อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 31 มีนาคม 2563
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 31 มีนาคม 2563

ต่างชาติในอู่ฮั่น

ต้องติดอยู่ในศูนย์กลางการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือ โควิด-19 ในเมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย์ทางตอนกลางของประเทศจีนและยังถูกตัดขาดจากโลกภายนอก นั่นคือชาวต่างชาติที่ยังต้องหาทางยื้อชีวิตต่อไปให้ได้ในสภาพความหวาดกลัว อังคารที่ 18 กุมภาพันธ์ 2563 เวลา 07.30 น.


   ต้องติดอยู่ในศูนย์กลางการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือ โควิด-19 ในเมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย์ทางตอนกลางของประเทศจีนและยังถูกตัดขาดจากโลกภายนอก นั่นคือชาวต่างชาติที่ยังต้องหาทางยื้อชีวิตต่อไปให้ได้ในสภาพความหวาดกลัว เพราะถ้าติดเชื้อแล้วโอกาสที่จะเสียชีวิตมีสูงเนื่องจากยังไม่มีวัคซีนมารักษาหรือป้องกันไวรัสมรณะนี้ได้เลย
       
  ไวรัสโควิด-19 คร่าชีวิตผู้คนไปแล้วมากมายและยังทำให้เมืองศูนย์กลางการแพร่ระบาดอย่างอู่ฮั่นต้องถูกปิดเมือง เพราะทาง  การต้องกักกันโรคเพื่อดูอาการ ขณะที่ยังมีชาวต่างชาติอีกหลายพันคนในเมืองนี้ เช่น กัวรับ     โภคห์เรล นักศึกษาระดับปริญญาเอกจากเนปาลที่มาศึกษาอยู่ที่อู่ฮั่น ซึ่งเขาก็คือหนึ่งในสองร้อยคนของชาวเนปาลที่ยังไม่ได้อพยพออกไป เขาบอกว่าอยากกลับบ้านมากเพราะคงมีชีวิตอยู่ ต่อไปไม่ไหวแล้ว เพราะอาหารก็เหลือน้อยเต็มที นักศึกษาต่างชาติต้องไปแย่งกับคนท้องถิ่นเพราะมีร้านค้าเปิดอยู่ไม่กี่แห่งเท่านั้น
      
    ถ้านับถึงวันจันทร์ที่ 10 ก.พ.ที่ผ่านมา มีคนต่างชาติทั้งหมด 27 คน ติดเชื้อไวรัสอยู่ในประเทศจีน ในจำนวนนี้ 22 คน ถูกกักกันโรคไว้แล้ว และอีก 2 คน เสียชีวิตแล้ว เป็นชายชาวอเมริกันและชาวญี่ปุ่น
      
     ชาวต่างชาติหลายคนสามารถอพยพออกจากอู่ฮั่นได้ เพราะรัฐบาลของประเทศพวกเขาได้เช่าเหมาลำเครื่องบินเพื่อรับพวกเขากลับไป แต่หลายรายก็ไม่ได้โชคดีหรือบางรายอาจใจกล้าขออยู่ต่อ แต่พวกเขาก็ต้องหาทางปรับตัวเพื่อมีชีวิตต่อไปให้ได้หรือยังคงหาทางกลับให้ได้
       
     พวกเขาบอกกับเอเอฟพีว่า ชะตากรรมของพวกเขาฝากไว้กับโทรศัพท์ อีเมล ข้อความสื่อสารและโซเชียลมีเดีย เช่น รูเกีย ไชยก์ นักวิจัยใช้ทุนชาวปากีสถานซึ่งยังติดอยู่ที่มหาวิทยาลัยเศรษฐศาสตร์และนิติศาสตร์   จงหนานในเมืองอู่ฮั่นบอกว่า นักศึกษาส่วนใหญ่ของมหาวิทยาลัยเก็บตัวอยู่แต่ในหอพักและดูทีวี ทางมหาวิทยาลัยได้จัดสรรสิ่งของอุปโภคบริโภคให้แก่นักศึกษา แต่ข้าวของเครื่องใช้ราคาสูงขึ้นเป็นสองเท่า พวกเขาต้องทนกินอาหารแบบเดิม ๆ ทั้งข้าวต้มและผักซ้ำแล้วซ้ำเล่า กิจกรรมร่างกายอย่างเดียวที่ทำได้คือเดินไปมาบนระเบียงหอพัก และนั่นก็ทำให้เสี่ยงที่จะติดเชื้อได้ สัปดาห์ก่อนเธอไปที่ห้างวอลมาร์ท ซึ่งเป็นครั้งแรกที่เธอได้ออกไปข้างนอก แต่มันน่ากลัวมาก เมื่อกลับมาแล้วก็ต้องมานับวันว่า จะติดเชื้อไวรัสหรือไม่
     
