อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 6 เมษายน 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 6 เมษายน 2563

จากคิมจียองถึงลัดดาแลนด์ ต่างถูกกดในกรอบเพศสภาพ

สัปดาห์นี้ว่าด้วยหนัง “คิมจียอง” กับ “ลัดดาแลนด์” สะท้อนกฎของเพศสภาพต้องปรับเปลี่ยนยืดหยุ่นได้ เพื่อความเท่าเทียมและสลายความทุกข์จากกรอบที่กดทับ พฤหัสบดีที่ 9 มกราคม 2563 เวลา 12.00 น.


เมื่อเร็วๆ นี้มีหนังเรื่อง “คิมจียอง เกิดปี 1982” ออกฉาย ซึ่งสร้างจากนิยายที่ดังมากของเกาหลีใต้ มีข่าวว่า เกิดปรากฏการณ์ที่คู่รักบางคู่ดูหนังจบถึงกับไปหย่ากันเลยทีเดียว เพราะรู้สึกถึงความกดดันที่ผู้หญิงจะต้องได้รับจากสังคม จากการเป็นแม่แล้ว ยังต้องถูกปฏิบัติแบบสองมาตรฐานอีกเมื่อเทียบกับผู้ชาย ในสังคมปิตาธิปไตยหรือชายเป็นใหญ่ ดังนั้น อยากออกมาเป็นอิสระจากกฎเกณฑ์ของสังคมที่กดทับอยู่

ปัญหาที่สะท้อนออกมาในภาพยนตร์เรื่อง “คิมจียอง เกิดปี1982” คือปัญหาเรื่อง “เพศสภาพ” (gender) ซึ่งหมายถึงบรรทัดฐานหรือกฎเกณฑ์ที่สังคมวางไว้ว่า เพศนั้นๆ ควรต้องแสดงบทบาทอย่างไร มีหน้าที่อะไร เช่น ผู้ชายควรแต่งตัวอย่างไร ผู้หญิงควรแต่งตัวอย่างไร เมื่อเป็นครอบครัว หน้าที่ของผู้ชายคือเป็นผู้นำ หาเลี้ยงครอบครัว ผู้หญิงเป็นแม่บ้านที่คอยดูแลผู้ชายที่กลับจากที่ทำงาน เลี้ยงลูก ดูแลลูก ทำงานบ้าน

ซึ่งในการศึกษาสตรีนิยมยุคใหม่ นักสตรีนิยมซีโมน เดอ โบวัวร์ พูดถึงเรื่องเพศสภาพว่า “ผู้หญิงไม่ได้เกิดมาเป็นผู้หญิง แต่ถูกทำให้เป็นผู้หญิง” นั่นคือกฎของสังคมกำหนดให้ผู้หญิงต้องมีบทบาทอย่างไร ความคิดเรื่องบทบาทนี้ฝังหัวในหลายวัฒนธรรม อย่างของไทย ก็มี “สุภาษิตสอนหญิง” ของสุนทรภู่ ที่เขียนเป็นกลอนร่ายยาวถึงลักษณะของ “กุลสตรีที่ดี” จนมายุคโพสต์โมเดิร์น ผู้หญิงหลายๆ คนเริ่มมองว่า กรอบที่วางไว้มันไม่ได้เป็นธรรม



ผู้หญิงมีศักยภาพมากในการทำอะไรมากกว่าการเป็นแม่บ้าน แต่ในสังคมปิตาธิปไตยบทบาทถูกจำกัดไปมาก อย่างที่เราจะเห็นว่า ผู้หญิงที่ได้ขึ้นตำแหน่งบริหารระดับสูงเองก็มีสัดส่วนน้อยมากเมื่อเทียบกับชาย หรือกระทั่งในรัฐสภา ส.ส., ส.ว.ที่เป็นผู้หญิงเองก็มีสัดส่วนน้อย ผู้หญิงที่แสดงบทบาท “หัวก้าวหน้า” มาก ก็มักจะได้รับแรงเสียดทานมากกว่าผู้ชาย เพราะมันผิดขนบที่ผู้หญิงควรจะเป็น “ช้างเท้าหลัง”

