อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 14 กรกฎาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 14 กรกฎาคม 2563

หนังสือดี ๆ จากมูลนิธิ SCG ปีนี้มี 4 เล่มเด็ด ๆ

สัปดาห์นี้ไปดูหนังสือดี ๆ จากมูลนิธิ SCG ปีนี้มี 4 เล่มเด็ด ๆ จันทร์ที่ 6 มกราคม 2563 เวลา 10.00 น.


ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้รับเชิญให้ไปเล่านิทานในสวน จัดโดยมูลนิธิ SCG ซึ่งได้จัดขึ้นเป็นปีที่ 15 แล้วครับ ปีนี้ผมได้ไปเล่านิทานที่สวนรถไฟ ได้เห็นแฟน ๆ ของเทศกาลนิทานในสวนมากันมากมายเหมือนเคย



ผมขอเล่าคร่าว ๆ ว่าเทศกาลในสวนปีนี้มีอะไรบ้าง เริ่มจากละครเร่จากพี่ ๆ ไอเดียเพลิน หลังจากนั้นเป็นการเล่านิทานโดยน้าเมฆ พูดคุยและให้ข้อคิดกับพ่อแม่เรื่องการเล่านิทานให้กับลูกในยุค 4.0 และพูดถึงผลคะแนนสอบ PISA ปีล่าสุดในหัวข้อ ‘การอ่าน’ ที่ตกต่ำที่สุดในรอบ 18 ปี และจะกระตุ้นเด็ก ๆ ให้อ่านหนังสือได้อย่างไร ปิดท้ายด้วยละครนิทานจากกลุ่มนิทานแต้มฝัน ตลอดงานจะมีขนม เครื่องดื่ม และหนังสือนิทานสำหรับเด็ก ๆ ได้หยิบแล้วเอาไปให้คุณพ่อคุณแม่อ่านได้ตลอดงาน
 
หลังจากเล่านิทานจบ ผมได้รับของที่ระลึกจากมูลนิธิ SCG เป็นชุดนิทานประจำปี ผมจึงขอนำมารีวิวไว้ดังนี้ครับ



อึ๊ก! เรื่อง: อนุชกา รวีชังการ์ ภาพ: คริสเตียน พีเปอร์ แปลและเรียบเรียง: ชีวัน วิสาสะ
 
ผมแนะนำให้อ่านเรื่องนี้จบหนึ่งรอบแล้วอ่านซ้ำทันทีครับ การเก็บรายละเอียดของภาพและการเข้าใจเรื่องราวที่มากขึ้นจะทำให้หนังสือภาพเล่มนี้สนุกขึ้นมาอีกเท่าตัว เริ่มต้นผมเปิดอ่านแบบไม่คิดอะไร ผ่านไปประมาณ 3-4 หน้าทำให้เข้าใจเนื้อหามากขึ้นว่าชื่อหนังสือ “อึ๊ก!” มาจากเสียงสะอึกนั่นเอง คราวนี้ก็ปล่อยจินตนาการตามเรื่องราวและภาพเลยครับว่าผู้เขียนและผู้วาดจะเล่นอะไรต่อ โดยมีหน้าแรกเปิดขึ้นมาเป็นวิธีหยุดการสะอึกและอีกหน้าต่อมาเป็นเฉลยว่าจะเกิดอะไรขึ้น ที่ต้องชื่นชมไปพร้อมกันด้วยคือ การแปลที่ใช้คำภาษาไทยเล่นสัมผัสกับเสียง “อึ๊ก!” ได้สนุก อ่านเล่มนี้จนจบ ผมเชื่อมโยงกับประสบการณ์ของตัวเองตอนเด็ก ๆ ว่า เราเองก็เคยทำอะไรแปลก ๆ แบบนี้เวลาอยากให้หายสะอึก ผมได้ยินมาจากที่ไหนสักแห่งแล้วผมก็ทำตาม โดยผมอมน้ำไว้เต็มปาก แล้วก้มหัวมองลอดขาตัวเอง หลังจากนั้นค่อยกลืนน้ำลงคอ บางทีก็หายสะอึกบ้าง บางครั้งก็ยังสะอึกต่อ แปลกดีนะครับ คนเราพร้อมจะเชื่ออะไรแบบนี้ ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่ต้องทำอะไร การสะอึกมันก็จะหายไปได้เองตามธรรมชาติครับ อ้อ! ผมชอบตอนท้ายของกองบรรณาธิการที่เขียนบอกว่า ผู้ใหญ่มักกังวลว่าเด็ก ๆ อ่านแล้วจะทำตามในเรื่องราวที่ไร้สาระแบบนี้ แต่ประโยคสุดท้ายของกองบรรณาธิการบอกว่า “ไร้สาระ...แต่ไม่ไร้ความคิด” เด็ก ๆ เขาแยกแยะเป็นครับว่าเรื่องไหนคือเรื่องจริง เรื่องไหนคือเรื่องไร้สาระ
 
