อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2563
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2563

ละความไม่รู้! เป็นหนทางสู่'ประชาธิปไตย'ที่กินได้

สัปดาห์นี้ไกับคำถามที่ว่า “พระพุทธศาสนาจะเป็นประโยชน์อย่างไรต่อการแก้ปัญหาความขัดแย้งในสังคมเพื่อจะได้มีสันติสุขเกิดขึ้น” พฤหัสบดีที่ 23 มกราคม 2563 เวลา 10.00 น.


ในห้วงเวลากว่า 1 ทศวรรษที่่ผ่านมา ประเทศไทยต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์​ทางการเมืองอย่างร้ายแรงซึ่งหาทางออกไม่ได้ ผลที่เกิดขึ้นตามมาจึงมีการผ่าทางตัน ซึ่งมีการก่อรัฐประหารมาแล้วถึง 2 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ครั้งที่สองเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557

ปัจจุบันประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตย​อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หลังการออกเสียงลงประชามติเพื่อให้ความเห็นชอบรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2559 ด้วยคะแนนเห็นชอบ 16.8 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 61.35 ของประชาชนที่ออกมาใช้สิทธิลงประชามติ ต่อมามีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร​เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2562 จึงมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทำหน้าที่บริหารประเทศอยู่ในขณะนี้ ซึ่งมีความชอบธรรมตามครรลองของการปกครองระบอบประชาธิปไตย



สภาพการณ์ของรัฐบาลในขณะนี้กำลังเผชิญกับปัญหาที่รุมเร้ารอบด้าน ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดจากทั้งปัจจัยภายนอกประเทศและปัจจัยภายในประเทศมีผลกระทบในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมืองและความมั่นคง กล่าวคือ ด้านเศรษฐกิจ ประเทศไทยได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัวมาเป็นเวลาหลายปีต่อเนื่อง อีกทั้งยังเกิดวิกฤติสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน ในขณะที่ประชาชนไม่มีกำลังซื้อเพราะไม่มีเงินออมและมีหนี้สินล้นพ้นตัว ด้านสังคม ประเทศไทยมีความเหลื่อมล้ำทางสังคม ในขณะนี้กำลังเผชิญกับปัญหาภาวะการขาดแคลนน้ำอย่างรุนแรงทั่วประเทศในรอบหลายสิบปี ปัญหาหมอกควันไฟ ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก ปัญหายาเสพติดระบาดในวงกว้าง ด้านการเมือง พรรคร่วมรัฐบาลมีเสียงสนับสนุนในสภาผู้แทนราษฏรเกินกึ่งหนึ่งเพียงเล็กน้อย พรรคร่วมฝ่ายค้านมีกลยุทธ์ต่างๆ นานาอย่างมีเล่ห์เหลี่ยมและชั้นเชิง เพื่อทำลายภาพลักษณ์และลดความน่าเชื่อถือ​ของรัฐบาล ด้านความมั่นคง พรรคการเมืองฝ่ายค้านบางพรรคมีแนวคิดที่เป็นอันตรายต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคมของประเทศไทยซึ่งประกอบด้วยชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

เป็นที่ทราบกันดีว่าการเมืองเป็นเรื่องของการแสวงหาอำนาจและผลประโยชน์ซึ่งไม่เข้าใครออกใคร แม้ว่าประเทศที่เจริญแล้วก็ยังมีปัญหาทางการเมืองไม่หยุดหย่อน ดีแต่ว่ามีกลไกลทำหน้าที่ตรวจสอบและถ่วงดุล (check and balance) ที่เข้มแข็งและมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้แล้วสื่อมวลชนทำหน้าที่ของตนอย่างมีความรับผิดชอบและจรรยาบรรณ ส่วนประชาชนทำหน้าที่เฝ้าติดตามด้านการเมืองอย่างสม่ำเสมอ​ อีกทั้งนักการเมืองเป็น “ผู้มีการศึกษา” (well educated person) มีมารยาททางการเมือง สำหรับประเทศไทยจะหานักการเมืองที่มีอุดมการณ์และมีความจริงใจอาสาเข้ามาทำงานรับใช้ประเทศชาติน้อยมาก ซึ่งส่วนใหญ่แล้วล้วนแต่หวังในลาภ ยศ สรรเสริญ สุข อย่างไม่ละอายชั่วกลัวบาป เห็นประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้องมากกว่าประโยชน์ส่วนรวม



การสนทนาธรรมของมูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศานาเมื่อกว่า 20 ปีที่แล้วมีผู้ตั้งคำถามกับอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ “พระพุทธศาสนาจะเป็นประโยชน์อย่างไรต่อการแก้ปัญหาความขัดแย้งในสังคมเพื่อจะได้มีสันติสุขเกิดขึ้น” “อาจารย์สุจินต์” ได้แสดงทัศนะตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนาดังนี้