การถูกกดทับ ถูกสังคมกำหนดบทบาท หรือลดทอนความสำคัญ ทำให้ผู้หญิงมีความทุกข์แบบที่เรียกว่า “problem with no name” คือรู้สึกเป็นทุกข์ แต่ไม่รู้ว่าทุกข์เพราะอะไร เพราะกรอบที่ตีปิดกั้นผู้หญิงอยู่มันทำงานไปถึงระดับจิตไร้สำนึก คือผู้หญิงเองยอมรับว่าเป็น “ความจริง” โดยดุษฎีไปแล้วในสิ่งที่ถูกกำหนดบทบาทไว้ สมัยก่อนผู้หญิงที่มีความทุกข์มาก ทำให้เกิดอาการทางจิตที่เรียกว่า hysteria (ซึ่งคนไปเข้าใจผิดว่า คือ โรคขาดผู้ชายไม่ได้ โรคนั้นคือ nymphomania)

ตัวคิมจียองในเรื่องเองเป็นผู้หญิงที่เกิดมาในสังคมที่ชายเป็นใหญ่ เป็นลูกสาวคนกลาง อยู่บ้านย่าก็เอาใจแต่หลานชาย ตัวคิมจียองกับพี่สาวอยากเรียนอะไรก็ต้องเลือกเรียนที่ไม่เป็นภาระกับครอบครัวมาก เพื่อให้น้องชายได้เรียนสูงๆ และพอเข้าสู่ช่วงมหาวิทยาลัยก็ถูกมองเป็นวัตถุทางเพศ (ถ้าอ่านนิยายภาพนี้จะชัดเจนกว่าในหนัง) พอจะทำงาน ก็ไม่มีโอกาสได้เลื่อนตำแหน่งเพราะ “ถ้าเธอท้องขึ้นมามันก็จะกระทบการทำงาน”

ซึ่งตรงนี้คนที่ไม่ใช่สายสตรีนิยมเขาก็มองว่า “มันคือกฎเกณฑ์ตามธรรมชาติ” ที่ผู้หญิงมีพละกำลังน้อยกว่าชาย และเป็นผู้ตั้งครรภ์ คลอดลูก ให้นมลูก โดยเพศสรีระมันก็กำหนดบทบาทของผู้หญิงไปเอง ยิ่งพอการทำงานในสังคมทุนนิยมที่มนุษย์แทบจะเป็นเครื่องจักรที่ต้องหาเงิน การเสียเวลากับการลาคลอด เลี้ยงดูลูก มันทำให้กลายเป็น “แรงงานที่ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ” บทบาทของผู้หญิงจึงควรเป็นผู้ตามหรือผู้ดูแลมากกว่าผู้นำ



คิมจียองในเรื่องนี้ ถูกกรอบของเพศสภาพหญิงบีบรัด จนกระทั่งเกิดอาการป่วยทางจิต กลายเป็นพวกมีบุคลิกภาพเชิงซ้อน ที่อยู่ๆ ก็กลายเป็นคนอื่นขึ้นมา จนสามีเป็นห่วงต้องพาไปรักษา ซึ่งหนังเขาก็พยายามสะท้อนภาพความเข้าอกเข้าใจของผู้ชาย เพราะสังคมเกาหลีเป็นสังคมที่ความเหลื่อมล้ำระหว่างเพศสูง การสร้างสื่อบันเทิงแนวๆ ผู้ชายยอมผู้หญิงมันคือกุศโลบายของเขาอย่างหนึ่งให้เกิดการซึมซับเรื่องความเท่าเทียมและการให้เกียรติ

ขณะเดียวกัน กรอบเพศสภาพของความเป็นชายก็เป็นสิ่งที่ทำร้ายผู้ชายในระบบปิตาธิปไตยเช่นเดียวกัน เราเพิ่งเห็นข่าวไปเมื่อเร็วๆ นี้ที่มีการฆ่ายกครัว โดยพ่อเป็นผู้ฆ่าแม่และลูกสองคนเนื่องจากปัญหาหนี้สิน นี่ก็เพราะกรอบของความเป็นชายที่ต้องเป็นผู้ดูแลครอบครัว เป็นผู้นำ เมื่อพ่ายแพ้ต่อชีวิตก็ไม่รู้จะหาทางออกอย่างไรเพราะตัวเองคือ “เสาหลัก” ของบ้าน เมื่อเป็นผู้นำต่อไปไม่ได้ก็เลือกจบปัญหาด้วยวิธีที่เป็นโศกนาฏกรรม