เรื่องเล่าเราเติบโต เรื่อง: รูธ เคราส์ ภาพ: เฮเลน อ็อกเซนบิวรี แปล: ผุสดี นาวาวิจิต
 
หนังสือภาพเล่มนี้มีความอบอุ่นตั้งแต่เปิดมาหน้าแรก เด็กชายพร้อมด้วยลูกหมาและลูกไก่เดินไปหาแม่ กับคำถามคลาสสิก “ผมจะโตไหมครับ” ผมว่าหนังสือเล่มนี้ค่อย ๆ บอกความเปลี่ยงแปลงผ่านฤดูกาล ต้นไม้ ต้นหญ้า แต่ที่เห็นเด่นชัดคือ ลูกหมาที่ตัวใหญ่ขึ้น ลูกไก่ที่ตัวโตขึ้น ตรงข้ามกับความรู้สึกของเด็กน้อยที่ยังรู้สึกว่าเขาไม่โตเสียที จนในที่สุดเขาก็ตระหนักว่าตัวเขาเองก็เติบโตขึ้นแล้วจริงๆ ผ่านการคลายปมได้อย่างน่ารักและชาญฉลาดในช่วงท้ายเรื่อง ผมอ่านจบแล้วคิดถึงภรรยาและลูกชายในวัยที่เขายังเล็ก เรื่องนี้เหมาะจริง ๆ ครับที่จะเล่านิทานให้กับเด็กฟังบ่อย ๆ ภาพสวยละมุนดูสบายตา บวกกับอากัปกิริยาของแม่และเด็กที่ให้ความรู้สึกผูกพันอย่างบอกไม่ถูก อ่านจบก็ประทับใจและขอบคุณมูลนิธิ SCG จริง ๆ ครับที่เลือกนิทานเรื่องนี้ให้อยู่ในชุดนิทานประจำปีนี



วันหนึ่ง หมาตัวหนึ่ง: กาเบรียล แวงซองต์
 
วันที่ผมไปเล่านิทานในสวน มีละครนิทานของกลุ่มนิทานแต้มฝันได้แสดงละครเกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อผมหยิบหนังสือภาพเล่มนี้ขึ้นมาดูพบว่า หนังสือเล่มนี้มีแต่ภาพอย่างเดียว ไม่มีตัวอักษรเลยสักตัว มูลนิธิ SCG มักจะมีหนังสือภาพที่มีแต่ภาพล้วน ๆ แบบนี้อยู่ในชุดนิทานของแต่ละปีเสมอ พ่อแม่บางคนกังวลว่าจะเล่านิทานให้ลูกฟังได้อย่างไร แต่ผมคิดว่านี่แหละ “มหัศจรรย์แห่งหนังสือภาพ” โดยแท้จริง เป็นการอ่านที่ไม่ต้องยึดติดกับตัวอักษร ขอยกตัวอย่างเช่น การมองภาพหมาวิ่งไล่รถที่เป็นภาพนิ่ง ในหัวของผมสามารถมองภาพนี้เป็นภาพเคลื่อนไหวได้อย่างไม่น่าเชื่อ สมองเด็กก็ทำงานแบบนี้ได้เช่นกัน ยิ่งผูกโยงกับประสบการณ์ที่คุณพ่อคุณแม่หรือคุณลูกเคยเห็นมาก่อน ทำให้การตีความของหนังสือภาพเล่มนี้จะมีพลังมาก ๆ ครับ ผมเองเคยเลี้ยงหมา นึกชื่นชมคนวาดอยู่ในใจว่าทำไมวาดแล้วเข้าใจอารมณ์ของหมาตัวนั้นดีเหลือเกิน ปกติเราสังเกตอารมณ์ของหมาจากหางของมัน แต่ภาพวาดในเล่มนี้เราจะเห็นท่าทาง การเคลื่อนไหวต่าง ๆ รวมทั้งสายตา ส่งให้เรารับรู้ได้ว่าหมารู้สึกอย่างไรในแต่ละภาพ มีรูปสุดท้ายเท่านั้นที่เจ้าหมาหางชูขึ้นมา หลังจากนั้นทิ้งเป็นหน้าขาวว่าง ๆ ให้จินตนาการต่อไปว่าจะเกิดอะไรขึ้น ตรงนี้ทีเด็ดจริง ๆ ครับที่เปิดช่องว่างทิ้งไว้ให้ผู้อ่านแต่ละคนได้คิด ผมประทับใจลายเส้นที่เด็ดขาดและมุมมองของภาพที่แปลกตา ผมลองพลิกไปอ่านประวัติผู้วาดภาพประกอบเรื่องนี้พบว่าเป็นผู้หญิงชาวเบลเยี่ยมที่ใช้นามแฝงแทนชื่อตน เชื่อว่าเธอจะต้องเป็นคนที่รักหมามากๆ แน่นอน จึงสามารถถ่ายทอดออกมาได้ดีขนาดนี้
 