“….ก่อนอื่นต้องทราบว่าประโยชน์มี 2 อย่างคือ ประโยชน์ส่วนตัวนกับประโยชน์ส่วนรวม ถ้าเราคิดเพียงประโยชน์ส่วนตนต่างคนต่างก็ต้องการประโยชน์แล้วจะเป็นประโยชน์ส่วนรวมได้อย่างไร เพราะฉะนั้นประโยชน์กับประโยชน์ส่วนรวมต้องสอดคล้องกันคือประโยชน์ส่วนเราต้องเกี่ยวข้องกับประโยชน์ของคนอื่นด้วยไม่ใช่ว่าเราได้ประโยชน์แต่คนอื่นเสียประโยชน์ แล้วประโยชน์ส่วนรวม เราได้ประโยชน์อยู่คนเดียว เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ประโยชน์ส่วนรวมมาจากประโยชน์ส่วนตัวของแต่ละคน เพราะแต่ละคนได้รับประโยชน์ส่วนตัวหมดทุกคน ก็ทำให้ส่วนรวมได้รับประโยชน์นั้นด้วย ถ้าประโยชน์ส่วนตัวเป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ฉะนั้นต้องเข้าใจว่าประโยชน์ส่วนตัวทำให้ส่วนรวมได้ประโยชน์นั้นหรือเปล่า หรือว่าประโยชน์ส่วนตัวไม่เป็นประโยชน์แก่ส่วนรวม อันนี้ก็ไม่มีทางสำเร็จได้ แต่ถ้าประโยชน์ส่วนตัวเป็นประโยชน์แก่ส่วนรวมด้วย ต่างคนต่างช่วยกันทำให้ได้ทั้งประโยชน์รวมและประโยชน์ส่วนตัว ซึ่งจะได้ประโยชน์ทั้ง 2อย่าง

ก่อนจะถึงขั้นนี้ได้ก็ต้องมีปัญหาขัดแย้งกัน คนเราคิดไม่เหมือนกัน จึงต้องเริ่มด้วยมีความจริงใจต่อประโยชน์ส่วนรวมโดยต้องรับฟังความเห็นของคนอื่น ไม่ใช่มีแต่ความเห็นของตนเท่านั้น เพื่อประโยชน์ส่วนรวมจริงๆ ถ้าเราต้องการประโยชน์ส่วนรวมแต่เราไม่ฟังความเห็นของคนอื่นเลย โดยเราคิดว่าถูกต้องแล้ว คนอื่นก็มีความคิดเหมือนกัน โดยต่างคนก็ต้องการให้เกิดประโยชน์กับส่วนรวม ถ้าเรานึกถึงประโยชน์ส่วนรวมแล้วรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น เพื่อจะได้สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับส่วนรวม อันนั้นจะเป็นประโยชน์มาก



ถ้าทุกคนคิดว่าเราต้องชนะหรือเราต้องถูก อันนั้นผิดเพราะเหตุว่าชนะจริงๆ ต้องชนะด้วยเหตุผล และประโยชน์ของส่วนรวม หากเราอยากจะชนะใครสักคนหนึ่ง ทั้งๆ ที่สิ่งที่ไม่ดีเลย แล้วเราก็ชนะได้จริงๆ พระธรรมได้สอนว่าไม่ชนะจริง ถ้าเป็นไปด้วยความโกรธ ถ้าเป็นไปด้วยความเห็นแก่ตัวเราไม่ได้ชนะใครเลย เราแพ้กิเลสของเราเอง ความเห็นแก่ตัวของเราจะไม่หยุดเพียงแค่นั้นจะมีความเห็นแก่ตัวเพิ่มขึ้นๆ จะมีความต้องการเพิ่มขึ้น แต่ถ้าเราเป็นผู้แพ้ต่อเหตุผลไม่มีใครชนะเป็นตัวตนเหตุผลเป็นสิ่งสำคัญและเป็นสิ่งที่ทุกคนควรจะยอมแพ้ ถ้าเป็นเหตุผลที่ถูกต้อง หัดให้เราเป็นผู้มีเหตุผลมากขึ้น แทนที่จะเป็นผู้ต้องการชนะโดยไม่มีเหตุผล

พระธรรมจะสอนให้เราแก้ที่ตัวเอง แล้วจะรู้ว่าความสุขของเราอยู่ที่ตัวเรา บางทีเราอาจคิดว่าเราจะแก้คนอื่น แล้วเราพอใจ แต่ในขณะเดียวกันความกระหยิ่ม ความสำคัญตน ความทะนงตน จะเพิ่มขึ้นจนกระทั่งในที่สุดเราไม่ยอมแพ้ใครเลย ขณะนั้นเราจะเป็นทุกข์มาก เพราะเหตุว่าไม่มีทางที่เราจะเป็นคนชนะตลอดกาล”
……………………...
คอลัมน์ : ว่ายทวนน้ำ
โดย “ทวีศักดิ์ อุ่นจิตติกุล”


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%