ความเป็นหญิงถูกเรียกร้องให้รื้อถอน ประกอบสร้างชุดความคิดใหม่ในการให้โอกาสและบทบาทกับผู้หญิงมากขึ้น ขณะที่ความเป็นชายเองก็มีฝ่าย “บุรุษนิยม” อยากจะรื้อถอนประกอบสร้างมันใหม่ด้วยเช่นกัน เพราะสิ่งที่สังคมกำหนดบทบาทผู้ชายบางครั้งก็ไม่ใช่สิ่งที่ผู้ชายต้องการ เช่นการเผชิญกับความรุนแรง การที่ผู้ชายต้องเป็นทหารไปรบ หรือการที่ผู้ชายต้องรับหน้าที่อื่นๆ ในสังคม ในครอบครัว ซึ่งผู้ชายบางคนก็อาจเห็นว่าไม่เป็นธรรมกับเขาเช่นกัน

หนังไทยที่สะท้อนถึงการพังทลายของปิตาธิปไตยเรื่องหนึ่งคือ “ลัดดาแลนด์” หนังผีที่สร้างเมื่อหลายปีก่อน ก้อง สหรัถ สังคปรีชา เป็นหัวหน้าครอบครัวที่พยายามตั้งหลักด้วยตัวเองให้ได้ เป็นผู้นำครอบครัวโดยไม่พึ่งพาแม่ยาย (ซึ่งหนังบอกเป็นนัยๆว่า แม่ยายรวยหรือมีอิทธิพลมากกว่า) โดยการย้ายมาซื้อบ้านอยู่เชียงใหม่ และทำขายตรงไปด้วย พยายามหาเงินให้เลี้ยงครอบครัวให้ได้เพื่อให้ครอบครัวและสังคมยอมรับความเป็นผู้นำ



แต่ที่สุดแล้ว งานขายตรงก็ไม่เป็นไปดังหวัง เจ้าตัวเลือกที่จะปิดปากไม่บอกต่อครอบครัวแต่ดันทุรังจะรักษากรอบของเพศสภาพความเป็นชายที่ต้องเป็นผู้นำ ยอมไปทำงานเป็นลูกจ้างร้านสะดวกซื้อ (จนกลายเป็นวลีเด็ดตอนทะเลาะกับลูกค้าและโดนไล่ออกจากร้าน ว่า “กูไม่ออก ถ้ากูออกกูจะเอาอะไรแดก" ) ยอมทนอยู่ในหมู่บ้านผีดุเพราะไม่มีเงินย้ายออกไปไหน และสุดท้ายก็เกิดโศกนาฏกรรมที่เขารู้ว่าเขาดูแลครอบครัวไม่ได้และเลือกปลิดชีพตัวเอง

ดูหนังสองเรื่องนี้เทียบกันแล้วมันรู้สึกได้ถึงการที่บทบาททางเพศเป็นสิ่งที่กดทับคนเราอยู่ และมันมีอิทธิพลถึงระดับจิตไร้สำนึก เพราะเราบ่มเพาะหรือสอนกันมายาวนาน นักรณรงค์ทางสังคมในด้าน gender study พยายามพูดถึงการสลายกรอบเพศและมองถึงศักยภาพของบุคคลมากกว่า ไม่จำเป็นที่ผู้ชายต้องเป็นผู้นำเสมอไป และไม่จำเป็นที่ผู้หญิงต้องมีหน้าที่อยู่บ้านเลี้ยงลูก แต่สองเพศสามารถเอื้อต่อกัน แลกเปลี่ยนบทบาทหน้าที่กันได้



แต่มันก็ยังเป็นสิ่งที่ท้าทายในการรื้อสร้างกรอบความคิดเหล่านี้ มันคงต้องเริ่มจากการเปิดใจ รับฟัง เคารพกัน และยอมรับในบทบาทหรือศักยภาพมากกว่าใช้กรอบเพศในการประเมินเสียแต่ทีแรก ให้เพศเป็นแค่เรื่องเพศกำเนิด หรือเพศวิถี ( รสนิยมและการแสดงออกทางเพศ ) แต่กฎของเพศสภาพต้องปรับเปลี่ยนยืดหยุ่นได้ ทั้งในหน่วยที่เล็กที่สุดคือครอบครัว และขยายไปสู่หน่วยใหญ่คือสังคม เพื่อความเท่าเทียมและสลายความทุกข์จากกรอบที่กดทับ

เมื่อมันมีการท้าทาย ก็น่าจะคิดว่าถึงเวลาหรือยังที่เราต้องรื้อสร้างใหม่เรื่องกรอบเพศสภาพ.
........................................
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง” 


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 269