งานฉลองของไส้เดือน เรื่อง: ชีวัน วิสาสะ ภาพ: พัดชา ดิษยนันทน์
 
แม้ผมจะเคยเห็นภาพวาดของคุณพัดชาก่อนจะมาเป็นเล่มจริงอยู่บ่อยครั้ง แต่ผมไม่ได้ทราบเรื่องราวว่านิทานเล่มนี้มีเนื้อหาอย่างไร ผมเปิดอ่านไป 1 ใน 3 ของเล่ม มีแต่ลิง ๆๆ และกล้วย ๆๆ “ไหนล่ะไส้เดือน” แต่ด้วยความที่เป็นคนทำหนังสือเด็กเหมือนกัน จึงพอจะรู้ว่าต้องค่อยๆ ตามอ่านไปอีกนิด..อีกหน่อย จนถึงท้ายเล่ม “อ้า...เจอแล้วงานฉลองของไส้เดือน” แล้วผมก็ยิ้มให้กับตัวเองที่หลงทางไปกับชื่อเรื่อง อย่างไรก็ตาม จุดนี้คงทำให้ผู้อ่านตั้งคำถามเหมือนผมและอยากรู้ต่อไปว่า “ไหนล่ะไส้เดือน” จนปาร์ตี้กล้วยของพวกลิงจบลง แล้วนำเศษอาหาร เศษใบตอง กาบมะพร้าวขุดหลุมฝังดิน นั่นแหละครับ เรื่องราวใหม่ใต้ดินจึงเกิดขึ้น อ่านจบผมชอบมาก เป็นการสื่อสารเรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างแยบยล และสนุกกับวิธีการนำเสนอที่แหวกแนว ภาพวาดที่มีสีสันเต็มหน้ากระดาษ มีตัวละครมากมายให้เด็ก ๆ ค่อย ๆ พิจารณาดู แถมได้ย้อนกลับไปดูก่อนหน้านั้นว่า ไส้เดือนเริ่มโผล่มาตั้งแต่หน้าไหน หนังสือเล่มนี้จะสนุกมากสำหรับผู้อ่านที่มี “ตาเด็ก” ครับ
 
ปีนี้หนังสือของมูลนิธิ SCG มีทั้งหมด 4 เล่ม เป็นหนังสือที่แปลมาจากต่างประเทศ 3 เล่ม และสร้างสรรค์โดยคนไทยเองอีก 1 เล่ม แต่ละเรื่องให้ความรู้สึก อารมณ์ และจินตนาการที่แตกต่างกัน ลองไปซื้อหาหนังสือดีระดับโลกให้กับลูกของท่านในราคาที่จับต้องได้กันนะครับ หนังสือชุดนี้มีวางขายแล้วตามร้านหนังสือทั่วไปครับ
.........................................
คอลัมน์ : ก้อนเมฆเล่าเรื่อง
โดย “น้าเมฆ”
https://facebook.com/cloudbookfanpage


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 270