อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 3 กรกฎาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 3 กรกฎาคม 2563

มุมมองพระสงฆ์กับการเมือง ว่าด้วยร่างพรบ.ส่งเสริมพุทธ

สัปดาห์นี้ไปดูมุมมองของพระสงฆ์กับการเมือง ว่าด้วยร่าง พรบ.ส่งเสริมพระพุทธศาสนาแห่งชาติ จะเป็นอย่างไร พุธที่ 15 มกราคม 2563 เวลา 11.00 น.


ผมอ่านคำชี้แจงของเจ้าคุณประสาร กรณีที่ร่วมกับ ดร.นิยม เวชชกามา พรรคเพื่อไทย ยื่นร่าง พ.ร.บ.อุปถัมภ์และส่งเสริมพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ด้วยเหตุผล 5 เหตุผลแล้ว ท่ามกลางสังคมชาวพุทธที่ไม่ยอมรับซึ่งกันและกันแบบนี้แล้ว “น่าเห็นใจเจ้าคุณประสาร”

ชาวพุทธเราก็แบบนี้ บางคนตั้งตัวเป็นนักวิชาการ “พูดเก่ง เขียนเก่ง” ไม่เคยบวชเรียนมาก่อน แต่อาศัยอ่านพระไตรปิกฎท่องจำมาแล้ว ทะลึ่งอยากสอนสังฆราช



ชาวพุทธบางคนผ่านมาบวชเรียนมา แต่สมัยเป็นพระสงฆ์เข้ากับใครก็ไม่ได้ สึกขาลาเพศออกมา เป็นนักวิชาการ ตั้งตัวเป็นนักคิดนักเขียน แต่เข้าสังคมสงฆ์ เข้ากับสถาบันการศึกษาสงฆ์ “ไม่ได้” จึงตั้งตัวเป็น “กบฏผ้าเหลือง” คณะสงฆ์จะคิดจะทำอะไร “มองลบ” ตลอด

พระผู้ใหญ่บางรูป รอให้คนตัก “รอฉัน” อย่างเดียว จะทำอะไรก็ทำไป แต่อย่ามากระทบอาตมา อย่ามาอ้างชื่อฉัน ประเภท “ลอยตัว” รอฉัน เก็บซอง ไว้ดูเล่นก่อนจำวัด มีความสุขกับการเก็บเงิน มีความสุขกับมีคนวิ่งเข้าหา ให้แต่ละวันหลอนหลอกตัวเองว่า “ฉันคือ พระแท้ พระดี” หลงลืมสติว่า “ฉันมาจากบ้านนอกคอกนา” มีกิน มีใช้ มีเงินเก็บทุกวันนี้ “เพราะผ้าเหลือง”

พระบางรูปตั้งตัว “ประจบผู้มีอำนาจ” ประจบคฤหัสถ์ คอยคาย “เรื่องภายในคณะสงฆ์” เพื่อตำแหน่ง เพื่ออำนาจ “ยอมทรยศ” ต่อเพื่อน แบบนี้ก็ได้ยินมาแว่วๆ ว่า วงการผ้าเหลืองก็เคยมี

พระผู้ใหญ่บางรูป สนับสนุน แต่ขอเป็น “อีแอบ” ออกหน้าไม่ได้ เพราะกลัวกระทบต่อตำแหน่งและสมณศักดิ์ ประเภทแบบนี้มีน้อยราย แต่ก็ “น่ายกย่อง”





แต่ก็มีพระผู้ใหญ่จำนวนไม่น้อย มีพระภิกษุรุ่นใหม่จำนวนมาก “สนับสนุน” สิ่งที่เจ้าคุณประสารทำ เพราะสิ่งเหล่านี้คือ การป้องกัน การยับยั้ง “ภัยศาสนา” และนำไปสู่ความยั่งยืน ความมั่นคงของพระพุทธศาสนา ในประเทศไทย อย่างไม่ต้องสงสัย...อันนี้ถือว่า “คนเห็นภัย” จัดอยู่ประเภทดอกบัวเหนือน้ำ

