีโชคร้ายถูกนายหน้าโกง จ่ายเงินส่วนต่างหรือเงินทอนไม่ครบดังกรณีของ “จ่าคลั่ง” ที่โคราช

ผลพวงของเหตุการณ์สะเทือนขวัญ สร้างผลสะเทือนอย่างใหญ่หลวง ทำให้ “บิ๊กแดง”พลเอก อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก ต้องประกาศทลายขุมทรัพย์นายพลด้วยการล้างบาง “ธุรกิจสีเทา”ในค่ายทหาร “ ทุบหม้อข้าว นายพลทั้งในราชการและนายพลเกษียณ ซึ่งรายได้จากธุรกิจสีเทานี้เป็นเงินนอกงบประมาณที่ไม่ต้องส่งเข้าคลัง แต่เข้ากระเป๋า “นายพลเกษียณ” ที่ทำมาหากินธุรกิจสีเทาทั้งหลายแทน

เริ่มจาก “บ้านหลวง” ที่ “นายพลเกษียณ”ใช้เป็นบ้านพักอาศัยครั้งยังรับราชการในกองทัพ แม้จะ “เกษียณอายุราชการ” ไปแล้วแต่ก็ยังอาศัยอยู่ไม่ยอมย้ายไปไหนนายพลบางคนถึงขั้นสร้างบ้านพักราคาหลายสิบล้านในที่ดินของทหารเรียกว่า อยู่กันจนชั่วลูกชั่วหลานกันเลยทีเดียว

นอกจากนี้ ธุรกิจสัมปทานกับเอกชนอันเป็น “ขุมทรัพย์” มหาศาลทั้งสนามมวย-สนามกอล์ฟ-สโมสรฟุตบอล อาทิ สนามมวยลุมพินี ส่วนสโมสรฟุตบอล อาร์มี่ยูไนเต็ด ที่ ประกาศ “ยุบทีม” ไปแล้ว สนามกอล์ฟ ศูนย์พัฒนากีฬากองทัพบก รามอินทรา (ทบ.) และศูนย์พัฒนากีฬากองทัพบกสวนสนประดิพัทธ์ รวมถึงที่ดินที่เป็นทั้งกรรมสิทธิ์และครอบครองของกองทัพบกกว่า 5 ล้านไร่ ที่เป็นที่ดินว่างเปล่า-ที่ดินราชพัสดุ



ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมากองทัพบก ก็ได้มีการลงนามเอ็มโอยูเพื่อพัฒนาที่ดินเชิงพาณิชย์ กับกระทรวงการคลัง เนื้อที่ 1ล้านไร่ เริ่มตั้งแต่พื้นที่ของโรงแรมสวนสนประดิพัทธ์ โดยเปิดให้เอกชนเข้ามาดำเนินการ เพื่อนำเงินส่งเข้ากระทรวงการคลังและแบ่งสัดส่วนเพื่อนำเข้ากองทุนสวัสดิการของกองทัพต่อไป

เหนือสิ่งใดยังได้ส่งคืนกรมธนารักษ์ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติ อาทิ ที่ดินในท้องที่ตำบลเขาพระงาม อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี เนื้อที่ 45-1-34 ไร่ จากเนื้อที่ทั้งหมดที่ศูนย์การทหารปืนใหญ่ส่งคืน 86,413-0-33ไร่ ที่ดินในท้องที่แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร จำนวน 8 แปลง 1,340-1-61.6 ไร่ ส่งคืนโดยกรมทหารราบที่11 รักษาพระองค์ในท้องที่แขวงถนนนครไชยศรี เขตดุสิต และแขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร จำนวน484-3-21 ไร่ ส่งคืนโดยมณฑลทหารบกที่ 11

ขณะที่คลื่นความถี่วิทยุ-โทรทัศน์กระจายเสียงทั้งสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก หรือ ททบ.5สถานีวิทยุในเครือกองทัพบก 126 สถานีทั่วประเทศ โดยมีทั้งเครือความถี่ที่กองทัพบกดำเนินกิจการเองและให้สัมปทานเอกชน “เช่าช่วงต่อ”นั้นจะต้องจับตาดูต่อไปว่าจะเข้ามาจัดการอย่างไร 

อย่างน้อยๆเหตุการณ์ที่เศร้าสลดครั้งนี้ได้ทำให้กองทัพบกเข้ามาจัดการกวาดขยะใต้พรมที่หมักหมมมานานแต่จะต้องดูว่า “บิ๊กแดง” นั้น จะจัดการกับภารกิจที่ท้าทายนี้ได้หรือไม่สำเร็จมากน้อยแค่ไหน.

................................................
คอลัมน์ : เศรษฐศาสตร์ข้างทาง
โดย “ทวี มีเงิน”
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 102