     เธอบอกอีกว่า ชาวปากีสถานหลายคนอยากกลับบ้านแล้ว แต่ก็ยังไม่รู้ว่าทางการจะทำอย่างไรกับพวกเขาหากได้กลับไปถึงบ้าน เพราะมีบางคนได้กลับบ้านไปแล้วและส่งข่าวมาว่า เจ้าหน้าที่ปฏิบัติตัวไม่ดีเลยกับคนที่มาจากอู่ฮั่น
       
     ทางการปากีสถานบอกว่ายังมีอีกราว 500 คน ที่ยังติดอยู่ในอู่ฮั่นและก็ยังไม่มีแผนอพยพใด ๆ นอกจากนั้นปากีสถานก็ยังไม่เหมือนประเทศอื่น ๆ ตรงที่ยังคงมีเที่ยวบินบินไปมาระหว่างปากีสถานกับเมืองในประเทศจีน อย่างไรก็ตามกระทรวงสาธารณสุขได้ให้หลักประกันเรื่องการคัดกรองผู้โดยสารที่เดินทางเข้ามาในปากีสถาน
    
       นอกจากนั้นแล้วก็ยังมีเยเมนอีกหนึ่งประเทศที่ยังไม่มีแผนการอพยพใด ๆ เพื่อนำชาวเยเมน 115 คน ออกมาจากเมืองอู่ฮั่น โดยฟาฮัด อัล-ทาวิลิ ชาวเยเมนวัย 31 ปี ซึ่งถูกกักกันโรคอยู่ที่มหาวิทยาลัยธรณีศาสตร์ของจีนบอกว่า สภาพหดหู่มาก เพราะใครต่อใครก็ได้อพยพออกไปแล้ว ยกเว้นพวกเขา แล้วก็ยังมีชาวซูดานด้วย ตอนที่ได้รับอนุญาตให้ออกไปข้างนอก มีร้านค้าเปิดอยู่ไม่กี่ร้านเท่านั้นแล้วคนก็แน่นมาก ต้องเข้าคิวรอเพื่อซื้อของและของก็หายากด้วย ทั้งนี้ รัฐบาลเยเมนทำเป็นหูทวนลมไม่ได้สนใจเรื่องนำคนกลับประเทศและเงินช่วยเหลือสำหรับนักศึกษาทุนก็ไม่ได้ส่งไปให้
      
       นักศึกษาเยเมนอีกคนวัย 23 ปีเรียน   อยู่ที่มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีหัวจง บอกว่า นักศึกษาอยู่กันอย่างหวาดผวาว่าจะติดเชื้อ
        
      เมื่อสองสัปดาห์ก่อน บังกลาเทศได้อพยพไป 312 คน ส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาและมีแผนที่จะอพยพชุดที่สองอีก 171 คน แต่นักบินของสายการบินพิมานสายการบินแห่งชาติของบังกลาเทศปฏิเสธไม่ยอมบิน เพราะเกรงว่าจะติดเชื้อไวรัส รัฐบาลบังกลาเทศจึงต้องหาเครื่องบินเช่าเหมาลำของจีนแทน แต่ก็ยังไม่ประสบผลสำเร็จ
       
       ส่วนฝรั่งเศสยังเหลือคนอีกราว 30-50 คน หลังอพยพออกไปแล้วหลายร้อยคนโดยใช้เที่ยวบินถึงสามเที่ยว.

.............................................
เลนซ์ซูม



 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    94%
  • ไม่เห็นด้วย
    6%

บอกต่อ : 97