คำว่า “พระสงฆ์ ห้ามยุ่งการเมือง” หากพระภิกษุที่รักชาติ รักศาสนา รักษาคณะสงฆ์ อย่างเจ้าคุณประสาร ยอมลำบาก ยอมถูกวิจารณ์ ถูกต่อว่าในขณะที่ “ห่มผ้าเหลือง” พระสงฆ์ในเมืองไทยมีสักกี่รูป ที่ยอม “เสียละตัวเอง” เพื่อประโยชน์ ต่อส่วนรวม เพื่อประโยชน์ต่อคณะสงฆ์ และเพื่อประโยชน์ต่อ “พระพุทธศาสนา” แบบนี้

คำว่า “พระสงฆ์ ห้ามยุ่งการเมือง” เป็นวาทะกรรมสำหรับ “ความคิดคนตกยุค” หากพระสงฆ์ห้ามยุ่งกับการเมืองจริงๆ พระสงฆ์พม่า พระสงฆ์ศรีลังกา พระสงฆ์กัมพูชา ซึ่งแม่น “เรื่องพระธรรมวินัย” ทำไมจึงเป็นที่ปรึกษารัฐบาล เป็นที่ปรึกษาผู้นำทางทหารได้ อย่างประเทศศรีลังกา มีพระภิกษุ ชื่อว่า พระรตนภิกขุ พระสงฆ์นิกายสยามวงศ์ เป็นสมาชิกผู้แทนราษฎรสภาศรีลังกา มีบทบาทมากในสภา ท่านอภิปรายต่อต้านคัดค้านการนำสารเคมีมาใช้ในภาคเกษตรกรรมซึ่งจะต้องต่อสู้กับนักการเมือง-พ่อค้านายทุนต่างชาติ และท่านซาบซึ้งในหลักเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวองค์รัชกาลที่ 9 ท่านก็ได้ดำเนินรอยตามเหมือนพระเจ้าอยู่หัวของพวกเรา



มีคนถามพระคุณเจ้าว่าทำไมพระศรีลังกาเป็นนักการเมือง เป็น ส.ส.ได้ ท่านบอกว่า “เราไม่ต้องการอำนาจ ขอเป็นเพียงระฆังเตือนสติ เป็นก้างที่จะคอยขวางคอ มิให้อาหาร แห่งกิเลส ตัณหา และความโลภ ได้ไหลผ่านสู่กระเพาะอาหารของสังคมที่เต็มไปด้วยกิเลสได้โดยง่าย"

เมื่อผมอ่านร่าง พ.ร.บ.อุปถัมภ์และส่งเสริมพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ซึ่งมีทั้งหมด 7 หมวด 52 มาตรา แม้จะไม่เห็นด้วยบางมาตรา แต่ก็เป็น “จุดเริ่มต้น” ในการอุปถัมภ์และส่งเสริมพระพุทธศาสนา ซึ่งคงต้องผ่านด่านอีกหลายด่าน เช่น นายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี ซึ่งคาดว่า คณะรัฐมนตรีคงส่งเรื่องไปยังมหาเถรสมาคมให้พิจารณา หากผ่านด่านหินเหล่านี้ได้...ก็คงไปแก้ไข ปรับปรุง สู้กันในสภาผู้แทนราษฏรตอนไป





มีบางคนอาจจะถามว่า จะทับซ้อนกับบทบาทสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ จะทับซ้อนกับกรมการศาสนาหรือไม่ ผมคิดว่า “ไม่ทับซ้อน” แต่ บทบาทสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ อาจถูกลดบทบาทลงในบางภารกิจ

เป็นเอาว่า “ผมให้กำลังใจเจ้าคุณประสาร” เพราะผมเชื่อว่าหากคุณไม่ยุ่งกับการเมือง การเมืองก็จะมายุ่งกับคุณ การที่เจ้าคุณประสารเดินหน้าออกกฎหมายฉบับนี้ เสมือนเป็นเกราะป้องกันภัยศาสนา เสมือนเป็นการ์ดให้ชาวพุทธเมืองไทย และทั้งเพื่อเป็นบันไดพัฒนาพระพุทธศาสนาในประเทศไทยให้ยั่งยืนและมั่นคง.
...................................
คอลัมน์ : ริ้วผ้าเหลือง
โดย “เปรียญ10” : riwpaalueng@gmail.com


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    70%
  • ไม่เห็นด้วย
    30%

บอกต่อ : 300